"อาจารย์เจษฎ์" วิเคราะห์สาเหตุฟ้าผ่า "ไรเดอร์" ขณะขี่รถจักรยานยนต์ บนสะพานต่างระดับรัชวิภา พร้อมชี้ไม่มีวัตถุใดเป็นตัวล่อ
จากกรณี เกิดเหตุฟ้าผ่า "ไรเดอร์" ขณะวิ่งรถผ่านบริเวณสะพานต่างระดับรัชวิภา ลงกลางหมวกกันน็อค สร้อยคอขาด เจ้าตัวบาดเจ็บ เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ฟ้าผ่าไรเดอร์บาดเจ็บ บริเวณต่างระดับรัชวิภา ลงกลางหมวกกันน็อค สร้อยคอขาด)
ล่าสุด วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความเรื่อง "ฟ้าผ่าไรเดอร์ขณะวิ่งรถ" โดยระบุว่า
"เรื่องที่มีรถจักรยานยนต์ถูกฟ้าผ่า จนผู้ขับขี่บาดเจ็บสาหัส และก็คอมเมนต์กันไปต่างๆ นานา ว่าเป็นเพราะคนขับใส่สร้อยคอ เลยเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่า หรือแม้แต่หมวกกันน็อค, โทรศัพท์มือถือ, กล่องใส่ของท้ายรถ ฯลฯ ก็มีบางคอมเมนต์ที่ตั้งข้อสงสัยนั้น ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ได้มีวัตถุใดเป็นตัวล่อ ตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่า เป็นเพียงแค่ความโชคร้ายที่รถอยู่ในจุดสูงเด่น (สะพานยกระดับ) และวิ่งมาตรงจุดที่ฟ้าบังเอิญผ่าลงมาพอดี ไม่โดนคันนี้ ก็โดนรถคันอื่นที่วิ่งผ่านตรงนั้น
วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่กับคนขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สื่อล่อให้ฟ้าผ่า ถ้าคิดว่าโลหะจะล่อฟ้าผ่า ตัวรถจักรยานยนต์ทั้งคัน ยังน่าสงสัยมากกว่า แต่เพราะความบังเอิญ อันเนื่องจากรถมอเตอร์ไซค์กำลังอยู่ในที่โล่งแจ้งบนสะพานสูงขณะฝนตก ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความเสี่ยงในการถูกฟ้าผ่า คือพื้นที่สูงเด่นที่ประจุไฟฟ้าในอากาศจะเคลื่อนที่มาตามเส้นทางที่สั้นที่สุดลงสู่พื้นดิน และมักจะผ่านวัตถุที่อยู่ในจุดสูงเด่นที่สุดของบริเวณนั้น
...
ส่วนที่เห็นว่าเกิดรอยไหม้บนตัวผู้เคราะห์ร้าย เป็นรอยตามแนวเส้นสร้อยคอ แล้วทำให้คิดว่าสร้อยคอล่อฟ้าผ่านั้น จริงๆ แล้วเกิดจากการที่โลหะของสร้อยคอได้รับกระแสไฟฟ้า มีการเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น จนทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงให้เห็น ไม่ต่างกับกรณีของโทรศัพท์มือถือไหม้เกรียมหรือระเบิดเมื่อถูกฟ้าผ่า ซึ่งก็เป็นผลจากกระแสไฟฟ้าของฟ้าผ่า ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์จะล่อให้ฟ้าผ่าลงมา
จะเห็นได้ว่า การขับขี่มอเตอร์ไซค์ในระหว่างที่เกิดฝนฟ้าคะนองนั้น มีความเสี่ยงได้รับอันตรายกว่ารถยนต์เป็นอันมาก เพราะเวลาที่รถยนต์ถูกฟ้าผ่า โครงโลหะของตัวถังรถยนต์จะทำตัวเหมือนเป็น กรงฟาราเดย์ (Faraday cage) ให้กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าวิ่งไปรอบตัวรถ และลงสู่พื้นดินในที่สุดโดยไม่เข้าไปหาผู้ขับขี่ผู้โดยสารด้านใน แต่มอเตอร์ไซค์นั้นไม่มีโครงสร้างห่อหุ้ม ผู้ขับขี่จึงมีความเสี่ยงที่จะรับกระแสไฟจากฟ้าผ่าไปเต็มๆ
ดังนั้นในช่วงฤดูฝนนี้ ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ไปบนที่สูงเด่น ดังเช่นกรณีของสะพานต่างระดับแบบนี้ หรือที่โล่งแจ้ง เช่น เส้นถนนโดดเดี่ยว ทุ่งนา ถ้าเป็นไปได้ควรหยุดพักหาที่หลบฝนที่มั่นใจว่าปลอดภัย เช่น เป็นอาคารแข็งแรง หรือใต้โครงสร้างสะพาน อย่าไปจอดหลบใต้ต้นไม้ หรือป้ายโฆษณา ซึ่งมักจะเสี่ยงถูกฟ้าผ่า หรือแม้แต่จะหักโค่นทับได้
ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น อย่างที่เน้นแล้วว่าทั้งตัวของเครื่องโทรศัพท์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ จะไม่ได้ล่อฟ้าผ่าอย่างที่เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีความเสี่ยงอันตรายถ้าเกิดมีฟ้าผ่าใกล้ๆ แล้วมีการเหนี่ยวกระแสไฟฟ้าขึ้นในอากาศ จนทำให้โทรศัพท์มือถือเกิดการลัดวงจร หรือระเบิดขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อใบหน้าขณะที่โทรได้".
ขอบคุณเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์