ทำความรู้จัก "ไวรัสอีโบลา" อาการเริ่มแรกคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ เตือนเป็นโรคติดเชื้ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง พร้อมแนะวิธีการป้องกัน
จากการแพร่ระบาดของเชื้อ "อีโบลา" ที่ประเทศดิอาร์คองโก - ยูกันดา การระบาดยังรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค เผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก สงสัยผู้ติดเชื้อจำนวนมากกว่า 900 ราย และเสียชีวิตแล้ว 220 ราย โดยการระบาดครั้งนี้เกิดจากสายพันธุ์ Bundibugyo (บุนดิบูโย) ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569
ต่อมา บอร์ดโรคติดต่อฯ แห่งประเทศไทย ได้ยกระดับสกัด "อีโบลา" จากผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ "ดิอาร์คองโก-ยูกันดา" โดยเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย จำเป็นต้องกักกันตัว 21 วัน แม้จะไม่มีอาการป่วยก็ตาม
รู้จักเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus)
โรคอีโบลา (Ebola disease) โลกรู้จักเชื้อนี้ครั้งแรกในปี 1976 โดยพบไวรัสนี้ที่ริมแม่น้ำอีโบลา ในสาธารณรัฐคองโก และพบการระบาดเป็นครั้งคราวมาตลอด พบอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ย 50% แต่อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 90% ของผู้ติดเชื้อ
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อไวรัสอีโบลา มี 6 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดรุนแรง มี 3 สายพันธุ์ คือ
- Ebola virus (EBOV) ทำให้เกิดโรค Ebola virus disease (EVD)
- Sudan virus (SUDV) ทำให้เกิดโรค Sudan virus disease (SVD)
- Bundibugyo virus (BDBV) ทำให้เกิดโรค Bundibugyo virus disease (BVD)
ขณะที่ "เชื้ออีโบลา" อาศัยอยู่ในค้างคาวผลไม้และแพร่สู่คนผ่านสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ เช่น ลิง ซึ่งการแพร่เชื้อจากคนสู่คน เกิดโดย
...
1. การติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรง บริเวณผิวหนังที่มีแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง โดยสัมผัสเลือด, สารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น น้ำลาย อาเจียน อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำอสุจิ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
2. การติดจากการสัมผัสสิ่งของ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อเช่น เลือด หรือของเหลวจากร่างกาย เช่น อาเจียน อุจจาระ ของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
ระยะฟักตัวและการแพร่เชื้ออีโบลา
- ระยะฟักตัว 2-21 วัน
- ผู้ป่วยจะเริ่มแพร่เชื้อได้ เมื่อเริ่มมีอาการ
- ผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว จะยังแพร่เชื้อได้ จากการสัมผัสศพโดยตรง
อาการของโรคอีโบลา
- อาการเริ่มแรก จะมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมาจะมีอาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ผื่นขึ้น
- ในรายที่รุนแรง อาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ สับสน พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และพบอวัยวะล้มเหลวร่วม เช่น ตับ ไต เนื่องจากอาการแสดงของโรคมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย และไข้ไทฟอยด์
ดังนั้นการวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติความเสี่ยง คือ เดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการระบาดของเชื้อดังกล่าว โดยอาการแสดงที่เข้าได้ร่วมกับการตรวจยืนยันโดยห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) ของไวรัส ตรวจทางภูมิคุ้มกัน การเพาะเชื้อไวรัส
การรักษาโรคอีโบลา
- การรักษาเฉพาะโดยการให้ยาต้านไวรัส กลุ่ม monoclonal antibodies mAb114 (ansuvimabTM) or REGN-EB3 (InmazebTM) แนะนำให้เฉพาะการติดเชื้อจาก Ebola virus disease เท่านั้น ส่วนการติดเชื้ออื่นๆ ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะ
- การรักษาแบบประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ การแก้ไขภาวะเกลือแร่ที่ผิดปกติ รักษาภาวะน้ำตาลต่ำ ภาวะช็อก (Shock) และใช้ยาต้านเชื้อโรค กรณีพบการติดเชื้อซ้ำซ้อนและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน
การป้องกันโรคอีโบลา
1. หลีกเลี่ยงการไปประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสอีโบลา
2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลที่ป่วย หรือศพของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคอีโบลา
3. วัคซีนปัจจุบันรับรองเฉพาะสายพันธุ์ Ebola (Ebola virus)
แต่สายพันธุ์อื่นๆ รวมถึง ไวรัสบุนดิบูโย ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย แต่กรณีที่ท่านเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง แนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของทางรัฐบาล เพื่อเฝ้าระวังสังเกตอาการอย่างเหมาะสม รวมทั้งยังเกิดได้จากนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อ โดยอยู่ในระยะที่เป็นพาหะได้นำเชื้อเข้ามา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอีโบลาเป็นโรคที่อุบัติการณ์การเสียชีวิตสูง ยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต กรณีหากพบว่ามีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ควรรีบพบแพทย์ และให้ประวัติการเดินทางในระหว่าง 21 วัน ก่อนเกิดอาการดังกล่าว.
อ้างอิง : พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช