เช็กอาการป่วย "โรคไวรัสฮันตา" โรคติดเชื้อที่รุนแรงถึงชีวิต เตือนกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะต่อไวรัสฮันตา
ภายหลังจาก "กระทรวงสาธารณสุข" ได้ประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังทางสาธารณสุขครั้งสำคัญ โดยเพิ่ม "โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา" (Hantavirus Disease) เข้าสู่บัญชีโรคติดต่ออันตราย เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคนั้น
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) โรคติดเชื้อจากสัตว์ฟันแทะที่อาจรุนแรงถึงชีวิต
Hantavirus เป็นไวรัสกลุ่ม Orthohantavirus ในวงศ์ Hantaviridae ซึ่งพบได้ในสัตว์ฟันแทะหลายชนิด โดยเฉพาะหนูป่า หนูนา และหนูบ้าน เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ
เมื่อคนสูดดมละอองฝุ่นหรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อน จากสัตว์ฟันแทะจึงอาจติดเชื้อได้ โรคนี้พบได้หลายประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ในบางรายเชื้ออาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับเชื้อปริมาณมากหรือมาพบแพทย์ล่าช้า อัตราการเสียชีวิตของโรคชนิดรุนแรงอาจสูงถึง 30–40%
ไวรัสฮันตา ติดต่อทางไหน?
- สูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่มีเชื้อ
- สัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา
- ถูกสัตว์ฟันแทะกัด
ทั้งนี้ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานหรือพักอาศัยในบริเวณที่มีหนูจำนวนมาก เช่น โกดัง โรงนา ฟาร์ม บ้านร้าง หรือพื้นที่เก็บของอับชื้น โดยทั่วไปโรคนี้ไม่ค่อยติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นไวรัสบางสายพันธุ์ในทวีปอเมริกาใต้ที่มีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างคนได้
...
การระบาดบนเรือสำราญ ปี 2026
เดือนพฤษภาคม 2026 มีรายงานการระบาดของ Andes virus ซึ่งเป็น hantavirus ชนิดหนึ่งบนเรือสำราญที่เดินทางจากอาร์เจนตินาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก พบผู้ป่วยหลายรายและมีผู้เสียชีวิต ซึ่งจุดสำคัญคือ Andes virus เป็น hantavirus ชนิดเดียวที่มีหลักฐานว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะจากการสัมผัสใกล้ชิด
โรคที่เกิดจาก Hantavirus ทำให้เกิดโรครุนแรงหลัก 2 กลุ่ม
1. HFRS — Hemorrhagic fever with renal syndrome : พบมากในยุโรปและเอเชีย อาการเด่น คือ ไข้ เลือดออกผิดปกติ เกล็ดเลือดต่ำ และไตวายเฉียบพลัน
2. HCPS — Hantavirus cardiopulmonary syndrome : พบมากในทวีปอเมริกา อาการเด่น คือ ไข้ ปอดบวมน้ำ หายใจล้มเหลว และช็อกซึ่งมีอัตราตายสูงกว่า HFRS
อาการของโรคไวรัสฮันตาโดยทั่วไป : ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ 1-7 สัปดาห์
อาการระยะแรก
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะต้นขา หลัง และสะโพก
- อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง
หลังจากนั้น บางรายอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น
- ไอ
- หอบเหนื่อย
- แน่นหน้าอก
- น้ำท่วมปอดหรือปอดอักเสบรุนแรง
- ความดันโลหิตต่ำ
- ไตวายเฉียบพลัน
ขณะที่อาการรุนแรง มักเกิดภายในไม่กี่วันหลังเริ่มมีไข้ ซึ่ง "การวินิจฉัย" ต้องยืนยันด้วยการตรวจทางจุลชีววิทยา เช่น serology, RT-PCR
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง
- ผู้ที่ทำงานในฟาร์ม โรงนา หรือโกดังเก็บของ
- ผู้ที่ทำความสะอาดพื้นที่ปิดร้างที่มีหนูอาศัย
- ผู้ที่พักแรมหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ป่า
- ผู้ที่สัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือมูลหนูบ่อยครั้ง
วิธีป้องกันไวรัสฮันตา
การป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะและสิ่งปนเปื้อน
แนวทางป้องกันไวรัสฮันตา
1. กำจัดแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู
2. ปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้าบ้านหรืออาคารได้
3. เก็บอาหารและขยะในภาชนะปิดสนิท
4. หลีกเลี่ยงการกวาดพื้นแห้งในพื้นที่ที่มีมูลหนู เพราะอาจทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย
5. พ่นหรือแช่บริเวณปนเปื้อนด้วยน้ำยาฟอกขาว 10% หรือ detergent ก่อนทำความสะอาด และสวมหน้ากากรวมถึงถุงมือทุกครั้ง
6. ล้างมือหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสฮันตาที่ใช้แพร่หลายทั่วไป
ส่วนแนวทางการรักษา ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่จำเพาะต่อไวรัสฮันตา การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาประคับประคองและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด ได้แก่
1. ให้สารน้ำและดูแลความดันโลหิต
2. ให้ออกซิเจนหรือใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่มีภาวะหายใจล้มเหลว
3. ฟอกไตในรายที่เกิดไตวายเฉียบพลัน
4. เฝ้าระวังในโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการหอบเหนื่อยหรือความดันต่ำ
5. การวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก
ข้อควรรู้เกี่ยวกับไวรัสฮันตา
- ไวรัสฮันตาเป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์ฟันแทะที่อาจรุนแรงถึงชีวิตได้
- การสูดดมฝุ่นปนเปื้อนจากมูลหรือปัสสาวะหนูเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญ
- หากมีไข้ร่วมกับหอบเหนื่อยหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยงควรรีบพบแพทย์ทันที
- การควบคุมหนูและรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด.
อ้างอิง : แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช