"คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ" ยกระดับเข้มป้องกัน "อีโบลา" ผู้เดินทางจาก "ดีอาร์คองโก-ยูกันดา" ต้องกักกันในสถานที่ที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน แม้ไม่มีอาการ


วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รับมอบหมายจาก นายพัฒนาพร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 โดย นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ 

โดยปัจจุบันพบการระบาดหลักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีผู้ป่วยสงสัยสะสม 867 ราย เสียชีวิต 214 ราย (ยืนยันผล 10 ราย และผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัยที่เสียชีวิต 204 ราย) และได้แพร่ระบาดข้ามแดนไปยังสาธารณรัฐยูกันดา พบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย 

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่เคยพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศ แต่มีความเสี่ยงจากการเดินทางระหว่างประเทศ และการเคลื่อนย้ายประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่หรือผ่านพื้นที่ที่มีการระบาด ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย เพื่อให้มีการปรับมาตรการป้องกันและสกัดกั้นโรคเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเข้มงวดและทันท่วงที 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบให้ใช้มาตรการทางกฎหมายในการคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านเขตติดโรคทั้ง 2 ประเทศ โดยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะออกหนังสือคำสั่งถึงผู้เดินทางทุกคน ให้ผู้เดินทางที่ “ไม่มีอาการ” ต้องถูกกักกันในสถานที่ที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน ส่วนผู้เดินทางที่มีอาการป่วยเข้าได้กับอาการโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จะถูกแยกกักในสถานพยาบาลของรัฐที่กำหนดอย่างน้อย 21 วัน โดยอนุญาตให้ผู้เดินทางลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) เพียงสนามบินเดียว ซึ่งกรมควบคุมโรคได้จัดสถานที่กักกันให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการกักกันและแยกกัก ภายใน 72 ชั่วโมงแรก 

...

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยการคัดกรองและติดตามผู้เดินทางมาจากประเทศหรือผ่านประเทศที่เป็นเขตติดโรค และให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ หน่วยงานระดับพื้นที่ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยาน ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ในการตรวจสอบและติดตามถิ่นที่อยู่และการเดินทาง 

รวมถึงสนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จึงขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่า ประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และคัดกรองโรค ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ และระบบควบคุมโรค และขอความร่วมมือผู้เดินทางทุกคนให้ข้อมูลประวัติการเดินทางตามความเป็นจริง เพื่อร่วมกันป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ.