นักวิชาการ เผย 8-9 เม.ย. 69 ค่าดัชนีความร้อนอยู่ในเกณฑ์ “อันตรายมาก” เตือนอยู่กลางแจ้งช่วงบ่าย อากาศร้อน ลมนิ่ง อาจวูบหมดสติ เสียชีวิตได้
วันที่ 5 มี.ค. 69 อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Sonthi Kotchawat ระบุว่า ระวัง! ช่วงวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2569 อยู่กลางแจ้งช่วงบ่าย อากาศร้อน ลมนิ่ง อาจวูบหมดสติ เสียชีวิตได้
ช่วงนี้ กทม. และปริมณฑลมีค่าอุณหภูมิในบรรยากาศกลางแจ้งสูงสุดถึง 39 องศาเซลเซียส ค่าความชื้นสัมพัทธ์บางแห่งเกินกว่า 60% ทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index หรือ HI) มีค่าอยู่ที่ประมาณ 58.7 องศาเซลเซียส อยู่ในเกณฑ์ “อันตรายมาก” (Extreme Danger) เนื่องจากมีค่าสูงกว่า 52 องศาเซลเซียส ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด
โดยอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายอาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในเวลาเพียง 10-15 นาที หากอยู่กลางแจ้งนาน 45 นาที ระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายจะเริ่มล้มเหลว ผิวหนังแดงและแห้ง (ไม่มีเหงื่อ) เสี่ยงต่อการหมดสติ และหากอยู่กลางแจ้งตากแดดนานถึง 1 ชม.อาจนำไปสู่สภาวะวิกฤตทางระบบประสาทและเสียชีวิตได้
1. สาเหตุที่สภาพอากาศในประเทศไทย ณ วันที่ 8-9 เมษายน พ.ศ. 2569 มีความร้อนจัดและมีค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) พุ่งสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส เป็นผลมาจากปัจจัยหลักหลายประการร่วมกัน ดังนี้
1.1.ปรากฏการณ์เอลนีโญและโลกร้อน โดยสภาวะเอลนีโญกำลังแรงทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อน แล้งกว่าปกติร่วมกับสภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
...
1.2.ความชื้นสัมพัทธ์สูง แม้อุณหภูมิจริงจะไม่ถึง 50 องศา แต่ความชื้นในอากาศสูงเนื่องจากลมทิศใต้พัดนำความชื้นจากทะเลเข้ามา ทำให้เหงื่อระเหยยาก ร่างกายสะสมความร้อนไว้มากกว่าปกติ ส่งผลให้ค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูงเกิน 50-60 องศาเซลเซียส
1.3.ช่วงต้นเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นที่ประเทศไทยในบางจุด ทำให้ความเข้มข้นของความร้อนสูงสุด
2.การป้องกันตัว
2.1.หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเวลา 13.00-16.00 น.
2.3.ควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2.3.สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกผ้าสีอ่อนและน้ำหนักเบาเพื่อช่วยในการระบายความร้อนจากร่างกาย
2.4.อยู่ในที่ร่ม หลบแดด ใส่แว่นกันแดดกันรังสี UV400 หากอยู่ในบ้านควรอาบน้ำปะแป้งเย็น เปิดแอร์หรือพัดลมระบายความร้อน.
ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat