เพจดังตั้งคำถามถึงสำนักงานประกันสังคม หลังแอปฯ SSO Plus 850 ล้าน แจ้งปิดปรับปรุงระบบตั้งแต่ 21 ม.ค. 69 อ้างพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิค ก่อนเลื่อนเปิดระบบ 3 ครั้งติด พร้อมให้มีการตรวจสอบเร่งด่วน
วันที่ 27 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดราม่า แอปฯ SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม แจ้งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ก่อนจะเลื่อนเปิดให้บริการถึง 3 ครั้ง โดยระบุว่า เนื่องจากพบปัญหาขัดข้องทางเทคนิคการให้บริการ ทั้งนี้ ประกันสังคม จะเร่งดำเนินการตรวจสอบ แก้ไขปัญหาเพื่อให้ระบบกลับมาให้บริการได้โดยเร็วต่อไป โดยมีกำหนดจะเปิดให้บริการ ในเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 69
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟซบุ๊กเพจ "ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security" ได้ออกมาโพสต์ข้อความ เชิงตั้งคำถามว่า “ตามที่สำนักงานประกันสังคมประสบปัญหาการใช้งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับสิทธิประโยชน์ว่างงาน และการเข้าถึงบริการผ่านระบบ e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus โดยทางสำนักงานฯ ได้ชี้แจงสาเหตุและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น”
สถานการณ์ปัญหาปัจจุบันและแนวทางแก้ไขของ สปส.
- ปัญหาการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน: มีข้อมูลค้างท่อจากการปิดระบบช่วงปีใหม่ โดย สปส. คาดว่าจะดำเนินการนำเข้าข้อมูลแล้วเสร็จภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
- ระบบ e-Self Service และ SSO Plus ขัดข้อง: เนื่องจากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก (High Load) เกินกว่าระบบจะรองรับได้ คาดว่าจะแก้ไขเบื้องต้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
- แผนสำรองที่สร้างข้อกังวล: หากภายใน 1 สัปดาห์ปัญหายังไม่คลี่คลาย สปส. เสนอ 2 แนวทางคือ (1) จัดซื้อ Oracle Database เพิ่มเติม หรือ (2) Rollback กลับไปใช้ระบบเดิม (SAPIENS) ซึ่งทั้งสองแนวทางสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใหม่ (850 ล้าน)
...
เหตุผลที่ฝั่งผู้ประกันตนไม่สนับสนุน 2 แผนสำรองข้างต้นเนื่องจากข้อสังเกตที่น่ากังวล: ย้อนดูบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน กลับพบข้อสังเกตที่น่ากังวล:
- 2549: โครงการเช่าคอมพิวเตอร์มูลค่า 2.8 พันล้านบาท จบลงด้วยปัญหาการต่อสัญญา การล็อกระบบ และคดีความที่ยาวนานกว่า 17 ปี จนถึงปัจจุบันเรายังคงต้องใช้งานระบบ SAPIENS เดิมอยู่
- 2565 - ปัจจุบัน: โครงการปฏิรูปไอที (SSO Core) เพื่อเปลี่ยนเป็น Web App เริ่มต้นขึ้นพร้อมความคาดหวัง แต่กลับพบความล่าช้า และข้อสังเกตเรื่องค่าปรับที่ลดลงจากที่ควรจะเป็น (จากตัวเลขประมาณการณ์ 186-383 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 78 ล้านบาท) ไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าดูแลรักษาระบบเก่าที่สูงถึงปีละ 265 ล้านบาท
ปัจจุบัน
- ผู้ประกันตนได้สอบถามการดำเนินงานของโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีการประชุมอนุกรรมการ IT แต่ไม่เคยได้รับรายละเอียด มีแค่การบอกกว้าง ๆ ถึง ระยะเวลา การตรวจรับเท่านั้น รวมกับการที่งบประมาณโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้เพียง 0.11% แถมคู่ประมูลยังประมูลด้วยงบประมาณที่ต่างกันเพียงหลักแสนบาทจากโครงการมูลค่า 850 ล้านบาท
ทางคณะเรา จึงขอตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้เกี่ยวข้อง:
- ความพร้อมของระบบหลังการตรวจรับ: เหตุใดระบบที่ผ่านการตรวจรับงานแล้ว จึงไม่สามารถรองรับการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน จนต้องพิจารณาจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือถอยกลับไปใช้ระบบเดิม?
- ความคุ้มค่าและผู้รับผิดชอบ: หากระบบใหม่ “เสร็จสมบูรณ์” ตามสัญญา ค่าใช้จ่ายในการเพิ่ม Database หรือการบริหารความเสี่ยงควรเป็นความรับผิดชอบของคู่สัญญาหรือไม่ เหตุใดจึงต้องใช้เงินสมทบของผู้ประกันตนไปแก้ไขความผิดพลาดของระบบที่เพิ่งตรวจรับ?
- พิรุธในการจัดซื้อจัดจ้าง: ราคาประมูลโครงการต่ำกว่าราคากลางเพียง 0.11% และคู่เทียบเสนอราคาห่างกันเพียงหลักแสนบาทในโครงการหลักร้อยล้าน เป็นความบังเอิญหรือมีพฤติการณ์ส่อไปในทางกีดกันการแข่งขัน (ฮั้วประมูล) หรือไม่?
- การปิดกั้นการตรวจสอบ: เมื่อมีข้อเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระจากภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์ใน War Room เพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างโปร่งใส กลับมีการจำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ
- ค่าปรับโครงการถูกปรับลดจากประมาณ 186–383 ล้านบาท เหลือราว 78 ล้านบาท ขณะที่ยังต้องจ่ายค่าดูแลระบบเก่าปีละ 265 ล้านบาท ใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่เกิดจากความล่าช้าและความไม่พร้อมนี้
ข้อเรียกร้องและจุดยืนของผู้ประกันตน
“เงินสมทบทุกบาทคือหยาดเหงื่อของผู้ประกันตน” เราขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการตรวจรับงานโครงการ SSO Core 850 ล้าน อย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำว่าการบริหารจัดการเทคโนโลยีต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ (Accountability) ไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการจ่ายเงินซ้ำซ้อนอย่างไม่สิ้นสุด
ที่มาจาก เฟซบุ๊กเพจ ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security