กรมอุทยานฯ ออกแถลงการณ์มาตรการเฝ้าระวังป้องกัน “ไวรัสนิปาห์” ในพื้นที่ถ้ำ-แหล่งท่องเที่ยว แจงเชื้อที่พบในค้างคาวของไทย 10-16% ถือเป็นเรื่องปกติที่พบในค้างคาวตามธรรมชาติ โอกาสแพร่สู่คนต่ำมาก ย้ำปัจจุบันในประเทศไทย ยังไม่พบการติดเชื้อในคนหรือสุกร

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในพื้นที่ถ้ำและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

โดยระบุว่า ตามที่มีรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดในประเทศอินเดีย มาเลเซีย และบังคลาเทศ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 70-100% นั้น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการเฝ้าระวังและวิจัยเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) จนถึงปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์ในไทย จากการเฝ้าระวังเชิงรุก พบเชื้อไวรัสในฝูงค้างคาวไทยประมาณร้อยละ 10-16 ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในค้างคาวตามธรรมชาติอยู่แล้ว เชื้อเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากไม่มีการไปล่า หรือนำค้างคาวมาบริโภค

กรมควบคุมโรคและกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนหรือสุกรในประเทศไทย และยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องร่วมกับกรมอุทยานฯ

อัตราการพบเชื้อในค้างคาวของประเทศไทย พบเชื้ออยู่ที่ประมาณ 10-16% ในฝูงค้างคาว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคในคน เช่น มาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ที่มีอัตราการติดเชื้อในฝูงค้างคาวสูงถึง 40% เชื้อที่พบในค้างคาวของไทยจึงมีโอกาสแพร่สู่คนหรือสัตว์เลี้ยงได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาด โดยเชื้อในค้างคาวไทยมักพบตามฤดูกาลในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความปลอดภัยภายใต้หลัก "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) กรมอุทยานฯ จึงกำหนดมาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมถ้ำหรือพื้นที่ที่มีค้างคาว ดังนี้

1. มาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยว

...


  • การแต่งกาย: ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามัย (แนะนำ N95) แว่นตาป้องกัน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น และถุงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล) ของค้างคาว

  • ข้อห้ามสำคัญ: "ไม่ล่า ไม่หา ไม่กิน" ห้ามจับหรือสัมผัสสัตว์ป่าด้วยมือเปล่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานภายในถ้ำเด็ดขาด และห้ามเก็บผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์มาบริโภค

  • สุขอนามัย: หากสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว ให้รีบล้างด้วยน้ำสบู่ทันที หากมีบาดแผลให้ทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและพบแพทย์

  • การเฝ้าระวังอาการ: หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ภายใน 4-14 วันหลังเข้าพื้นที่ถ้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าพื้นที่เสี่ยงทันที

    2. มาตรการสำหรับหน่วยงานในสังกัด


    ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติทุกแห่ง เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองการแต่งกายของนักท่องเที่ยว พร้อมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และเฝ้าระวังถิ่นอาศัยของค้างคาวในความรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถท่องเที่ยวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเป็นหลัก