กรมควบคุมโรค สั่งเฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์" ใกล้ชิด หลังอินเดียยืนยันพบผู้ป่วยเพิ่ม กำชับเข้มมาตรการคัดกรองผู้เดินทาง ย้ำประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอ ปชช. ไม่ตื่นตระหนก แนะวิธีป้องกันเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัด-สัมผัสสัตว์ป่วย

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดีย ล่าสุดพบผู้ป่วย ยืนยันรวม 5 ราย เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย ตรวจพบในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทางการอินเดียได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรค กักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเวสต์เบงกอล พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังในพื้นที่อย่างเข้มข้น

กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้กองระบาดวิทยา ซึ่งเป็นจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศประจำประเทศไทย (IHR-NFP) ประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวังโรค สำหรับประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทาง หากพบผู้เดินทางที่มีไข้สูง หรือมีอาการเข้าได้กับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อประเมินอาการและดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเพิ่มเติมว่า "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง สามารถก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาท และมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบรายงานผู้ป่วยในคน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย"

...

ผู้ติดเชื้ออาจมีความรุนแรงตั้งแต่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน และสมองอักเสบที่อาจเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และสมองอักเสบเฉียบพลัน บางรายอาจมีปอดอักเสบและภาวะหายใจล้มเหลวรุนแรง 

ในรายรุนแรงอาจเกิดอาการชักและเข้าสู่ภาวะโคม่าภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ผู้ที่รอดชีวิตจากสมองอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 20 มีผลกระทบทางระบบประสาทระยะยาว เช่น โรคลมชักหรือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ ไวรัสนิปาห์สามารถติดต่อได้หลายทาง ดังนี้ 

1. จากสัตว์สู่คน : สัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล เลือด) ของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้ (แหล่งรังโรคหลัก) และสุกร (โฮสต์กึ่งกลาง) 

2. การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน : กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของค้างคาว หรือดื่มน้ำช่อดอกมะพร้าว/อินทผลัมที่ปนเปื้อนน้ำลาย ปัสสาวะหรือมูลค้างคาว 

3. จากคนสู่คน : ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำลายหรือเสมหะ (มักพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยหรือบุคลากรทางการแพทย์)

ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระยะฟักตัวของโรคมักอยู่ที่ 4 – 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ (แต่บางรายอาจนานถึง 45 วัน) ประชาชนสามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ดังนี้ 

1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำหลังจากสัมผัสสัตว์หรือไปในพื้นที่เสี่ยง 

2. หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัด หรือผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้น และควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน 

3. เลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย เช่น ค้างคาว หรือสุกร โดยตรง และหากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติควรรีบแจ้งผู้รับผิดชอบในพื้นที่ 

4. ปรุงอาหารให้สุก และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่เก็บจากต้น หรือกินผลไม้ที่มีรอยสัตว์กัดแทะ และหากมีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือมีประวัติเดินป่า เก็บมูลค้างคาว ร่วมกับมีอาการน่าสงสัยโรคนิปาห์ดังกล่าวข้างต้น ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ทันท่วงที หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422