งานวันเด็กแห่งชาติ 2569 คุณหมอแนะวิธีการดูแลเด็กๆ ย้ำข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย พร้อมเทียบข้อดีของการไปเที่ยวแบบ Indoor และ Outdoor
วันที่ 10 มกราคม 2568 พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงศ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับ "ข้อดี ข้อควรระวัง และวิธีการดูแล" เพื่อนำไปใช้ดูแลเด็กๆ ในช่วงเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ 2569 ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
สำหรับสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กนั้น มีทั้งรูปแบบ ภายในอาคาร Indoor เช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ ราชวิทยาลัย พระราชวังพญาไท โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ต่าง ๆ และรูปแบบลานกว้าง ภายนอกอาคาร Outdoor เช่น สภากาชาดไทย อุทยานการเรียนรู้ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ ศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศต่าง ๆ สวนสัตว์ ดังนั้นการดูแลเด็ก ๆ ก็มีความแตกต่างกันไป ดังนี้
- การเที่ยวสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กแบบ Indoor
ข้อดี : ไม่ต้องห่วงเรื่อง สภาพดินฟ้าอากาศที่จะเปลี่ยนแปลง ฝนตกฟ้าคะนอง ลมพัดแรง อากาศร้อนหนาว และลดความกังวลเรื่อง การสูด สัมผัสฝุ่น PM 2.5
ข้อควรระวัง : ความแออัดของผู้คนในอาคารในพื้นที่จำกัด อาจทำให้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ RSV โควิด-19 และโรคปอดอักเสบได้ ซึ่งติดกันผ่านสารคัดหลั่ง การไอจามได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก รวมถึงการจัดกิจกรรมภายในอาคาร มักจะมีหยิบจับสัมผัสข้าวของเครื่องใช้ร่วมกัน จึงต้องเฝ้าระวังเรื่องของโรคติดเชื้อที่ผ่านการสัมผัสกันโดยตรงอย่าง Herpangina มือปากเท้าเปื่อย เป็นต้น
...
การดูแล : ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา เว้นระยะห่างจากกัน อย่างน้อย 2-3 เมตร หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดพื้นที่ผิวสัมผัสที่สัมผัสร่วมกันถ้าทำได้
- การเที่ยวสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กแบบ Outdoor
ข้อดี : ไม่มีความแออัดของผู้คนเท่ากิจกรรมที่จัด Indoor เนื่องจากพื้นที่ไม่จำกัด จึงสามารถกระจายจำนวนประชากรไปตามกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่าย ซึ่งอากาศถ่ายเทได้สะดวกและสามารถลดการสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันได้
ข้อควรระวัง : การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอก ทั้งอากาศร้อนไปเย็น ลมพัด พายุฝนฟ้าคะนอง หากใส่เสื้อผ้าที่ไม่เหมาะสม หนาเกินไปอาจทำให้เหงื่อออกง่ายเกิดเป็นความอับชื้นระคายเคือง เกิดอาการผดผื่นคัน ผื่นแพ้ตามร่มผ้าได้ง่าย การตากฝนตากแดดมากเกินไป อาจทำให้มีอาการเป็นหวัด หวัดแดด ฮีทสโตร์ก ได้หากไม่มีการดูแลป้องกันที่ดี ในบางสถานที่ที่เป็นป่าเป็นต้นไม้ อาจมีมด มีแมลงต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรำคาญ กัดต่อย เข้าตา ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบ ตาแดง แผลผิวหนังอักเสบได้
การดูแล : ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ เช่น หมวก แว่นกันแดด ร่ม หรือเสื้อแขนยาวชนิดระบายอากาศไว้ผลัดเปลี่ยน แนะนำเรื่องของการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีการเว้นระยะห่างจากกัน อย่างน้อย 2-3 เมตร หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดพื้นที่ผิวสัมผัสที่สัมผัสร่วมกันถ้าทำได้ ควรพกยาใช้ภายนอกที่จำเป็นเช่น ยาป้องกันยุง ยาป้องกันแมลง เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าการไปเที่ยวตามสถานที่จัดกิจกรรมแบบ Indoor หรือ Outdoor การใช้พื้นที่ในการนั่งพัก การเข้าแถวรอร่วมกิจกรรม หรือการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น ก็ยังอาจมีความแออัด มีการสัมผัสกันโดยตรง ซึ่งเลี่ยงได้ยาก เช่น การรับประทานอาหารที่จัดให้เด็ก ๆ ตามสถานที่จัดกิจกรรมและการรับประทานอาหารตามร้านอาหารที่ไม่ได้เตรียมเอง ดังนั้นผู้ปกครองควรดูแลดังต่อไปนี้
ข้อควรระวัง : เนื่องจากกิจกรรมวันเด็กในเดือนมกราคม เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ซึ่งมักมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสทางเดินอาหาร เช่น โรต้าไวรัส โนโรไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วง ลำไส้อักเสบสามารถติดต่อกันได้ง่าย ระยะฟักตัวสั้น ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องอืดไม่สบายท้อง ไปจนถึงถ่ายท้องเสีย รุนแรงจนเกิดอาการขาดน้ำเฉียบพลันได้
การดูแล : ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารส่วนตัวที่พกพาไปเอง เช่น ช้อนส้อม แก้วน้ำ ในเด็กเล็กควรพกพากระติกน้ำส่วนตัวไปด้วยจะดีที่สุด รวมไปถึงหากจำเป็นต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นควรใช้ช้อนกลางทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือทุกครั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร ขนม เครื่องดื่ม รวมไปถึงหมั่นล้างมือทำความสะอาด ก่อนและหลังการจับพื้นที่ผิวสัมผัสส่วนรวมที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพร่างกาย การป้องกันโรคแล้ว การพาเด็กๆ ไปเที่ยวให้ปลอดภัยนั้น ยังมีความจำเป็นต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ไม่อึดอัด ระบายอากาศได้ดี เหมาะสมกับสภาพอากาศจึงเป็นการดีต่อเด็ก ผู้ปกครองจึงควรตรวจเช็คสภาพอากาศก่อนเดินทางไปเที่ยวทุกครั้ง การติดป้าย ติด Tag หรือสายรัดข้อมือกันเด็กหาย ที่มีข้อมูลของผู้ปกครองเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน ระบุโรคประจำตัว จึงมีความจำเป็นเช่นกัน และไม่ควรลืมพกยาประจำตัวของเด็ก ที่มีโรคประจำตัว เช่น แพ้อาหาร โรคทางเดินหายใจต่าง ๆ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ไม่ควรให้เด็กใช้หรือพกพาของมีค่า เช่น โทรศัพท์ ไอแพด หรือเครื่องประดับติดตัว เพื่อความปลอดภัยของเด็กเอง.