"มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย"
คำขวัญวันเด็กปี 2567 จาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
ซึ่งวันเด็กแห่งชาตินั้น จัดขึ้นเพื่อที่จะส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยเห็นความสำคัญของ "เด็ก" ที่จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ จึงได้มีการจัดงานวันเด็กขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กเห็นบทบาทของตนเอง รู้จักมีส่วนร่วมในสังคม และรู้รักสามัคคี
และเมื่อ "เด็ก" คือ อนาคตของชาติ การฟังเสียงสะท้อนจาก "เด็ก" ต่อเรื่องต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรเปิดใจรับฟัง หนึ่งในนั้นคงเป็นเรื่องระบบการศึกษา และโรงเรียน ซึ่งเปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ที่ผู้ปกครองจะไว้วางใจส่งเด็กให้ไปอยู่ในความดูแล
Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ได้จัดทำแบบสอบถามนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 9-11 มกราคม 2567 เพื่อสำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ในโรงเรียน การเรียนการสอน ครู โดยผลการสำรวจมีความน่าสนใจในหลายประเด็นด้วยกัน
...
เริ่มตั้งแต่ กฎของโรงเรียน ที่นักเรียนไม่ชอบมากที่สุดคือ การกำหนดทรงผม คิดเป็น 49.87% โดยพบว่า ทั้งนักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และ ปวช. ต่างตอบไปในทางเดียวกัน รองลงมาคือ ยึดโทรศัพท์ก่อนเข้าเรียน เป็น 10.5% อันดับสามคือ คิดเป็น 9.82% ที่เหลือเป็นกฎอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กระเป๋าของทางโรงเรียน ห้ามย้อมสีผม ห้ามใส่เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งการกำหนดความยาวของกระโปรงและกางเกง
ขณะที่ การลงโทษของครูที่ไม่ชอบที่สุด พบว่า การประจานต่อหน้าเพื่อนเป็นสิ่งที่นักเรียนไม่ชอบมากที่สุด 39.14% รองลงมาคือการด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย 17.93% อันดับสามคือ กล้อนผม/ตัดผม 12.49%
นอกจากนี้ยังพบว่าคำตอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาและ ปวช. เหมือนกันในอันดับหนึ่งและสอง ซึ่งก็คือ การประจานต่อหน้าเพื่อนและการด่าหยาบคาย และการประจานต่อหน้าเพื่อนยังเป็นคำตอบที่มีนักเรียนทุกเพศตอบมากที่สุดในทุกภาคอีกด้วย
และเกือบทุกภาคที่นักเรียนทั้งชั้นประถมและมัธยมศึกษาตอบมาเป็นอันดับสองก็คือ การด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ยกเว้นภาคตะวันตกที่อันดับสองคือการกล้อนผม/ตัดผม ซึ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะนักเรียนที่ตอบในเรื่องการกล้อนผม/ตัดผมจะพบว่า สูงเป็นอันดับสองในกลุ่มของนักเรียนเพศชายและ LGBTQ+ ในขณะที่เรื่องการตีนั้น นักเรียนหญิงจะตอบข้อนี้มากกว่านักเรียนเพศอื่นๆ
มาในส่วนของการเรียน และกิจกรรมต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีประเด็นเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขอให้ยกเลิกการเรียนลูกเสือ หรือวิชากระบี่กระบอง โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้นำไปใช้ในชีวิตจริง
และจากการสำรวจ วิชาที่อยากให้ยกเลิกที่สุด พบว่า วิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์ เป็นวิชาที่นักเรียนอยากให้ยกเลิกมากที่สุด 61.26% รองลงมาก็คือ วิชาพุทธศาสนา 11.34% อันดับสามก็คือ วิชาหน้าที่พลเมือง 6.45% นอกนั้นเป็นวิชาอื่นๆ อย่างพลศึกษา หรือการเรียนนาฏศิลป์ กระบี่กระบอง
นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเลือกอันดับหนึ่งคือวิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์ เป็นวิชาที่นักเรียนอยากให้ยกเลิกมากที่สุด โดยแตกต่างกันที่อันดับสอง นักเรียนชั้นประถมศึกษาเลือกวิชาชุมนุม/ชมรม และมัธยมศึกษาเลือกวิชาพุทธศาสนา
ในส่วนของรายภาคนั้นพบว่าเหมือนกันทุกภาค คือนักเรียนทุกภาคเลือกอันดับหนึ่งเหมือนกันคือยกเลิกวิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์ ส่วนอันดับสองนั้นเกือบทุกภาคเลือกวิชาพุทธศาสนา ยกเว้นภาคใต้ที่เลือกวิชาชุมนุม/ชมรม
ส่วนคนที่อยากให้ยกเลิกวิชานาฏศิลป์นั้น พบว่าเป็นนักเรียนเพศหญิงเป็นสัดส่วนมากที่สุด 59.02% รองลงมาคือผู้ชาย 36.89% และวิชาพลศึกษา พบว่านักเรียนหญิงอยากให้ยกเลิกมากที่สุด 80%
ทางกลับกัน เมื่อถามว่า วิชาใดที่นักเรียนอยากให้มีมากที่สุด พบว่า คือ การเงิน การลงทุน โดยมีนักเรียนที่เลือกตอบข้อนี้ คิดเป็น 39.7% รองลงมาก็คือ วิชาว่าด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย 20.96% อันดับสามก็คือ วิชาอีสปอร์ต 19.95% แดนซ์ และ 5.89% คือ วิชาอื่นๆ เช่น ปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิชาการป้องกันตัว แต่งหน้าทำผม ทำอาหาร
สำหรับคำถามที่ว่า กิจกรรมใดที่นักเรียนไม่อยากให้มีมากที่สุด พบว่านักเรียนอยากให้ยกเลิกกิจกรรมหน้าเสาธง มากที่สุด 26.8% รองลงมาก็คือ สมุดบันทึกความดี 16.52% อันดับสามคือ กิจกรรมค่ายธรรมะ 13.9% กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ 13.45% กิจกรรมสวดมนต์ 11.08% กิจกรรมวันพ่อวันแม่ 5.34% นอกนั้นคือกิจกรรมอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีความแตกต่างกันในคำตอบระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษา อันดับหนึ่งเป็นยกเลิกกิจกรรมค่ายธรรมะ ยกเลิกส่วนกิจกรรมหน้าเสาธงมาเป็นอันดับสอง ในขณะที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา อันดับหนึ่งคือยกเลิกกิจกรรมหน้าเสาธง อันดับสองคือสมุดบันทึกความดี
และนักเรียนเกือบทุกภาคเลือกให้กิจกรรมหน้าเสาธงเป็นกิจกรรมที่นักเรียนไม่อยากให้มีที่สุด ยกเว้นนักเรียนภาคเหนือที่เลือกกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือเป็นกิจกรรมที่อยากให้ยกเลิกมากที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่นักเรียนอยากให้มีมากที่สุด พบว่านักเรียนอยากให้ชั่วโมงเรียนน้อยลงมากที่สุด 38.14% รองลงมาคือนักเรียนอยากใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน 19.45% อันดับสามคือ อยากให้มีกิจกรรมประเมินครู 11.64% แต่งชุดนักเรียนตามเพศสภาพ 9.52% มีนักจิตวิทยาในโรงเรียน 8.32% อินเทอร์เน็ตฟรี 7.91% และอื่นๆ 4.03% เช่น ยกเลิกฎระเบียบทรงผม คาบว่าง
ในเรื่องแต่งชุดนักเรียนตามเพศสภาพนั้น พบว่านักเรียนที่ตอบมากที่สุดเป็นเพศหญิง คิดเป็น 58.73% รองลงมาคือเพศ LGBTQ+ คิดเป็น 23.81%
นอกจากนี้ ยังมีการถามเด็ก เกี่ยวกับเรื่องที่อยากให้ครูเข้าใจและช่วยเหลือมากที่สุดคือเรื่องใดนั้น พบว่า เรื่องที่นักเรียนตอบมากที่สุดก็คือ อยากให้ครูเข้าใจเงื่อนไขที่ต่างกันของนักเรียนแต่ละคน เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาส่วนตัว 40.65% รองลงมาคือ อยากให้เข้าใจเรื่องสุขภาพจิตของนักเรียน เช่น อาการซึมเศร้า วิตกกังวล 21.21% อันดับสามคือ ความแตกต่างทางกายภาพ เช่น รูปร่าง ความสูง สีผิว 19.24% ความหลากหลายทางเพศ 14.21% และอื่นๆ จำนวน 93 คน คิดเป็น 4.69% เช่น ความสามารถที่แตกต่างกันของนักเรียน การโดนบูลลี่
ขณะที่ นักเรียนไม่อยากให้ครูทำมากที่สุด พบว่าอันดับหนึ่งคือการล้อเลียนนักเรียนด้วยเรื่องกายภาพ เพศ ชาติพันธุ์ สำเนียง 22.52% รองลงมาก็คือ สั่งการบ้าน 20.15% พูดจาหยาบคาย 14.61% เลือกที่รักมักที่ชัง 14.11% สั่งงานที่ทำให้เกิดภาระทางการเงิน 12.04% ถึงเนื้อถึงตัว 3.17% นินทานักเรียนลงโซเชียลมีเดีย 2.97% และอื่นๆ เช่น นินทานักเรียนให้ครูคนอื่นหรือห้องอื่นฟัง สั่งงานในช่วงก่อนสอบหรือสั่งงานมากเกินไป
เป็นที่น่าสังเกตในความแตกต่างกันของคำตอบระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาพบว่า อันดับหนึ่งเป็น ไม่อยากให้ครูพูดจาหยาบคาย ในขณะที่ชั้นมัธยมศึกษาเป็น ล้อเลียนนักเรียนด้วยเรื่องกายภาพ ขณะที่นักเรียน ปวช. มีอันดับหนึ่งเท่ากันสองเรื่องคือ การล้อเลียนเรื่องกายภาพ เพศ ชาติพันธุ์ สำเนียง และการสั่งงานที่ทำให้เกิดภาระทางการเงิน
นี่อาจจะเป็นความคิดเห็นของเด็กเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่แค่นี้ก็คือ "เสียง" ที่สะท้อนไปถึงผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครู หรือผู้ที่กำหนดนโยบายการศึกษา ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เด็กกำลังต้องการ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนหมุนไป.