"หมอยง" ชี้ RSV ระบาดหนักอาจลากยาวถึงสิ้นปี พร้อมอธิบายข้อสรุป และผลข้างเคียง ของการใช้ "Montelukast" รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ
วันที่ 30 ตุลาคม 2566 มีรายงานว่า ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความเรื่อง RSV และการใช้ยา Montelukast
โดยระบุว่า ปีนี้มีการระบาดของ RSV อย่างมาก โดยเฉพาะในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี หลังจากที่สังคมกลับคืนเข้าสู่ชีวิตปกติหลังโควิด-19 RSV เริ่มระบาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน และคงจะไปสิ้นสุดเอาสิ้นปีนี้ สายพันธุ์ที่ระบาดส่วนใหญ่ยังเป็น RSV A สายพันธุ์ย่อย ON1
ในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีการใช้ Montelukast (anti leukotriene) กันมากในการรักษาผู้ป่วย RSV ที่มีหลอดลมฝอยอักเสบ และให้ระยะยาว เพื่อป้องกันการเกิดอาการหอบในเด็ก ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่มีเหตุผลเพียงพอ โดยจะขอเล่าเหตุการณ์ดังนี้
ในปี พ.ศ 2003 Bisgaard H และคณะที่เดนมาร์กได้ทำการศึกษาให้ Montelukast โดยการให้ยาเปรียบเทียบกับกลุ่มให้ยาหลอก ในผู้ป่วย RSV ที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ ได้ผลลดอาการและระยะเวลานอนโรงพยาบาล จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และมีการพูดถึงกันมาก และมีการวิพากษ์วิจารณ์งานของ Bisgard ซึ่งท่านก็ตอบว่างานดังกล่าว เป็นการศึกษานำร่องสร้างสมมติฐานขึ้นมาเท่านั้น และยอมรับว่ามี confounding factors
ดังนั้น Bisgaard จึงได้ทำการศึกษาซ้ำ ที่มีข้อมูลใหญ่ขึ้น และควบคุมกลุ่มอายุที่ดีขึ้นเผยแพร่ ในปี 2008 ในผู้ป่วย RSV ที่มีหลอดลมฝอยอักเสบ และให้ยา Montelukast เป็น double blind study เปรียบเทียบกับยาหลอก ผลปรากฏว่าการให้ยา Montelukast ไม่มีผลต่อการรักษา RSV ที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ
...
หลังจากนั้นมีการวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มเติมตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยนักวิจัยกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะทำการศึกษาแบบ systematic review หรือ metaanalysis และ Cochrane Database ก็ได้ผลออกมาในทำนองเดียวกัน คือยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Montelukast มีผลช่วยในการรักษา RSV ที่มีหลอดลมฝอยอักเสบ
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เข้าใจว่าการรักษาในประเทศไทย มีการใช้ Montelukast เป็นจำนวนมาก และระยะยาวในผู้ป่วย RSV ทั้งที่ยามีราคาแพงมาก และอาจพบอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ การติดตามการศึกษาระยะยาว และต่อเนื่องจะทำให้ทราบว่า Montelukast ไม่ได้ประโยชน์ในผู้ป่วย RSV และทำให้ต้องเสียเงินในการรักษาเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ชัดว่า ผู้ใช้จะอ้างเอกสารอ้างอิง 2003 แต่ขณะเดียวกัน ทีมเดียวกันและมีผู้อื่นทำการศึกษาอีกมากหลังจากนั้น พบว่าไม่ได้ผล
ทั้งนี้ ยังระบุในโพสต์ต่อมาอีกว่า จากการที่โพสต์เมื่อวาน มีท่านผู้อ่านหลายรายแจ้งให้ทราบว่า ลูกเป็น rsv แต่อาการไม่มาก และหายแล้วก็ยังได้รับยา Montelukast อยู่ และสังเกตว่าร้องกวนมากเวลากลางคืน เนื่องจากฝันร้าย และเป็นทั้งสองครั้งที่เคยได้รับยา (เมื่อก่อนนี้ก็เคยได้รับยา ก็มีอาการเช่นเดียวกัน และหยุดยาเอง) อยากจะบอกว่าอาการข้างเคียงของยาตัวนี้ นอกจากที่มีการพบบ่อยทั่วๆ ไป ของอาการแพ้ เช่นเป็นผื่น ไข้ ท้องเสีย อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน
ขณะนี้ FDA สหรัฐอเมริกาได้ให้แจ้งคำเตือนเกี่ยวกับภาวะทางจิต ของ Montelukast ลงไปในฉลากยา (Boxed warning) ถึงอาการทางจิตรวมทั้งการฆ่าตัวตาย ไว้ด้วย อาการทางจิต ที่จะต้องระวังในการใช้ Montelukast คือ ภาวะใจไม่สงบ (agitation) พฤติกรรมก้าวร้าว การขาดความเอาใจใส่ อาการฝันร้าย หรือความฝันที่ชัดเจน (vivid dream), ภาวะซึมเศร้า, ความงุนงงสับสน (disorientation) หรือความคิดสับสน (confusion), วิตกกังวล, ประสาทหลอน, หงุดหงิด, ความจำลดลง, ย้ำคิดย้ำทำ, กระสับกระส่าย, ละเมอเดิน, นอนไม่หลับ, การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อควบคุมไม่ได้ ในเด็กเล็กอาการหลายอย่างคงบอกไม่ได้
ดังนั้นการใช้ยาตัวนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ ไม่ใช้ในคนไข้ RSV การรักษาเรารักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาผลว่าเป็น RSV เรื่องเกี่ยวกับ RSV จะเล่าเป็นตอนๆ แบบสรุปต่อไป โปรดติดตาม.
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan