นักวิชาการวิเคราะห์ หลักการสำคัญในการแก้ไข "รัฐธรรมนูญ" คือต้องได้มาจากความคิดเห็น และการยอมรับของประชาชน เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงให้กับประเทศ

วันที่ 6 ต.ค. 2566 ใน "NewsRoom" รายการทอล์กคุยข่าว ในกระแสประจำวัน รวมถึงฮอตแฮชแท็กที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล พร้อมสรุปสาระสำคัญเรื่องที่ต้องรู้ โดยในวันนี้ได้พูดคุยแบบเป็นกันเอง กับประเด็นที่หลายคนจับตามอง หลังมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ก่อนเดินหน้าไปต่อกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย อ.รัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ที่มีรายชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เผยเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมว่า เป็นการคุยเรื่องแนวทางการทำงานที่สามารถไปด้วยกันได้ และตนเองก็เห็นว่า ตลอดระยะเวลาการเมืองร่วมสมัย มีการรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ยังมี รธน. ที่มาจากประชาชนเองเลย เพราะฉะนั้นครั้งนี้ ที่มีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี 

อย่างในปี 2540 ให้ผู้สมัครระดับจังหวัดเลือกกันเอง และให้รัฐสภาหยิบจับเข้ามา โดยในตอนนั้นก็มี ส.ส.ร. 90 คน สำหรับในครั้งนี้ การจัดหาคณะกรรมการ ตนเข้าใจว่าเขาคำนึงถึงความหลากหลาย จากที่เห็นว่ามีความหลากหลายของสมาชิกพอสมควร แต่แน่นอนว่า เราคงไม่ได้ตัวแทนครบทุกภาคส่วน

...

สุดท้ายก็ต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งทั้งหมดประชาชน สังคมก็จับตามองอยู่ โดยการเปิดพื้นที่ ตนเชื่อว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะมันมี 2 ส่วน ที่ต้องสร้างความสมดุล คือ ความเป็นได้ และความลงตัว ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ แล้วทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นได้ 

หลักการสำคัญคือ การทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมของ รธน. แต่ส่วนที่ยาก และสำคัญคือจะทำยังไงให้จุดตั้งต้นของ รธน. เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ เพราะต้องมีกติการ่วมกัน เพื่อให้สังคมยอมรับ และใช้เดินหน้าไปด้วยกัน แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการเสนอแก้ไข รธน. มาหลายครั้ง แต่คนที่เห็นต่างก็มี จึงทำให้แต่ละครั้งเป็นไปได้ยาก โดยจะต้องมีวิธีการที่ต้องรวมความคิดเห็นและคุยกันเพื่อนำเสนอรัฐสภาต่อไป 

สำหรับประเด็นการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ คกก. ประชามติ ที่ถอน สส.ออกเพราะเป็นกรรมการไม่ได้ รศ.ดร. ยุทธพร กล่าวว่า ตนเองก็ทราบข่าวจากสื่อ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง แต่พอไปดูแล้วก็เป็นตาม รธน.ที่เขียนไว้ว่า สส. ห้ามทำตำแหน่งอื่น ซึ่งในกรณีนี้ หลายพรรคก็อาจจะไม่รู้จึงมีการส่งชื่อ ส่วนที่ถามว่า ทำไมถึงมีการเปลี่ยนเป็นชื่อ 6 คนตามข่าว ก็เป็นเรื่องที่แต่ละพรรคเสนอเข้ามา

ประเด็นการแก้ไข รธน. ในสภา หาก มีสว.โอกาส ก็ง่ายขึ้นพอสมควร เพราะเป็น สว.ที่มาจากการเลือกแบบใหม่ และจำนวนก็ลดลง เพราะฉะนั้นเงื่อนไขบางอย่างก็จะลดลง ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งที่มาของ สว.ที่เลือกเข้ามา ก็จะมีความหลากหลายมากขึ้น

โดยเราก็พูดในสมมติฐานเงื่อนไขของรัฐสภาที่สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการที่จะแก้ง่ายขึ้น ในเรื่องของปริมาณ และในเชิงพิจารณาที่มา ซึ่งต้องเรียนว่า กรรมการชุดนี้ยังไม่ได้ร่าง รธน. ขึ้นมา เพราะต้องหารือกันก่อนว่าจะใช้วิธีและกลไกใด หากเป็นกลไก ส.ส.ร. ก็เป็นแบบ ส.ส.ร. ที่เป็นผู้สื่อสารตลอดการร่าง รธน.

สำหรับการประชุมครั้งแรก 10 ต.ค. นี้ ตนต้องบอกว่ายังไม่เห็นวาระการประชุม และก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีการแจ้งประสานเมื่อไหร่ เพิ่งได้ทราบเมื่อวานนี้เอง ซึ่งตนเข้าใจว่า ตอนนี้เป็นเรื่องของการเริ่มต้น คงอาจจะเซตระบบอีก คงหารือร่วมกันก่อน แต่ในตอนที่มีการทาบทามตนเองให้มาทำหน้าที่นี้ ก็ได้ทราบกรอบแนวคิดมาแล้ว

ในประเด็นการแก้ รธน. นั้น รศ.ดร. ยุทธพร กว่าวว่า ตนไม่อยากกำหนดธงอะไรทั้งสิ้น อยากไปรับความเห็นชอง ปชช. ซึ่งเชื่อว่าหลักคิดทุกคนก็คงจะเป็นแบบนี้ ต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง คิดว่าที่ทำมาทั้งหมด ไม่ใช่การเป็นเกมซื้อเวลา แต่ก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเราก็ต้องรับฟัง และพร้อมให้มีการตรวจสอบ หรือตอบคำถามกับสังคมให้ได้ หลังจากนี้ไป ก็เป็นเรื่องที่ดำเนินการต่อ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง  

ขณะที่ อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงปัจจัยในการเลือก คกก. ประชามติชุดนี้ว่า ก็ไม่แน่ใจมามาจากอะไร แต่กระบวนการยกร่างใหม่ของ รธน. ในเชิงเนื้อหา ใชเวลาประมาณ 1 ปี กำลังดี และอาจใช้เวลาประชามติอีก 3-6 เดือน แล้วแต่ความซับซ้อนของเนื้อหา

หากประชามติ และโหวตโนมากกว่าก็จบ แต่ของประเทศเรามันมีเงื่อนไขที่ต้องทำ คือ การทำประชามติของประชาชนก่อน แล้วต้องแก้ รธน. ที่มีอยู่ และก่อนไปแก้ก็ต้องทำประชามติอีกก่อน ซึ่งการทำประชามติสำหรับการรื้อ หรือแก้แต่ละครั้ง เต็มที่ต้องทำประมาณ 3 ครั้ง คิดว่าไม่ไปถึง 4 สำหรับงบประมาณ แต่ละครั้งประมาณ 4 พันล้านโดยประมาณ 

เมื่อถามว่าต้องดำเนินการอย่างไร อาจารย์สติธร กล่าวว่าจริงๆ เทรนด์สมัยใหม่ ก็อยากให้มีการทำประชามติ ซึ่งก็มีการเซฟงบประมาณได้ โดยจัดพร้อมกับการเลือกตั้งเพิ่มไปด้วย ก็จะไม่แพงอย่างที่เราคุยกัน โดยเริ่มจากการเลือกตั้ง อบจ. ก่อนก็ได้ เพียงสอบถามความคิดเห็นของประชาชน เห็นอย่างไรกับการแก้ รธน. แม้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ได้กว้างขวาง แต่ก็ยังดีกว่าจัดใหม่กว่า เป็นการเน้นประหยัดงบ แต่ก็ไม่ได้เร็วไปกว่าเดิมแน่นอน 

ซึ่งประเด็นการตั้งหน้าที่และบทบาทให้กับกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ก็อาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมตั้งหลายครั้ง มันต้องมีการอธิบายให้สังคมเข้าใจมากกว่านี้หน่อย ส่วน รธน. ที่หลายคนกังวลเรื่องของการแก้ หมวด 1 หมวด 2 ที่ผ่านมามีการแตะบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะขยายความ มากกว่าการแก้ไขหลักการ หรือสาระสำคัญ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ 

หากแก้ รธน. ที่เป็นประโยชน์ของประเทศ ในเชิงสาระมันคุยถกเถียงกันได้ ไม่เป็นสาระเร่งด่วน ที่ต้องรื้อทั้งฉบับ แต่ที่หลายคนต้องการรื้อทั้งฉบับ คือมันเป็น รธน.ที่ผ่านการร่างมาในช่วงรัฐประหาร จึงทำให้หลายคนไม่เชื่อมั่น และเห็นว่าไม่มีความชอบธรรม จากต้นทางที่ไม่เกิดในยุคของความเป็นประชาธิปไตย

สำหรับคำถามที่ว่า รธน. ที่กำลังจะร่าง มีโอกาสที่คนจะเห็นตรงกันไหม อาจารย์สติธร กล่าวว่า หากเอาสาระเป็นตัวตั้งโอกาสที่เห็นตรงกันจะยาก แต่ก็ต้องทำให้เห็นตรงกันก่อนว่า มันจะต้องเป็น รธน. มีความชอบธรรมของการที่ได้มา คนก็จะยอมรับได้เอง

ส่วนในกรณีที่ถามว่าให้หยิบเอา รธน.ปี 40 มาเป็นแบบร่างได้ไหม มันก็ทำได้หมดนั่นแหละ แต่อยู่ที่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ จะยอมรับหรือเห็นชอบด้วยไหม ซึ่งประชามติของการร่าง 60 ที่ผ่านมา ก็มีคนเถียงกันเยอะ เพราะกระบวนการร่างนั้น ในประเด็นที่คนก็จะถามกันคือ ประชาชนมีส่วนร่วมกันกว้างขวางแค่ไหน แล้วคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นแค่ไหน และสามคือกระบวนการร่าง คนที่นำมาร่าง ถูกเลือกมาจากแบบไหน


ติดตาม "NewsRoom" สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ 18.30-19.30 น. กับ "คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค" และ "กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ" ทางยูทูบไทยรัฐออนไลน์ และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์