"จิรายุ" เผยปมขัดแย้ง เฉลิม-ทักษิณ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ขอก้าวล่วง พร้อมลั่นหากตนจะลาออกจาก "เพื่อไทย" จริง คงไปนานแล้ว ด้าน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชี้ เหตุการณ์ 6 ตุลา ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องชำระ
วันที่ 5 ต.ค. 2566 ใน "NewsRoom" รายการทอล์กคุยข่าวในกระแสประจำวัน รวมถึงฮอตแฮชแท็กที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล พร้อมสรุปสาระสำคัญเรื่องที่ต้องรู้ โดยในวันนี้ได้พูดคุยแบบเป็นกันเอง กับ 2 ประเด็นร้อนแรง แตกเป็นแตก "เฉลิม VS ทักษิณ" และครบรอบ 47 ปี "สังหารหมู่ 6 ตุลา" ประวัติศาสตร์ที่ (ยัง) รอการชำระ
สำหรับประเด็นดราม่า ข่าวลือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประกาศตัดขาดกับ "ทักษิณ" นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ตนให้ความเคราพ แต่ก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในมุมมองตน การตั้งรัฐบาล ก็เป็นเรื่องปกติ ที่จะมีบุคลากรจำนวนมากในพรรคเพื่อไทย และมีสมาชิกกว่า 200 คน ที่ไม่ได้รับตำแหน่ง
...
ซึ่งหลังจากจัดตั้งรัฐบาล ในส่วนของการบริหารของพรรค ตนก็ไม่ได้ก้าวล่วง เพราะไม่ได้เข้าไปเลย เพิ่งได้เข้าไปเมื่อวานซืน เพราะไม่ได้มีการเชิญ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หลังจัดตั้งรัฐบาล ส่วนท่านเฉลิม ก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ระดับสูง คงไม่ก้าวล่วง ตนเองก็รับฟังมาหลากหลาย แต่ก็เข้าใจว่าตำแหน่งมีมาน้อย เกลี่ยๆ กันไป ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมการเมือง เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ในพรรค ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังไม่มีตำแหน่ง ก็เชื่อว่าท่านจะบริหารจัดการให้ได้เร็ววัน
ในการจัดสัดส่วน มันมองได้หลายมุม หากในมุมผู้ใหญ่ในพรรค ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะตำแหน่งมีจำกัด แต่ตนเชื่อว่ามีการสื่อสารระหว่างกัน คิดว่ามันคงจะไม่เกิดปัญหาขึ้น แต่คิดว่าเพื่อไทยคงมีเวลาในการเดินหน้าทำงาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเดินสะดุดอะไรบ้าง ติดขัดอะไร
และคงไม่มีใครเชื่อ ว่าเขตของตน จะแพ้การเลือกตั้ง จากการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตนก็ไม่ได้คาดหวังอะไรว่าตนจะได้ตำแหน่งอะไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา จะได้ข่าวลือมาได้ แต่ก็ไม่เคยได้ยินจากผู้บริหารพรรค เพราะฉะนั้นเชื่อว่าผู้บริหารพรรค คงจะจัดการอะไรต่างๆ ได้ ก็ยังให้กำลังใจอยู่ และยังคงเชื่อว่าท่านนายกฯ ยังคงต้องมีผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่ใช่ว่าจะให้ท่านโดนอยู่คนเดียว แล้วจะต้องคอยแก้ปัญหารายวันอยู่ ซึ่งก็จะให้กำลังใจท่านฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป
ส่วนในกรณีที่มีข่าวลือ เรื่องการลาออก ตนเพิ่งทราบจากหลานสาวเมื่อเช้านี้ ซึ่งการปล่อยข่าวลักษณะนี้ ก็เป็นเรื่องปกติ หากตนจะไป ก็จะไปตั้งแต่ปี 62 แล้ว เพราะปีนั้นโดนหนักมาก แต่ก็ยืนหยัดที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น ถ้าจะไปไปนานแล้ว และตนไม่ใช่คนขี้น้อยใจ แต่ถ้ามองว่าตนทำงานแล้วใช้ไม่ได้ ก็อย่ามาใช้ตนเท่านั้นเองเอาตรงๆ ตั้งแต่ตนอยู่พรรคเพื่อไทยมา ไม่เคยได้ตำแหน่ง และตลอดการทำงานฝ่ายค้านที่ผ่านมา ตนโตมากับพรรค ก็ไม่เคยเรียกร้องอะไร ต่อสู้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาสงสารตน หรือหาว่าน้อยใจ เพราะตนจะน้อยใจเรื่องอะไร
หากถามถึงกรณีที่การแต่งตั้งโฆษกรัฐบาล ที่มีการเสนอชื่อของนายจิรายุ นายจิรายุได้บอกว่า งานโฆษกรัฐบาล เป็นงานยากมาก ซึ่งตนก็ให้กำลังใจ เพราะมันเป็นหนังหน้าไฟ เพราะหากสื่อเอาไปบิด มันก็สามารถซวยได้ ซึ่งตนก็เคยบอกหากจะให้ไปช่วย ก็อยากจะรับเรื่องราวร้องทุกข์ได้ แต่ถึงเวลาไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นตนก็เฉย แล้วอยู่ดีๆ มาให้ลาออก ก็คงจะต้องลาออกตั้งแต่มีการแต่งตั้งหมอชัยแล้ว
ถามเรื่องที่มีการพูดคุยกับ สส. ไหม เพิ่งมีการคุยล่าสุดผู้สมัคร สส. ที่สอบไม่ได้ ก็มาพูดว่าเราจะทำแบบไหนกันต่อ เป็นเรื่องดีที่หาทางออก เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะถือว่าเป็นองคาพยพได้ ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดเลยว่าเราจะแพ้ ในตรงนี้ส่วนของกทม. ก็ต้องคุยกัน เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้เรารบกันอย่างเดียวดายไม่ได้ ทางผู้ใหญ่ก็ต้องมามีความสนใจมากขึ้น เพราะเวลารบเรารบทั้งทีม แต่เวลาชนะ จะมาชนะแค่กี่คนไม่ได้
สำหรับในกรณี ที่มีการตั้งรัฐบาลแบบนี้ ถ้าไม่โดนด่าเป็นเรื่องแปลก แต่คนมองเห็นตนในฐานะขุนพลฝ่ายค้าน ตนเองก็เฉยๆ เป็นเรื่องปกติ และยังเชื่อว่าถ้าท่านนายกฯ ทำงานอย่างเต็มที่ โดยหาองคาพยพเยอะๆ และทำได้ ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นขวัญใจของพี่น้องประชาชนเหมือนเดิม
ในกรณี 27 ต.ค. ที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรรค โดยมีเสนอชื่อของ "อิ๊งค์" นายจิรายุกล่าวว่า หากเป็นตนที่ได้สัมผัสการทำงานกับท่าน พบว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจคน 2 วัย ซึ่งความกึ่งกลางที่ท่านมี จะนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จได้ แต่การเป็นหัวหน้าพรรค จะไม่สามารถทำงานได้เพียงคนเดียว
จึงมีความหวังว่า ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยยุคใหม่ จะมีคน 2 เจนที่หลากหลาย และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย นำมาสังเคราะห์ และสกัดเป็นนโยบายที่ดี โดยสังเกตจากสังคมเราที่มีคน 2 เจน ที่หลากหลาย เพราะฉะนั้น จึงมีความคาดหวังว่ากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะทำงานให้กับคนได้ 2 วัย
ต่อมา ในประเด็นเรื่อง "6 ตุลาคม ประวัติศาสตร์ที่ (ยัง) รอการชำระ" ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ หนึ่งในคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า ในตอนนั้นยังไม่มีใครนึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นขนาดนี้ ซึ่งเหตุที่เราย้ายสถานที่ชุมนุม จากสนามหลวงไปในธรรมศาสตร์ ก็เพราะคิดว่าสามารถป้องกันตัวเองได้
พอในช่วง ตี 4 ของคืนวันที่ 6 ก็เริ่มคิดแล้วว่ามันไม่ปกติ เราก็พยายามติดต่อกับรัฐบาลเสนีย์ เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ทั้งคืน และมีการเสนอออกมาว่าให้ คนที่แสดงละคร ไปหานายกฯ เพื่อชี้แจงว่า หน้าไม่เหมือนที่ถูกกล่าวหา ซึ่งในตอนนั้นคณะที่ไปเจรจาก็ไม่ได้ พบกับรัฐบาล แต่กลับถูกจับจึงกลายเป็นการปิดช่องทางคลี่คลายทันที
ซึ่งในตอนนั้นเท่าที่เราเช็ก มีคนถูกแขวนคอ 5 คน และเราเพิ่งมารู้จำนวนอย่างจริงจัง และระบุตัวบุคคลได้ ก็ประมาณปี 58-59 ที่ผ่านมานี้เอง โดยคนในรูปที่หลายคนเห็นตอนเก้าอี้ฟาด ขณะนี้ก็ยังระบุตัวตนไม่ได้ ในวันนั้นตนไม่ทราบ และไม่เห็นเลย เพิ่งมาทราบตอนอยู่ในคุก ว่ามีหลายคนเสียชีวิต แต่ก็ได้เห็นช่วงมีคนถูกยิงและล้มลง ความคิดในตอนนั้น ก็หวังว่าเขาฟังและหยุด แต่สุดท้ายก็หมดหวัง จึงหนีไปที่ด้านแม่น้ำ และถูกจับไปเป็นเวลานาน
หากเทียบกับบริบทเหตุที่ถูกยิงในพารากอน สำหรับคนที่เผชิญกับเหตุการณ์แบบนั้น แล้วจะมีภาพหลอน ในส่วนตัวของ ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่าไม่เกิดกับตนในเรื่อง การเกิดภาพหลอน แต่ก็บอกไม่ได้ว่าเกิดกับใคร ของตนมันก็จะมีอาการฝันร้ายบ่อยอยู่พักหนึ่ง แต่ยอมรับว่ามันเบาลงไปเยอะ หลังจากที่สังคมได้รื้อฟื้น และรับรู้เหตุการณ์มากขึ้น อย่างน้อยก็ทำในสิ่งที่คนได้ตระหนักถึงเหตุการณ์นั้น
สำหรับคำถามที่ ถามถึงความรุนแรงที่รัฐกระทำกับคนเห็นต่าง ศ.ดร.ธงชัย กล่าวว่า เรารู้อยู่ความรุนแรงมีหลายแบบ แต่ในสเกล 6 ตุลา มันไม่ได้เกิดง่ายๆ ซึ่งในช่วงนั้นก็คิดว่าเขาคงไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นขนาดนั้น แต่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ตนก็คิดว่าคงไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิดขึ้นขนาดนั้น แต่เมื่อจุดความโกรธความเกลียดเกิดขึ้นแล้ว มันหยุดยาก ซึ่งก็มีสิ่งที่เหมือนกัน คือมันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย แต่มันมีตัวแปรบางอย่างที่ให้สังคมร่วมเกลียดด้วยจนทำสำเร็จ
อย่างในเหตุการณ์ล้อมปราบคนเสื้อแดง ที่มีการเทียบเคสสลายชุมนุมเสื้อแดง ในตอนนั้น มีความขัดแย้งของมวลชนในระดับนั้น แต่ส่วนตัวตนจะบอกว่ามันมีอะไรที่เหมือนกัน และมีความต่างกันเยอะแยะ ซึ่งเป็นความขัดแย้งของคนทั้ง 2 ฝั่ง ที่หนักเหมือนกัน ตนว่าความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน นักศึกษาก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
สำหรับกรณีที่จะมีการชำระเรื่องดังกล่าว ตนไม่เคยเห็นว่ารัฐจะให้ความสำคัญอย่างไร ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เหตุการณ์นี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในช่วงปี 39 ตนขอสารภาพว่าไม่คาดคิดว่าจะเป็นแบบนี้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันได้สร้างความสนใจอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดความสนใจขนานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเยาวชนมารับช่วงต่อ ทำให้เหตุการณ์นี้ไม่หายไปง่ายๆ แต่ที่ต้องพูดทุกปี คือ มันต้องมีการชำระสะสาง และต้องมีการคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต
ทั้งนี้ ศ.ดร.ธงชัย ยังกล่าวอีกว่า ใครที่ยืนยันว่า ม.112 ไม่มีเหตุจำเป็นต้องแก้อะไรเลย พวกคุณกำลังยินดีพอใจกับมรดกการฆ่าคนเมื่อ 6 ตุลา
ติดตาม "NewsRoom" สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ 18.30-19.30 น. กับ "คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค" และ "กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ" ทางยูทูบไทยรัฐออนไลน์ และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์