"หมอเด็ก" วิเคราะห์ปม "เด็กถูกโรงเรียนปฏิเสธ" จากกรณี "น้องหยก" พร้อมแนะแนวทางแก้ปัญหา ต้องทำด้วยสันติวิธี ตกลงและพูดคุยกันโดยไม่ใช้อารมณ์ จะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ สำหรับ "น้องหยก" นักเรียนหญิงวัย 15 อดีตผู้ต้องหา ม.112 ที่ได้โพสต์ข้อความถูกไล่ออกจากโรงเรียน ซึ่งต่อมาทางโรงเรียนก็ออกมาชี้แจ้งว่า ไม่เคยปฏิเสธการรับนักเรียนเข้าเรียน พร้อมดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ จนทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ หมอเดว ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก บันทึกหมอเดว ระบุว่า มีผู้ใหญ่และสื่อสอบถามความเห็น กรณีเด็กที่ถูกโรงเรียนปฏิเสธ วินัยในการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น การแก้ปัญหาที่ดี คือสันติวิธี ไม่ใช้อารมณ์ ให้เกียรติกันและกัน การเคารพและปฏิบัติตามกติกา ที่มีส่วนร่วมออกแบบมาด้วยกันนั้น

ความเข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการวัยรุ่น สำคัญกับการรับมือแก้ปัญหา อำนาจนิยมของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ ที่หลายครั้งเด็กๆหลายคนเจ็บปวดกับการใช้อำนาจนิยมของผู้ใหญ่ โดยที่ผู้ใหญ่ไม่เป็นต้นแบบที่ดี แต่บังคับเด็กออกระบบระเบียบ โดยขาดการรับฟังด้วยสติ เปิดใจ ฟัง

สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ที่ไม่รุกล้ำคนอื่น จึงเป็นเหตุให้ต้องกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกัน ที่เราเรียกว่า วินัยในการอยู่ร่วมกันนั่นเอง ความสมดุลของการทำให้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และวินัยในการอยู่ร่วมเป็นไปได้ด้วยกันนั้น เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วม สังเกตวิธีปฏิบัติได้ดังนี้

  • กฎขององค์กร บังคับใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น เช่น หากเรียกว่านี่เป็นกฎของโรงเรียน ก็แสดงว่าทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ที่อยู่ในองค์กรต้องปฏิบัติร่วมกันเหมือนๆกัน
  • กฎของบุคคล เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเฉพาะ เวลาออกแบบกฎกติกา ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เช่น กฎของนักเรียน ก็แสดงว่าต้องดึงการมีส่วนร่วมจากเด็กทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่สภานักเรียน แต่รวมทั้งกลุ่มเด็กที่อยู่ในรั้ว ไม่ได้เป็นสภานักเรียน แต่อาจจะเป็นเด็กหลังห้อง เด็กทุกกลุ่มมาใช้หลักสุนทรียสนทนา (ด้วยหลักการ 5 ให้ และ 5 ไม่) เพื่อกำหนดกติการ่วมกัน เคารพ และปฏิบัติร่วมกัน
  • ทั้งนี้ กฎกติกาที่ออกแบบ ต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งชาติ และเป็นไปด้วยเจตนารมณ์ ที่ใช้สติและความสันติสุข ในการอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันแบบสร้างสรรค์ ไม่ทำลายล้าง หรือไม่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ใช้การพูดคุยดีๆ ตกลงกันดีๆ มากกว่าการด่าทอที่หลุดอารมณ์

...

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ จิตวิทยาพัฒนาการวัยรุ่น จากกราฟแท่งดำ แท่งขาว สะท้อนพฤติกรรม ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แท่งดำสะท้อนพฤติกรรมเสี่ยง ขณะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ก๊วนที่อยากเป็นที่สนใจ อยากดัง อยากเป็นเป้าสายตา แท่งขาว สะท้อนพฤติกรรมที่ไม่มีความเสี่ยง เมื่ออยู่คนเดียว ไม่มีการสร้างภาพอยากดัง การยอมรับแบบผิดๆ การเป็นจุดสนใจใดๆ

เมื่อนำพฤติกรรมเสี่ยงมาวัด จะพบว่า เด็กวัยรุ่น 13-16 ปี ช่วงวัยรุ่นตอนกลาง ตอนปลายนั้น เมื่อเด็กอยู่ตัวคนเดียว จะใช้สติ ความคิด มาคุย และพฤติกรรมจะมีความเสี่ยงลดลง ในขณะที่หากอยู่เป็นกลุ่ม ก๊วน แก๊ง พฤติกรรมเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นมากๆ (แท่งสีดำ) ทั้งนี้อยู่ที่ทุนชีวิต (Braker ทุนชีวิต) ว่าจะแสดงออกความเสี่ยงรุนแรงมาก เบา หนักต่างกันในแต่ละคน

ขณะที่พออายุมากขึ้น ประสบการณ์ที่หล่อหลอมขึ้นกับทุนชีวิต และระบบนิเวศน์ที่ดี จะช่วยหล่อหลอมให้ใจเย็นลง และใช้สติ ใช้เหตุผล มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ แท่งดำ (พฤติกรรมเสี่ยง ในขณะที่อยู่ในกลุ่ม ก๊วน แก๊ง) ลดระดับความเข้มข้นลงเรื่อยๆ ย้ำว่า ขึ้นกับทุนชีวิต และระบบนิเวศน์ ที่ช่วยหล่อหลอมทุนชีวิต หากอยู่ในระบบทุนชีวิตที่ย่ำแย่ แท่งดำ จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม

ฉะนั้นการสร้างทุนชีวิต จึงมีความหมายต่อเด็กทุกคน ระบบพี่เลี้ยงในชุมชน โดยใช้จิตวิทยาพลังบวก และกระบวนการทุนชีวิต ทั่วประเทศ คือ คำตอบในการสร้างพลังบวก (ไม่ใช่พร้อมบวก) กรณีที่เกิดขึ้นหากกติกานั้นเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างดีแล้ว จำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ร่วมกันออกแบบนั้น โดยผู้ใหญ่ทุกคนต้องเข้าใจนะครับว่า กฎเกณฑ์นั้นร่างเพื่อทั้งโรงเรียน ที่เรียกว่า กฎของโรงเรียน บังคับใช้แม้แต่ครูและผู้อำนวยการ ผู้บริหารด้วยกัน หรือว่า เป็นกฎเฉพาะนักเรียน

หากเฉพาะนักเรียน โปรดอย่าลืมว่าเด็กๆ คือ องค์ประกอบสำคัญ การมีส่วนร่วมในการออกแบบนั้นๆด้วย บนการตกลงร่วมกันด้วยสติ เหตุผลมากกว่าความคึกคะนอง และยอมรับได้ สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ทั้งๆ ที่ออกกติกาการอยู่ร่วมด้วยกันเองแท้ๆ ก็จำเป็นที่ต้องมีการพูดคุย รับฟัง เข้าใจ และตกลงร่วมกัน ด้วยหลักสุนทรียสนทนา

พร้อมกำหนดขั้นตอน หากไม่เคารพต่อกัน การตักเตือน และถ้าถึงที่สุด จริงๆ ด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และพรบ.คุ้มครองเด็กนั้น ผู้ปกครองที่เด็กไว้วางใจ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องจัดหาระบบการศึกษา ที่เหมาะสมให้กับเด็กต่อไป (พรบ.คุ้มครองเด็ก 2546 เด็กหมายถึงบุคคลที่อายุน้อยกว่า 18 ปี บริบูรณ์).

(คลิกเพื่อดูโพสต์ต้นฉบับ)

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก บันทึกหมอเดว