เปิดใจ "ครูเม" ผู้บอกลาชุดกระโปรง หลัง "โรงเรียนศรีบุญเรืองวิทยาคาร" เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศ อนุญาตให้แต่งกายตามเพศสภาพของตนเอง

วันที่ 13 มิถุนายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นเรื่องราว ที่สร้างเสียงชื่นชมในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Patumporn Jantarak ได้โพสต์ภาพของหนังสือบันทึกข้อความ พร้อมระบุว่า อำลากระโปรงอย่างเป็นทางการ หลีกทางให้กางเกงเป๋าตุงหน่อยครับ #โรงเรียนแห่งความเท่าเทียม

โดยเนื้อหาในหนังสือบันทึกข้อความ ระบุว่า "ด้วยข้าพเจ้า นางสาวปทุมพร จันทรักษ์ ตำแหน่งครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีเพศสภาพที่ไม่ตรงตามเพศกำเนิด เพื่อให้การแต่งกายตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศ และเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานจึงมีความประสงค์ ขออนุญาตแต่งกายตามเพศสภาพ ด้วยชุดทำงานชาย และสามารถไว้ผมสั้นได้

ทั้งนี้ ข้าพเจ้าแต่งกายอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนด และพร้อมประพฤติตนอยู่ในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ดี ของนักเรียนให้เหมาะสมกับวิชาชีพครู จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ต่อมาคุณครูคนดังกล่าว ก็ได้โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า ชุดแรกของการทำงาน ที่แต่งกายตามเพศสภาพ มีความคล่องตัวอย่างชัดเจน... เสื้อผ้าที่สวมใส่ ไม่ได้ลดทอนศักยภาพตัวเองฉันใด ความเท่าเทียมยิ่งเพิ่มความเป็นตัวเองฉันนั้น

...

หลังจากโพสต์ดังกล่าว ถูกเผยแพร่ออกไป ต่างมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น เป็นจำนวนมาก อาทิ เริศมาก, ยินดีด้วยนะ, ผู้บริหารวิสัยทัศน์กว้างมาก, ขอแสดงความยินดีกับคุณครู และชื่นชมการตัดสินของผู้บริหารโรงเรียน ฯลฯ ทั้งนี้บางส่วนยังกล่าวว่า ความจริงผู้หญิงทุกคน ก็ควรเลือกได้ ว่าอยากใส่กางเกงหรือกระโปรงสอนให้เป็นเรื่องปกติจะดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม นางสาวปทุมพร จันทรักษ์ หรือ ครูเม อายุ 30 ปี เจ้าของโพสต์ ได้เปิดเผยกับทีมข่าว "ไทยรัฐออนไลน์" เพิ่มเติมถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า จุดเริ่มต้น เกิดจากมีความประสงค์ อยากแต่งกายตามเพศสภาพ แต่ด้วยความคิดนิยมเดิม ยังมีข้อจำกัดเลยทำให้แต่งกายตามเพศกำเนิด แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ความเท่าเทียม ควรมีความเสมอภาค ทุกความหลากหลายทางเพศ

เป็นโอกาสที่ดีที่องค์กรเล็กๆ อย่างโรงเรียน มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เล็งเห็นความสำคัญของทุกเพศสภาพ และตระหนักถึงการทำงานอย่างมีความสุข happy workplace เลยตัดสินใจรวบรวมความกล้าเพื่อขออนุญาต ในการแต่งกายตามเพศสภาพ ที่ตัวเองอยากเป็น และ ผอ.อนุญาตอย่างเป็นทางการ

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป เสียงตอบรับดีเกินความคาดหมาย เพื่อนครู และนักเรียนต่างร่วมยินดี และสื่อโซเชียลต่างๆ มีการกระจายข่าวอย่างแพร่หลาย ทำให้เห็นว่าประชาชนต้องการความเท่าเทียมในสังคมไทยเราแล้วจริงๆ 

ทั้งนี้ครูเม ยังกล่าวอีกว่า การเป็นตัวของตัวเองมันดีที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะมีข้อจำกัด ที่ยังไม่สามารถแสดงความเป็นตัวตนทางด้านการแต่งกายได้ แต่เชื่อว่าสักวันต้องเป็นวันของเรา ความหลากหลายทางเพศ ควรได้รับความเสมอภาคอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ โอกาส และสวัสดิการตามหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นเรื่องท้าทาย ที่ขนบความคิดดั้งเดิมจะเปลี่ยนไปโดยมีนัยสำคัญ.

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Patumporn Jantarak