แม่เล่าอุทาหรณ์ คนมักง่ายเกือบพรากชีวิตลูก ต้องหามเข้า ICU ด่วนกลางดึก หมอเผยช็อกเฉียบพลันจากแพ้อาหาร คาดกินอาหารผสมสารเสพติด อย่างกัญชาหรือใบกระท่อม

วันที่ 16 พ.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Pattamaporn Chandrabhaya" ซึ่งเป็นคุณแม่ของน้องอัณณา เด็กหญิงวัย 5 ปี 9 เดือน ได้เล่าเรื่องบีบหัวใจ เป็นอุทาหรณ์ให้กับมนุษย์แม่ ที่เกือบจะเสียลูกไป เพราะความไร้สำนึกของคนบางกลุ่ม 

โดยคุณแม่เล่าว่า ชีวิตช่างเปราะบางแม่เกือบเสียหนูไปเพราะความไร้สำนึกของคนบางกลุ่ม!!! ไม่เคยคิดว่าชีวิตลูกจะได้ admitted ใน ICU 

12 /05/2023 วันนั้นเราใช้ชีวิตปกติกันมากอัณณา เรียนภาษากับทิชเชอเหมือนทุกๆ วัน เราจะไปส่งทิชเชอที่ตลาดบางใหญ่ ทุกครั้งเราจะแวะซื้ออาหาร ขนม ไปกินกันต่อที่บ้านคุณยาย นี่คือกิจวัตรที่เราทำกันประจำเสมอๆ ใครจะคิดว่าครั้งนี้เกือบเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีกัน 4 คนพร้อมหน้า!!

ไปถึงบ้านคุณยาย แม่ให้พี่น้ำข้าวป้อนข้าวน้องและกินไปด้วยกัน เมนูวันนั้น เด็กๆ กินซูชิ (เจ้าประจำ) โดนัท และขนมโตเกียว (ซื้อบางครั้ง) เริ่มกินประมาณ 2 ทุ่ม กินเสร็จจากบ้านคุณยายกลับถึงบ้านอาบน้ำอาบท่าเราแม่ลูกก็ได้นอนกันเวลาเกือบ 5 ทุ่ม
คืนนั้นอัณณาดีใจมีความสุขมาก เพราะน้องนอนเร็ว จะได้ครองจุ๊บเต้าแม่คนเดียว นอนเล่านิทานกันไปกอดกันไปแม่ลูก อัณณาหลับยากกว่าทุกที…แม่ปวดหลังแล้วลูกจ๋า แอบเคืองลูกอยู่นิดๆ

เวลาผ่านไปอยู่ๆ อัณณากอดแม่แน่นพูดว่า "หม่ามี๊จ๋าหนูคิดว่าหนูไม่ไหว" แม่ก็คิดว่าคงอึดอัดเหมือนทุกทีเพราะก่อนนอนแม่บังคับให้กินนมอีก ลูกคงกินเยอะไป เอาลูกขึ้นมานั่งกอดบอกว่าเดี๋ยวหม่ามี๊นั่งกอดเนอะ อาหารจะได้ย่อย…สักพักลูกถามหาพ่อ เมื่อไหร่แดดดี้จะมานอนคะหนูอยากให้แดดดี้อุ้มหนูหลับ (แม่เริ่มเอะใจว่าลูกน่าจะเป็นหนักแล้วเพราะทุกครั้งเวลาที่เค้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจะเรียกหาพ่อ) บอกลูกว่าอดทนนะลูกพ่อทำงานเสร็จอาบน้ำจะมาอุ้มลูก….

ไม่ถึงนาที อัณณาพูดว่า "I have to go to hospital now!!" เพราะหัวใจหนูเต้นช้าลง แม่รู้แล้วว่าลูกไม่ไหวปกติเค้ากลัวหมอมาก รีบเรียกพ่อให้อุ้มอาโปไป รพ.เลย จากบ้านเราไป รพ.ปกติแค่ 3-5 นาที เพราะใกล้มาก แต่คืนนั้นเหมือนไกลเหลือเกิน แม่อุ้มอัณณาขึ้นนอนเบาะหลังใจไม่ดีเพราะลูกปากเริ่มซีดเกือบม่วงแล้ว มือเท้าเย็นเฉียบ ระหว่างทางอัณณาบอกว่าหม่ามี๊นวดหัวใจให้หนูทีหนูไม่ไหว แม่จับไปที่หัวใจลูกที่ลูกบอกเต้นช้าลง แต่มันเหมือนจะทะลุออกจากอกลูก แม่กลัวลูกหัวใจวาย ปากก็ตะโกนเร่งพ่อให้เหยียบคันเร่ง มือก็คอยนวดหัวใจ นวดมือเท้าให้อุ่นขึ้นมา อาการลูกดาวน์เร็วมากมือเท้าเกร็ง แม่ให้พ่อบีบแตรและเหยียบคันเร่งอีก ท่องบทสวดทุกบทที่จำได้ หันไปบอกรักลูก หายใจนะลูก อยู่กับแม่นะลูก ดีที่ลูกเคยฝึกสมาธิเค้ามีสติมากเท่าที่เค้าจะมีได้ พยายามหายใจเข้าและเป่าออกปาก (จุดนี้แม่ยอมรับเลยว่าลูกแม่เก่งมาก หนูพยายามช่วยตัวเอง)

ไปถึงรพ.แม่ตะโกนเรียกเปลแต่พอเปิดประตูรถเห็นอาการลูก จนท.รีบคว้าตัววิ่งไปอย่างไวตะโกนกันโหวกเหวก แม่แทบจะยืนไม่ไหวหูอื้อ แต่ฝืนทำตามจนท.บอก กรอกประวัติอะไรเสร็จ ขอเข้าไปดูลูก

คุณหมอกุลีกุจอหันมาบอกแม่ว่า "คุณแม่คะ ชีพจรน้องอ่อนมากหมอจะให้ยาเพื่อดูว่าน้องตอบสนองยาไหมและต้องเฝ้าระวังใน ICU นะคะ" สิ้นเสียงหมอภาพต่างๆ ของลูกมันวนกลับในหัวตั้งแต่วันที่อุ้มอัณณาออกจาก รพ. ภาพที่เราอยู่ด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน แม้แต่ตอนที่ดุลูก ในใจคิดโทษตัวเอง เราไม่น่าใจร้ายเข้มงวดกับลูกเลยลูกยังเด็ก ถ้าเค้าเป็นอะไรไปเค้าจะรู้ไหมนะว่าแม่ทำเพราะรัก คิดไปถึงขั้น ถ้าเค้าไปจริงๆ เค้าจะกลัวแค่ไหนที่ไม่มีแม่อยู่ด้วย อยากเป็นแทนลูกอยากเอาชีวิตแม่แลกถ้าแลกได้ ทุกบทสวดที่นึกได้ ทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ บุญทุกบุญที่เคยทำที่นึกได้ขออย่างเดียวให้อัณณาของแม่ปลอดภัย

เวลาผ่านไปช้าเหลือเกินที่แม่ทรมานอยู่ตรงนั้นเพื่อรอฟังว่าลูกปลอดภัยแล้ว….เสียงคุณหมอเดินมาบอกว่าน้องตอบสนองยานะคะคุณแม่ เดี๋ยวจะย้ายขึ้นไป ICU ตอนนี้พ้นวิกฤติแล้ว เหมือนเสียงสวรรค์ในใจแม่ สักพัก จนท. การเงินเดินมาแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายห้อง ICU บุญเหลือเกินที่เราพอมีเงินจ่ายให้ลูกได้ ยังแอบคิดว่าถ้าไม่มีเงินสำรองกัน เราจะทำกันยังไง วันละครึ่งแสน ด้วยความที่อัณณาแข็งแรงมาตลอดไม่เคยเข้า รพ. เราจึงไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพให้ลูกไว้ หันไปบอก จนท. ยังไงก็ได้ค่ะคุณแม่โอเค นี่แหละหนาหลายคนบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่วินาทีนั้นเงินซื้อความสุขซื้อชีวิตลูกแม่ได้

รุ่งขึ้นได้คุยกับคุณหมอให้ความเห็นว่าเป็นอาการช็อกเฉียบพลัน จากแพ้อาหาร แต่ก็แปลกที่ไม่มีผื่นแพ้ให้เห็น หรือเป็นจากสารพิษทาง รพ.ได้ส่งไปที่สถาบันพิษวิทยาก็ไม่พบสารพิษ อีกข้อสันนิษฐานนึงคือ เป็นสารเสพติด (กัญชา ใบกระท่อม) ที่เปิดเสรีจนคนไร้จิตสำนึกบางกลุ่ม เอามาใส่ลงในอาหาร หรือขนม เพื่อให้ลูกค้าติดใจ โดยที่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นขนมเฉพาะ อาการลูกคล้ายคนที่เสพยาเกินขนาด มีอาการต่อระบบหายใจ และหัวใจโดยตรง ถ้าอาหารเป็นพิษต้องมีอาการต่อกระเพาะอาหารและมีไข้ ส่วนโดนสารพิษจะมีอาการอาเจียน แต่อัณณาไม่มีเลยอยู่ดีๆ ก็หายใจไม่ออกและช็อก!!!

ทางพ่อเอกให้น้ำหนักไปทางสารเสพติด เพราะของอย่างเดียวที่อัณณากินไม่เหมือนคนอื่นคือ "ขนมโตเกียว" และแปลกที่พออัณณาไปซื้อ ร้านขอทำให้ใหม่ ทั้งๆ ที่มีขนมทำไว้เยอะมาก พ่อยังมาเล่าว่า ร้านเค้าดีนะเห็นเด็กซื้อเลยอยากทำร้อนๆ ให้ ตอนนี้น่าจะเป็นเพราะเค้ารู้แก่ใจว่าขนมเค้าใส่อะไร แต่ด้วยความที่อัณณาผอมและตัวเล็ก สารเลยออกฤทธิ์แรง คุณหมอแจ้งว่า ถ้าจะตรวจสารเสพติดต้องภายใน 4 ชม. หลังได้รับสาร เราจึงได้แค่สงสัย ไม่อาจมีหลักฐานไปเอาผิดกับร้านได้!!

สุดท้ายนี้แม่ขอฝากเตือน แม่ๆ ทุกบ้าน เราคงต้องใช้ชีวิตยากกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่แค่ระวังว่าลูกจะกินอาหาร สะอาดปลอดภัยไหม บางบ้านต้องดูว่าลูกแพ้อะไรไหม เราต้องระวังให้ลึกไปอีกถึงว่า ร้านจะใส่สารเสพติดในอาหารด้วยรึเปล่า เพราะถึงแม้ใส่ในปริมาณน้อย ผู้ใหญ่อย่างเราทนไหว แต่ลูกๆ เรา เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าร่างกายเค้ารับได้แค่ไหนอย่างไร ตอนนี้แม่หลอนไปหมด กับการซื้ออาหาร ตามตลาดนัด อยากกินขนมต้องเลือกตามร้านที่ไว้ใจมีมาตรฐานเท่านั้น แพงหน่อยแม่ว่าแม่สบายใจกว่า

สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณหมอ จนท. ห้องฉุกเฉินที่ช่วยลูกแม่ ขอบคุณพ่อเอกที่ขับรถแบบไม่คิดชีวิต และขอบคุณอัณณานะลูกที่หนูมีสติมาก ถ้าหนูไม่ช่วยตัวเองด้วยอีกทางในวันนั้นแม่ก็ไม่รู้วันนี้แม่จะได้กอดหนูเหมือนวันนี้ไหม

พิมพ์ไปหัวใจยังสั่น น้ำตาไหลไม่หยุดไม่คิดเลยว่าชีวิตคนเราจะเปราะบางถึงเพียงนี้ รักกันไว้นะคะทุกครอบครัวเพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะได้กอดกันอย่างนี้ไปนานแค่ไหน สติสำคัญกับการดำเนินชีวิตจริงๆ"

ซึ่งคุณแม่น้องอัณณา ได้อัปเดตว่า ตอนนี้คุณหมอได้อนุญาตให้น้องออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านแล้ว ซึ่งอาการของน้องตอนนี้เวลาร้องไห้ หรือดีใจสุดๆ จะใจหวิว หลังจากนี้คุณแม่จะได้พาน้องไปตรวจหัวใจเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง

นอกจากนี้ หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น น้องยังบอกแม่ด้วยว่า อยากให้ทำอาหารให้กิน และเริ่มกลัวการกินอาหารนอกบ้านด้วย.

...

ที่มาจาก เฟซบุ๊ก Pattamaporn Chandrabhaya