เปิดปากกับภาคภูมิ พ่อแม่ เด็ก 2 ขวบ ร้องขอความเป็นธรรม พาลูกรักษาใน รพ. เอกชน ก่อนเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว ติดใจช่วงที่น้องทรุด หมอหายไปไหน และตั้งแต่น้องตาย ยังไม่เคยเห็นหน้าหมอ
วันที่ 20 เมษายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" โดย ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ เป็นประเด็นที่พ่อ-แม่ ของเด็กชายวัย 2 ขวบ 7 เดือน มาร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากลูกเสียชีวิต หลังพาไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในจังหวัดร้อยเอ็ด ด้วยอาการไอและมีไข้ เลยตัดสินใจให้ลูกแอดมิต หลังเข้ารับการรักษาอาการยังไม่ดีขึ้นจนถึงต้องยื้อชีวิต และแจ้งว่าต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง เพราะโรงพยาบาลนี้อุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่พร้อม ซ่อมแซมอยู่
แม่ของน้องโอโซน เล่าว่า ก่อนหน้านี้ ลูกชายมีไข้เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา วันรุ่งขึ้น 17 มี.ค. จึงรีบพาลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง แพทย์แจ้งว่า น้องหลอดลมอักเสบ และถามว่าแม่จะแอดมิตหรือไม่ ถ้าไม่ต้องมาพ่นยาทุกวัน แต่เพราะบ้านไกลจากโรงพยาบาล ประมาณ 80 กม. ไม่สะดวก จึงให้แพทย์ทำการแอดมิต และจะได้อยู่ใกล้หมอด้วย ซึ่งลูกก็เกิดที่โรงพยาบาลแห่งนี้
...
ก่อนขึ้นไปแอดมิต ก็ไปเอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจโควิด จากนั้นตอนเช้าวันที่ 18 มี.ค. ประมาณ 9 โมง หมอเข้ามาเยี่ยม บอกว่าปอดปกติ หายใจปกติ และน้องมีไวรัส ซึ่งเกิดได้ทั่วไปกับเด็ก เราก็ยังถามว่าไม่มีอะไรใช่หรือไม่ หมอก็บอกว่าไม่มีอะไร และให้พ่นยา ซึ่งลูกก็ยังมีอาการปกติ เล่นได้ ทานข้าวได้
จากนั้นประมาณบ่าย 2 คุณหมอท่านเดิมก็เข้ามาถามว่าน้องทานข้าวได้ไหม จากนั้นก็ตรวจการหายใจ พบว่าปกติ ยังบอกด้วยว่า หากอาการดีขึ้นแบบนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถกลับบ้านได้แล้ว เราก็สบายใจ จนตนถ่ายคลิปกับลูก ว่าจะไม่มีโรงพยาบาลแล้วนะ สักประมาณ 4 โมงเย็น น้องขอกินนม ตอนนั้นมีพยาบาลมาฉีดยา หลังกินนมเสร็จ เขาก็ลุกขึ้น และบอกว่าเจ็บตรงนี้ พร้อมจับไปที่หัว จากนั้นก็อาเจียนออกมา ตัวอ่อนปวกเปียกไปเลย จึงรีบเรียกพยาบาล พยาบาลก็เอาเครื่องวัดความดันมาวัด ตอนนั้นน้องหายใจเร็ว เขาก็เอาเครื่องวัดออกซิเจนมาวัด พบว่าออกซิเจนในเลือดต่ำ กับหัวใจเต้นเร็วมาก 170-180 เขาก็เอาออกซิเจนแบบท่อมาให้น้องสูด ก็ยังไม่ดีขึ้น และว่าจะขอไลน์แจ้งคุณหมอ ส่วนเราก็โทร. แจ้งพ่อ
ต่อมาหมอบอกว่าจะย้ายน้องลงไปห้อง PICU แต่ให้รอเปลก่อน เมื่อพ่อมาถึงตอน 5 โมงเย็น เห็นลูกก็ตกใจว่าทำไมยังไม่ทำอะไร เพราะลูกอาการไม่ดีแล้ว ซึ่งกว่าจะได้ลงไป ตอน 17.28 น. เมื่อลงไป เขาก็ยังให้ดมออกซิเจนเหมือนเดิม แต่ลูกก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งเราอยู่กับลูกตลอด จนทุ่มครึ่ง หมอก็ยังไม่มา แต่พยาบาลมาแจ้งเราว่า จะเอกซเรย์ปอดอีกรอบ ซึ่งเวลาในฟิล์มเอกซเรย์ระบุ 19.32 น. จนเวลา 20.00 น. หมอเจ้าของไข้มา และมาแจ้งเราว่า ปอดน้องเป็นฝ้า และว่าหมอจะให้ยา พ่นยา เราก็สงสัยว่าทำไม เพราะเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่มาถึงโรงพยาบาล เอกซเรย์มาแล้ว หมอบอกว่าปอดปกติ แต่เพียงวันเดียว ฝ้ากลับขึ้นมาเต็มปอด
นอกจากนี้ หมอยังมาบอกเราว่า หากออกซิเจนไม่เพิ่ม จะต้องสอดสายออกซิเจนในจมูกให้น้อง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นจะต้องใช้ออกซิเจนแรงดันบวก และถ้าไม่ดีขึ้นอีก จะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หมอคุยกับเราประมาณ 10 นาที ก็ออกไป เราไม่รู้ว่าหมอไปไหน เมื่อถามพยาบาล ก็บอกว่า หมอกลับบ้านไปแล้ว แต่ระหว่างนั้นลูกเราสะลึมสะลือ ถามว่าไหวมั้ย ลูกตอบไหว แต่ไม่ลืมตา ทั้งยังบอกให้แม่นอนข้างๆ (แม่ร้องไห้) เรา 2 คน ก็จับสายออกซิเจนให้ลูกกันเอง
จากนั้นพยาบาลก็เปลี่ยนมาเป็นออกซิเจนแบบสอดจมูก เผื่อจะดีขึ้น เพราะน้องหายใจเร็ว โดยใช้หน้าท้องหายใจ เราก็คิดว่า น้องอยู่ใกล้หมอ คงไม่เป็นอะไร ผ่านไป 1 ชม. ก็ไม่ดีขึ้น จึงเปลี่ยนมาใช้ออกซิเจนแรงดันบวก แต่พยาบาลแจ้งเราว่า เครื่องทำงานไม่สมบูรณ์ เขาก็ยังถ่ายคลิปไปให้หมอดู ก่อนบอกแม่ว่า จะพาน้องไปดูดเสมหะ เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เครื่องทำงานไม่สมบูรณ์ พ่อก็อุ้มไปที่ห้องหัตถการ จากนั้นก็ออกมา ไม่ถึง 10 นาที พยาบาลก็อุ้มลูกเราออกมา ในสภาพที่ไม่มีสติ อ่อนแรง เราก็ตกใจ และให้เรา 2 คน ออกไปรอข้างนอกก่อน
ประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง หมอเจ้าของไข้มา เขาก็รีบเข้าไปในห้อง โดยไม่ได้บอกอะไรเรา ก่อนจะออกมาแจ้งเราว่า หลังจากใส่ท่อ น้องมีเลือดออกภายในจำนวนมาก และว่าต้องส่งตัวต่อ เพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม แต่ไม่ได้บอกว่า ที่เลือดออกภายในเป็นเพราะอะไร ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ซึ่งพ่อบอกว่าเท่าที่นั่งอยู่ตรงนั้น เชื่อว่าอุปกรณ์ไม่พร้อม มีการโทร. ขอยืมของห้องนั้น ห้องนี้ตลอด จนเที่ยงคืน เราก็ถามว่าเมื่อไหร่จะย้ายลูกเรา เขาก็ให้เราไปมัดจำค่าใช้จ่ายไว้ก่อน เราเอะใจ เพราะเรามีประกัน แต่เราก็ยอมที่จะลงไปจ่ายเงิน
จนน้องได้มีการย้ายตัวไปโรงพยาบาลประจำจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเวลาประมาณ 01.10 น. โดยที่แม่นั่งไปกับลูกด้วย พ่อขับรถตามไป ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที พอไปถึง เขาเอาน้องวางที่เตียง จากนั้นติดเครื่องที่ตัวน้อง เครื่องก็ขึ้นตัวแดง ส่งสัญญาณ เหมือนน้องไม่ได้หายใจแล้ว เขาก็แจ้งให้เรารอข้างนอก
ผ่านไป 30 นาที หมอออกมาบอกเราว่า ให้พ่อแม่ทำใจหน่อยนะ เพราะน้องมีเลือดออกที่ปอดเป็นจำนวนมาก หมอพยายามช่วยอยู่ เราก็ตกใจ เพราะก่อนหน้าปกติ เรายังขอให้หมอช่วยชีวิตลูกเรา จน 1 ชั่วโมง น้องก็ยังไม่กลับมา เขาก็พาเราเข้าไปดูน้อง เราเห็นว่าเขา CPR ครบชั่วโมงแล้ว ก็บอกให้เขาพอ เพราะเชื่อว่าน้องคงไม่กลับมาแล้ว (แม่ร้องไห้) ตอนนั้นประมาณ 02.20 น. น้องเสียชีวิต ผลชันสูตรระบุว่า ปอดติดเชื้อ และมีเลือดออกที่ปอด ทำให้เราติดใจว่า มันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นความผิดพลาดตรงไหน ตอนนั้นเราก็รับศพน้องกลับไปประกอบพิธี และฌาปนกิจเมื่อวันที่ 22 มี.ค.
ในงานศพน้อง ทีมพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ที่รักษาน้องในวันนั้น ได้นำพวงหรีดมามอบให้ พร้อมซองเงินทำบุญอีก 2 หมื่นบาท เขาก็ขอโทษ และว่าเสียใจด้วย แต่หมอไม่ได้มา
แม่เล่าต่อว่า หลังจากเสร็จงานของน้อง เราได้เข้าไปขอประวัติการรักษา ที่โรงพยาบาลเอกชน และขอพบผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาก็แจ้งว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมและแจ้งเรากลับมา แต่เงียบไป เราจึงโทร. กลับไปถามพยาบาลคนหนึ่ง จึงรู้ว่ายังไม่ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุม หลังจากนั้นมีคนโทร. เข้ามาหาเราว่า อยากได้คำชี้แจงให้ทำหนังสือเข้าไปที่โรงพยาบาล แต่เราไม่ได้ทำ และร้องไปยังนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เพราะเราเชื่อว่า หากลูกได้รับการรักษาถูกต้อง ทันท่วงที ลูกคงไม่เสียชีวิต
ด้าน ทนายปิยณัฐ สุกยัง ทนายความ ระบุว่า การที่เด็กเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ด้วยอาการที่ไม่หนัก ก็ไม่ควรเกิดเหตุสลดขึ้น และหลังเกิดเหตุ ทางโรงพยาบาลไม่มีการชี้แจงอะไรเลย ว่าสาเหตุมาจากอะไร มาจากความผิดพลาดทางการรักษา เป็นเพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม หรือเป็นเหตุสุดวิสัย มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งต้องมีการชี้แจงกับครอบครัว เขายังคาใจอยู่ โรงพยาบาลต้องตอบให้ได้ และชี้แจงมายังครอบครัวเขา
ซึ่งหลังจากที่ ทนายปิยณัฐ ทำหนังสือ เตรียมยื่นร้องเรียน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีผู้บริหารของโรงพยาบาล เข้ามาหาแม่ที่บ้าน เมื่อ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา เขาก็ถามเราว่า เรามีตัวเลขในใจหรือไม่ แม่ก็บอกว่าไม่มี เพราะเราประเมินค่าชีวิตลูกเราไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราอยากได้ความเป็นธรรม จะให้เราไปตั้งตัวเลข เราทำไม่ได้ วันนี้จึงพาไปร้องเรียนที่ ศบส.
ทนายปิยณัฐ บอกว่า อยากให้ทาง สบส. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสาเหตุการตายของน้องเกิดจากอะไรกันแน่ ครอบครัวจะได้หายคาใจ หากเป็นเหตุสุดวิสัย จะได้ทำใจ แต่ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย สามารถรักษาได้ แต่อุปกรณ์ไม่พร้อม ก็ต้องไปว่ากันตามกฎหมาย
ด้านพ่อเผยต่อว่า สบส. บอกว่า จะทำการตรวจสอบให้ ส่วนของแพทยสภาให้รอ 2 สัปดาห์จะมีทีมกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนจะติดต่อกลับมา
ขณะที่ ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยว่า หลังจากนี้ สบส. จะมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบการทำงานของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นตัวของแพทย์ มาตรฐานการให้บริการ เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงกลไกในการส่งต่อ เพื่อดูว่าเป็นไปตามกลไกมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ คาดว่าใช้เวลาไม่นาน หากพบว่ามีความผิดพลาด เขาก็จะมีโทษตามกฎหมาย ทั้งโทษจำคุก และโทษปรับ
นอกจากนี้ พ่อกับแม่ของน้อง ยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่ที่น้องเสีย ยังไม่เจอหมอที่รักษาน้องเลย ซึ่งแม่ติดใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันทำใจยาก เพราะน้องยังปกติ กินข้าวได้ และเสียชีวิตในเวลาไม่นานเลย เราทำใจไม่ได้ มันมีคำถามในหัวตลอดว่า ทำไม เพราะอะไร ทั้งๆ ที่มันน่าจะรักษาได้ ส่วนพ่อบอกว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก จนทำใจไม่ได้ และตอนนั้นเขาหายไปไหน ทำไมไม่อยู่กับลูกเรา นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทราบ เด็กโคม่าขนาดนี้ ปล่อยให้พยาบาลดูอย่างเดียว และทำไมส่งต่อล่าช้า จนลูกเราเสียชีวิต.
ติดตามได้ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เวลา 15.30 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32