นโยบายหวยๆ จาก 3 พรรค "ครูปรีชา-มงคลกิตติ์" ชูลดต้นทุน และขายไม่เกิน 80 บาท ขณะที่ "นอท พันธ์ธวัช" ฟาดเพ้อเจ้อ บอกต้องยอมรับความจริง เพิ่มสลากฯ ให้พอ เดี๋ยวราคาจะถูกเอง
วันที่ 19 เมษายน 2566 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" โดย ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ วันนี้เป็นการพูดคุยกันในประเด็น นโยบายหวยๆ ให้คนไทยรวยๆ จาก 3 พรรคการเมือง นำโดย ครูปรีชา ใคร่ครวญ ผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชากรไทย, นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ นอท กองสลากพลัส หัวหน้าพรรคเปลี่ยน และ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์
เมื่อถามถึง ไหนว่าจะลงเขต 1 กาญจนบุรี ครูปรีชา ระบุว่า เป็นเพราะอุบัติเหตุทางการเมืองนิดหน่อย ทำให้ผิดพลาด ทำให้การลงเขตไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย จึงมาลงปาร์ตี้ลิสต์แทน
ขณะที่ นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ บอกว่า ตั้งใจอยากจะเปลี่ยนแปลง เพราะเรารู้ปัญหาดีที่สุด และรู้ว่าจะแก้อย่างไร จึงอาสาเข้ามาทำสักที ส่งเขต 18 คน ปาร์ตี้ลิสต์ 13 คน ซึ่งเป็นการเดบิวต์ครั้งแรก และตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านเสียง สุดท้ายแล้วเราได้ไม่ถึง 3 ล้านเสียง แต่เราก็จะทำงานให้กับเป้าหมายที่เราตั้งไว้
...
ถามถึงหวย 30 ล้าน ส่งผลต่อการลง ส.ส.หรือไม่ ครูปรีชา บอกว่า ตามข้อกฎหมายไม่มีผล ซึ่งเราก็จะไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาล
ส่วนคดีฟอกเงินและพนันนั้น นายพันธ์ธวัช ระบุว่า อยู่ขั้นพนักงานสอบสวน รอส่งอัยการ แต่ผมยังไม่เคยโดนหมายจับ ถ้าถามว่า แล้วคดีจะไปถึงไหน ตนก็มั่นใจในพยานหลักฐานที่มีทั้งหมด และเชื่อว่าไม่กระทบกับการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะฉะนั้นตนทำงานครบวาระ 4 ปีแน่นอน
เมื่อถามถึงนโยบายการแก้สลากฯ แพง ครูปรีชา เผยว่า จริงๆ เป็นนโยบายของพรรค ซึ่งสอดรับกับนโยบายส่วนตัวที่เราเห็นว่า ขายเกินราคาเยอะ ซึ่งเราต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งผู้ค้า ผู้ผลิต และผู้ซื้อ ซื้อขายลอตเตอรี่อย่างมีความสุข 80 บาท ไม่เกินราคา หรือทำให้ต่ำกว่า 80 บาทก็ได้ ถ้าลดต้นทุน
ถามต่อว่า เชื่อว่าขายลอตเตอรี่ไม่เกิน 80 บาท ทำได้หรือไม่ ครูปรีชา บอกทำได้ แต่นอท พันธ์ธวัช บอกว่า เพ้อเจ้อ จริงๆ อยากใช้คำแรงกว่านี้นะ คนเราเห็นลอตเตอรี่ เพราะหวังถูกทุกคน ถ้ามีเลขดังมากๆ คิดว่าเลขนี้ถูกรางวัลที่ 1 พ่อค้าจะขายแพง แต่ลูกค้ายินดีที่จะซื้อ เขาก็ซื้อ อะไรที่ควรจะแพงก็ต้องแพง อะไรควรถูกก็ปล่อยให้ถูกไป
นอท พันธ์ธวัช เผยต่อว่า ลอตเตอรี่ที่ออกมาทั่วประเทศตอนนี้ คละเลขไปทั่วประเทศ แต่ถ้าอยากได้เลขเดียวกัน 10 ใบ ถ้าไปหาซื้อเองน่าจะหมดเงินเยอะ ทำให้ต้องพึ่งคนกลางที่ไปรวบรวมมาจากทั่วประเทศ ซึ่งเขาก็มีค่าใช้จ่าย
ด้าน นายมงคลกิตติ์ เผยถึงนโยบายแก้หวยแพงว่า เราต้องไปปรับราคาต้นขั้วกองสลากฯ ก่อน จาก 70.40 บาท ให้เหลือ 50 บาท แล้วเพิ่มจำนวนยอดพิมพ์อีก 50 ล้านฉบับ ให้เป็น 150 ล้านฉบับ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ เอาไปเลี้ยงครอบครัวได้ แต่เขาไม่มีเงินหมุนมาตัดสลากฯ นโยบายของพรรคที่จะมีให้ผู้ค้ารายย่อยที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนคน คือ ให้เครดิตเอาสลากฯ ไปขายก่อน แล้วเอาเงินมาเคลียร์ภายใน 15 วัน พร้อมแก้ พ.ร.บ.กองสลากฯ มาตรา 39 เกี่ยวกับคนที่ขายสลากเกินราคา ซึ่งมีโทษจำคุก 3-5 ปี ไม่มีรอลงอาญา และถ้าไปคิดเป็นค่าบำรุงเว็บไซต์ ค่าบริการ ทั้งทางตรง ทางอ้อม ก็โดนเหมือนกัน มีใบเดียวก็ขายใบเดียว ไม่ใช่เวียนขาย จะมาตอแxล หรือตะแบงไม่ได้ กฎหมายข้อนี้ถ้าออกมาแล้วบังคับใช้ดีๆ ใครก็ทำผิดไม่ได้
เมื่อถามว่า เป็น ส.ส.มา 4 ปี ได้เสนอในสภาหรือไม่ นายมงคลกิตติ์ เผยว่า เคยเสนอตั้งแต่ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ประเด็นคือ ผลประโยชน์ของคนในพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าได้กลับเข้าไปในสภาอีกครั้งจะแก้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน ผู้ค้ารายย่อย ว่าจะให้ผมไหม ถ้าให้ผมก็จะให้เครดิตตามที่บอก และเชื่อว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน เพื่อแก้ไขเรื่องนี้สำเร็จ ออกมาเป็นพระราชกำหนดได้เลย
เมื่อถาม นายพันธ์ธวัช ว่า เห็นด้วยหรือไม่กับนโยบายของ นายมงคลกิตติ์ นายพันธ์ธวัช ตอบว่า เพ้อเจ้อ ตั้งแต่ที่บอกว่า คนขายสลากฯ ฟอกเงิน ผมจะบอกว่า ผมยังไม่ผิดนะ ผมขายสลากฯ ผมไม่ได้ฟอกเงิน เรื่องสลากทิพย์รู้เห็นด้วยหรือเปล่า ผมอยากรู้จริงๆ และถามจริงๆ ว่า ให้ต้นทางขายใบละ 50 โดย 48 บาท เป็นเงินรางวัลทุกรางวัล ค่าบริหารของสำนักงานสลากฯ 1.50 บาท ค่าพิมพ์อีก 75 สตางค์ แค่นี้ก็ขาดทุนแล้วนะ เพราะฉะนั้นขายใบละ 50 บาท เป็นไปไม่ได้ จะพิมพ์สลากฯ เพิ่มต้นทุนก็เพิ่ม ไม่มีประโยชน์ ยังไงก็ทำไม่ได้
นายพันธ์ธวัช บอกว่า โมเดลของผมคือ ใช้ตัวเดิม ไม่ต้องแก้เรื่องราคา เมื่อไรที่รัฐเข้ามาแก้ราคา มันจะพัง ที่เขาโวยวายคือ แพงเกิน ถ้าเมื่อไรขายไม่เกิน 100 ก็จบ นโยบายของเราคือ ต้องยอมรับความเป็นจริง แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของดีมานด์ ซัพพลาย หวยไม่พอก็พิมพ์ให้พอ แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของการแข่งขันทางด้านการตลาด มันจะต่ำกว่า 80 บาท
ขณะที่ ครูปรีชา บอกว่า นโยบายตนคือ สมายลอตเตอรี่ ซื้อไม่เกิน 80 บาท อย่างมีความสุข เราต้องแก้ไขด้วยการขายให้ไม่เกินราคา โดยแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งคือ กองสลากฯ ที่เป็นผู้ผลิต โดยต้นทุนอยู่ที่ 70.40 สต. ตอนนี้คนเดือดร้อนมากคือ ผู้ค้าขายปลีก ที่รับมาแพง ขายแพง ทำให้ขายไม่ออก จะขายออกเฉพาะเลขดังๆ กลางเหตุ และปลายเหตุ แต่ที่เขาไม่แก้กัน เพราะเชื่อว่ามีผลประโยชน์ ดังนั้น เราจะใช้หลักสมประโยชน์เข้ามาแก้ ให้ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ซื้อ ตอนนี้สลากฯ 1 ใบ มีต้นทุนในการพิมพ์สูง แต่ถ้าเราเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่เปลี่ยนมาพิมพ์เป็นใบ มาขายในแอปฯ เป๋าตัง ทุกคนอยู่ในแอปฯ เป๋าตัง เพราะยุคนี้เป็นยุคเทคโนโลยี อีกทั้งสลากฯ ที่กดจากตู้ ก็กดไม่ได้ ต้นทุนก็จะลดลงด้วย จำหน่ายปลายทางก็จะไม่เกิน 80 บาท
ด้าน นอท พันธ์ธวัช มองว่า วิธีที่ครูปรีชาบอก ดันสลากฯ ทั้งหมดไปขายออนไลน์ คุณจะตอบคนขายลอตเตอรี่อีก 2 แสนคนว่าอย่างไร ซึ่งเขาอาจเป็นคนที่ไม่ได้โควตา โดย ครูปรีชา บอกว่า ก็ล้างระบบใหม่เลย กระจายสลากฯ ลงท้องถิ่น
นอกจากนี้ นอท พันธ์ธวัช ยังบอกด้วยว่า ถ้าจะแก้ปัญหาลอตเตอรี่ทั้งระบบ ที่คิดกันมาทั้งหมดมันทำไม่ได้ วิธีการทำคือ ถีบคนขายลอตเตอรี่ออกไปเลย อาชีพนี้ส่งรายได้เข้ารัฐปีละ 55,000 ล้านบาท มาเป็น 10 ปี อยู่ๆ จะมาโยนเขาออก คนขายลอตเตอรี่อยู่ตรงไหน เศรษฐกิจอยู่ตรงนั้น เขาคืออาชีพที่มีความสำคัญ แต่เราจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้ วิธีการแก้ปัญหาของผมคือ ยอมรับว่ามันไม่พอ เราก็แก้ด้วยการหยอดลงไปให้มันพอ แล้วราคามันจะเหมาะสม อธิบายง่ายๆ ว่า เมื่อก่อนยางพารา กิโลกรัมละ 120 ตอนนี้ กิโลกรัมละ 17 บาท เพราะมันล้นตลาด หลักการเดียวกัน ถ้ามันพอ คนจะไม่ลงไปซื้อหวยใต้ดิน ซึ่งไม่ใช่ว่าเราจะไม่แก้ แต่เราแก้ที่ต้นเหตุ ไปเพิ่มจำนวน ขายราคาเท่าเดิม เดี๋ยวมันจะถูกเอง เพราะตอนนี้คนพอหาซื้อสลากฯ ไม่ได้ ก็ลงใต้ดิน มูลค่าการตลาด 1.7 แสนล้านบาทต่อปี พิมพ์มาให้พอ คนซื้อได้ประโยชน์ รางวัลที่ 1 เพิ่มขึ้น รางวัลเล็กเพิ่มขึ้น ราคาถูกลง เพราะปริมาณมันเยอะ คนขายได้ปริมาณเยอะขึ้น เขาก็ได้กำไรมากขึ้น รัฐบาลก็ยังได้เงินอยู่ แต่ถ้าไปลดต้นทุนเหลือ 50 บาท เจ๊งทันที เพราะสำนักสลากฯ สร้างขึ้นมาเพื่อหารายได้ให้รัฐ เมื่อไรที่หารายได้เข้ารัฐไม่ได้ พ.ร.บ.สลากฯ ก็จะไม่มีผลเลย.
ติดตามได้ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ เวลา 15.30 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32