กรมควบคุมโรคคาด ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะเพิ่มสูงขึ้นหลังสงกรานต์ แนะสังเกตอาการภายใน 7 วัน ย้ำวัคซีนยังช่วยกันป่วยหนัก พร้อมเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่ที่พบในไทย 6 ราย
วันที่ 15 เมษายน 2566 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยถึงสถานการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ว่า เป็นไปตามที่กรมควบคุมโรค ได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้่ ว่าช่วงสงกรานต์ จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการทำกิจกรรมร่วมกัน การเดินทาง
จึงมีโอกาสสัมผัสผู้ติดเชื้อได้ และเท่าที่รับรายงานตามโรงพยาบาล มีเคสผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามารักษาเพิ่มขึ้น แต่อาการไม่รุนแรง เมื่อซักประวัติส่วนใหญ่ ได้รับวัคซีนมาแล้ว และบางคนก็เคยติดเชื้อมาแล้ว ทำให้ยังมีภูมิคุ้มกันอาการ จึงไม่หนัก
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าอาจจะเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นแน่นอน คาดว่าจะมากกว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เพราะจะเห็นผู้คนออกมาสนุกสนาน ร่วมกิจกรรมในเทศกาลสงกรานต์ ในแต่ละพื้นที่จำนวนมาก มีการใกล้ชิดผู้คนที่ไม่รู้จัก
และขณะนี้ก็มีการผ่อนคลายมาตรการ ไม่ได้มีการตรวจเชื้อก่อนเข้าทำกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ เป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการติดเชื้อได้ แต่มองในแง่บวก คนที่ออกมาเล่นสงกรานต์ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน น่าจะยังมีภูมิคุ้มกันที่ดี
ข้อแนะนำหลังสงกรานต์ ให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเอง ภายใน 7 วัน หลีกเลี่ยงสัมผัส หรือใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากเริ่มมีอาการไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก คั่นเนื้อคั่นตัว ให้ตรวจ ATK หากผลเป็นบวก ก็ให้ปรึกษาแพทย์รักษาตามสิทธิ ไม่แนะนำตรวจ ATK ในขณะที่ยังไม่มีอาการ ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อที่คาดจะเพิ่มขึ้นนั้น ระบบการรักษาพยาบาล ได้เตรียมพร้อมรองรับไว้แล้ว มียา
...
ส่วนในกรณีที่นักวิชาการ ระบุถึงสายพันธุ์โควิดลูกผสม XBB.1.16 ที่ขณะนี้มีการแพร่มากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะที่อินเดีย พบมีสมรรถนะการแพร่ที่สูงขึ้นกว่าสายพันธ์ุอื่น ทั้งยังดื้อต่อภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ และภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนว่า XBB.1.16 ยังเป็นลูกหลานจากตระกูลโอมิครอน ไม่เหมือนสายพันธุ์ในอดีต ที่เป็นตัวต้นตระกูลที่กลายพันธุ์ ทั้งอู่ฮั่น อัลฟา เบตา เดลตา
ดังนั้นวัคซีนที่ฉีด ยังป้องกันการป่วยหนักได้แน่นอน แม้จะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100 % ดังนั้นจึงได้รณรงค์ เน้นย้ำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า จากฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก หรือ GISAID ล่าสุด มีการรายงานการระบาดของโอมิครอน สายพันธุ์ลูกผสม XBB.1.16 ในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อแล้ว 6 ราย และยังพบ XBB.1.16.1 ในไทยอีก 1 ราย เป็นสายพันธุ์ที่แตกแขนงจาก XBB.1.16 ที่เริ่มพบการแพร่ระบาดในอินเดียแล้ว
ทั้งนี้ ทั่วโลกรายงานผู้ติดเชื้อโควิดลูกผสม XBB.1.16 จำนวน 887 คน พบที่อินเดียมากที่สุด 539 คน XBB.1.16 มีการกลายพันธุ์ บริเวณหนามของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม 3 ตำแหน่งคือ E180V K478R และ S486P ทำให้สามารถเกาะติด และติดเชื้อในเซลล์ของมนุษย์ ได้ดีกว่าทุกสายพันธุ์ที่ระบาดทั่วโลก
การกลายพันธ์ในตำแหน่ง K478R อาจทำให้สายพันธุ์นี้ เอาชนะแอนติบอดีจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ และจากการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า XBB.1.16 มีความได้เปรียบในการเติบโตเหนือกว่า XBB.1.5 ถึงร้อยละ 159
ขณะที่พบว่า อาการของโควิด XBB.1.16 จะแตกต่างจากโควิดก่อนหน้านี้ โดยจะมีอาการ ไข้สูง ไอ และเยื่อบุตาอักเสบตาแดง ลักษณะคล้ายตาแดง มีผื่นคัน และส่วนใหญ่อาการนี้จะพบได้ในเด็กมากขึ้น
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันจากประเทศอินเดีย สังเกตเห็นอาการจากการติดเชื้อ XBB.1.16 ที่แพร่ระบาดระลอกใหม่ ในอินเดียในกลุ่มเด็กทารก พบมีอาการไข้สูง อาการหวัด และไอ จากนั้นพบอาการเด่น คือมีเยื่อบุตาอักเสบ มีอาการคันตา ขี้ตาเหนียว ทำให้ลืมเปลือกตาไม่ขึ้น แต่ไม่ได้เป็นหนอง
ซึ่งไม่เคยพบอาการลักษณะนี้ในโอมิครอนสายพันธุ์อื่น แม้จะมีผู้ติดเชื้อโอมิครอน XBB.1.16 เพิ่มขึ้น ถือเป็นสายพันธ์ุม้ามืดที่แพร่เร็ว แต่จำนวนผู้ที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยายาบาล ยังไม่เพิ่มขึ้นตาม จนเกินขีดความสามารถที่ระบบสาธารณสุข ในแต่ละประเทศจะรองรับได้ จึงต้องติดตามเฝ้าระวัง เป็นการตระหนัก แต่ไม่ตระหนก.