ใจเขาใจเรา คุยกับ "อธิบดีกรมสุขภาพจิต" กับคำถามยอดฮิตในวันรวมญาติ คำถามดูเหมือนธรรมดา แฝงไว้ด้วยความห่วงใย แต่บางครั้งอาจทำให้คนฟังเจ็บปวด


ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาว เชื่อว่าหลายคนที่ห่างจากบ้านมาทำงานในเมืองใหญ่ได้วางแผนเดินทางกลับบ้านไปเจอหน้าครอบครัว ญาติ เพื่อนสนิท เพื่อนบ้านที่ต่างคุ้นเคยกันแต่สิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ คำถามทักทายตามประสาของคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ซึ่งคำถามเหล่านี้อาจจะเผลอไปกระทบจิตใจคนฟัง เช่น ไปทำอะไรมา ทำไม่อ้วนขึ้น, มีแฟนหรือยัง, เมื่อไรจะแต่งงาน, ทำงานอะไร หรือบางคำถามจะล้วงลึกถึงขั้นถามว่า ตอนนี้เงินเดือนเท่าไรแล้ว สร้างความกระอักกระอ่วนใจต่อคนฟัง จนบางครั้งไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

...

จากการสอบถามประเด็นดังกล่าวกับ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จริงๆ แล้วทุกคำถามมีอะไรบางอย่าง จึงไม่แนะนำเฉพาะผู้ตอบคำถามเท่านั้น แต่อยากจะส่งมุมมองไปถึง ผู้ทักทายด้วยคำถามเหล่านี้ด้วย ถ้าเรามองในแง่บวก คำถามเหล่านี้จะเป็นคำถามแสดงความห่วงใย หรืออีกมุมหนึ่งอาจเป็นคำถามทักทายที่ทำร้ายจิตใจกันมาพอสมควรแล้ว

"ด้วยความห่วงใยที่ตรงไปตรงมา ตอนถามว่าทำไมอ้วนขึ้น มีแฟนหรือยัง คนถามอาจจะเป็นห่วง หรืออยากเห็นคนที่พูดคุยด้วยมีทิศทางชีวิตเป็นไปตามความคาดหวังของสังคมในมิติความคิดของคนทั่วไป แต่ว่าคนที่ได้รับคำถามนั้น บ่อยครั้งที่ถูกคำถามลักษณะนี้ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ถึงขั้นโกรธ และเสียใจเลยก็ได้ จึงอยากจะขอให้ตัวผู้ถามเองได้ทบทวน ใส่ใจคนที่เราพูดคุยด้วย ด้วยวิธีการที่ลงตัวยิ่งขึ้นกว่านี้ ด้วยคำถามที่เป็นกลางกว่านี้ สร้างความรู้สึกด้านบวกมากกว่านี้ก็จะดีเลย"

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำถามลักษณะนี้เกิดขึ้นวนเวียน ทั้งด้วยเจตนาดีมากๆ หรือเจตนาทักทายอย่างเป็นปกติเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่จะตอบคำถามนี้ แน่นอนว่าในแง่มุมของสุขภาพจิต เราก็อยากให้ผู้ที่รับรู้คำถาม หรือกำลังสื่อสารกับใครมีสติกับการสื่อสาร ได้ประโยชน์กับการสื่อสารมากที่สุด แต่ในทางปฏิบัติอาจทำไม่ได้มากขนาดนั้นก็ต้องปรับตัวกันไป

เมื่อเรามีสติกับการสื่อสารมากที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องทำก่อนจะตอบคำถามคือ รับรู้คำถามนั้น แล้วก็คิด แล้วก็ตระหนักถึงอารมณ์ของเราเมื่อได้รับคำถามนั้นด้วย คงจะเป็นการสะท้อนถึงการมีสติสมบูรณ์อย่างแท้จริงเพื่อที่จะตอบคำถามนั้นไปอย่างลงตัว เกิดประโยชน์ เป็นความสร้างสรรค์กับทุกฝ่าย


รวม 5 คำถามห่วงใยแต่คนฟังเจ็บจี๊ด

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า คำถามเหล่านี้ทำให้เราเกิดความรู้สึกได้หลากหลายชนิด บางคนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย มองเห็นว่านี่คือคำถามทักทายตามธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป บางคนอาจจะมีความจริงจังกับข้อคำถาม แล้วพยายามตอบคำถามนั้นอย่างเต็มที่ที่สุด ซึ่งบางครั้งการพยามยามตอบคำถามนั้นอาจจะรู้สึกได้ถึงความไม่สบายใจ ความขุ่นมัว ความโกรธ การผิดหวังต่อตัวเอง ความรู้สึกที่ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคำถามเหล่านี้ ซึ่งสามารรู้สึกได้หลากหลาย

คำถาม : ทำไมอ้วนขึ้น ตอบอย่างไรดี

หากเป็นอารมณ์ด้านบวกหรืออารมณ์นิ่งๆ เมื่อได้รับคำถามนี้ คำตอบก็จะไม่มีอะไรน่ากังวล เช่น คนที่มีพื้นฐานรูปร่างที่ดีมากๆ อยู่แล้ว หรือคนที่ผอม เมื่อเจอคำถามว่า "ทำไมอ้วนขึ้น" ก็อาจจะดีใจ และตอบว่า พอดีช่วงนี้บำรุง ช่วงนี้พักผ่อนเยอะ หรือ ขอบคุณนะที่สังเกตเห็นว่าเราอ้วนขึ้น

แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เรามักจะเจอคือ ความนิยมของสังคมคือ การคงรูปร่างไว้โดยที่น้ำหนักไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเจอคำทักทายแบบนี้ หลายคนอาจจะรู้สึกขุ่นมัว ดังนั้นต้องตระหนักถึงอารมณ์ของตัวเองแล้วถามใจตัวเอง แล้วตอบให้ทันว่า เราประสงค์ที่จะตอบคำถามนี้มากน้อยเพียงใด หากไม่ประสงค์จะตอบ แล้วมองว่านี่คือคำถามทักมาที่ผู้ถามไม่ได้จริงจังกับคำตอบอะไรนัก อาจจะตอบไปอย่างผิวเผิน ฉาบฉวย เช่น สงสัยเสื้อชุดนี้พอง, สงสัยระยะนี้กินเยอะ

ใช้วิธีเลี่ยงตอบคำถาม หากคำถามนั้นสร้างความไม่สบายใจ แล้วเกรงว่า การตอบมากไปกว่านี้จะสร้างความหงุดหงิดไม่ลงตัว ก็อาจจะตอบเลี่ยงๆ หรือ เปลี่ยนบทสนทนาไปยังเรื่องอื่นๆ เช่น รู้สึกแบบนั้นเหรอ, ชุดของคุณดูสวยจังเลยนะ เป็นการตอบเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกที่ขุ่นมัวกับตัวเอง ซึ่งบางครั้งจะกลายเป็นความไม่รู้สึกดีต่อกันหากจะตอบโต้คำถามนั้นไป

การทักทายกลับในเชิงบวก อาจจะเป็นการทำให้เห็นตัวอย่างได้ว่า เรามีวิธีการสื่อสารที่ดีกับเขา ไม่ได้ถือโกรธกับคำทักทายที่กึ่งทัก กึ่งวิจารณ์ เช่น พี่ดูสดใสมากเลยนะ นี่เป็นตัวอย่างการตอบแบบทางเลือก ทางเลี่ยง แล้วก็ทางออกที่ดี

แต่เมื่อตอบคำถามนั้นไปด้วยการที่เรามีสติแล้ว ก็อย่าลืมกลับมาทบทวนสภาพจิตใจของเรา ความรู้สึกของเราว่า เมื่อสักครู่ ความขุ่นมัวที่เกิดขึ้น ความรู้สึกถูกด้อยค่าที่เกิดขึ้น เราจะสามารถดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง

เช่นหากถูกถามว่า ทำไมอ้วนขึ้น ก็กลับมาดูว่า เราอ้วนขึ้นจริงหรือไม่ แล้วเราจะมีวิธีการใดที่ไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกจี๊ดแบบนี้โดยที่มีคนมาตอกย้ำได้อย่างไรบ้าง หรือเราควรจะจริงจังกับการออกกำลังกาย ควบคุมอาหารหรือไม่ เปลี่ยนคำถามเจ็บจี๊ดเหล่านี้ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ โดยไม่ต้องเอาแต่ความโกรธ ซึ่งการเก็บความรู้สึกโกรธไว้ไม่มีประโยชน์ แต่การเก็บแง่คิดเก็บแรงบันดาลใจไว้พัฒนาตัวเองนั้นเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์มากเลย

คำถาม : มีแฟนหรือยัง ตอบอย่างไรดี


อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ความรู้ว่า คำถามนี้หลักการคล้ายเดิม ให้ดูว่าคำถามนั้นมีผลกระทบต่อใจเราอย่างไร ในกรณีคนที่ไม่มีแฟนแล้วภาคภูมิใจกับการไม่มีแฟน แบบนี้คงง่าย อาจจะตอบได้อย่างสบายใจ ไม่เกิดความตะขิดตะขวงอะไร

แต่สำหรับคนที่ยังรู้สึกชัดเจนกับเรื่องนี้ ต้องสำรวจใจตัวเองก่อน คุมสติให้ได้ อาจเลือกวิธีการตอบ 3 แบบได้เหมือนเดิม คือ เลี่ยงตอบคำถาม เช่น วันนั้นเห็นเธอเดินกับใคร สวยจัง หรือจะตอบตามความเป็นจริง ในกรณีคนถามไว้วางใจได้ เช่น อยากมีแฟนมากเลย แต่ยังหาคนที่ลงตัวไม่ได้ หรือเลือกใช้วิธีทักทายกลับในเชิงบวก ในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่สร้างความอึดอัดใจหากสนทนาต่อ เช่นเรื่องน่ายินดีกับอีกฝ่าย

คำถาม : เมื่อไรจะแต่งงาน ตอบอย่างไรดี

หากผู้ฟังไม่พร้อมตอบคำถามนี้ แนะนำให้ตอบเลี่ยง หรือตอบตามความเป็นจริงถ้าคิดว่าพร้อมที่จะตอบ หรืออาจจะต้องการปรึกษาหารือกับคนที่ถาม เพราะเขาเป็นคนที่เราเชื่อมั่น อาจจะเป็นที่ปรึกษาที่ดี หรืออาจใช้วิธีทักทายกลับในเชิงบวก โดยที่ไม่ต้องแตะประเด็นสนทนานั้นนานนัก

คำถาม : ตอนนี้ทำงานอะไร ตอบอย่างไรดี

คำถามนี้ หากเป็นงานที่เรามั่นใจ ทำงานอยู่ตัวแล้วก็จะตอบได้ง่าย อาจจะแบ่งปันความภาคภูมิใจของงานให้คนถามได้รู้ แต่ในทางกลับกันถ้างานยังไม่ลงตัว เราอาจจะต้องสำรวจความรู้สึกตัวเองแล้วก็หยิบยกเอาคำถามนั้นมาสร้างแรงบันดาลใจให้เรา

สำหรับวิธีการตอบคำถาม ถ้าไม่พร้อมจะตอบและคำถามไม่ใช่คนไว้ใจ อาจจะตอบเลี่ยงได้เลย หรืออาจทักทายกลับในเชิงบวก ในเรื่องดีๆ ของเขาที่เรามองเห็นอยู่ แต่หากคนถามเป็นคนที่เราไว้วางใจ เป็นผู้รับฟังที่ดีก็อาจจะตอบตามความเป็นจริง แล้วเข้าสู่กระสู่กระบวนการปรึกษาหารือต่อไป


คำถาม : เงินเดือนเท่าไร ตอบอย่างไรดี

คำถามนี้เป็นประเด็นที่มีความส่วนตัว หลายคนมีความรูสึกไม่อยากเปิดเผยมากพอที่จะบอกรายรับรายจ่ายเขาตัวเองให้คนอื่นรู้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มีความสนิทสนมคุ้นเคยมาก สำหรับวิธีการตอบอาจจะใช้หลักการคล้ายเดิม เช่น พอเลี้ยงตัวได้ หรืออาจเป็นการใช้อารมณ์ขันเข้ามาตอบเพื่อให้บรรยากาศการสนทนาผ่อนคลายก็ได้ เช่น ชักหน้าไม่ถึงหลัง หาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินเช้า หรือใช้วิธีการทักทายกลับ ชวนคุยในเรื่องดีของเขาแทน ถ้าคู่สนทนาเป็นคนที่ไว้วางใจก็อาจตอบได้ตามความเป็นจริง

ในกรณีที่เราอยู่ในช่วงหางาน เราจะรู้ได้เองว่าจะสามารถวางใจ พึ่งพาอีกฝ่ายได้แค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ถ้าเราอยู่ในภาวะที่ยังไม่มีงานทำ หรือเพิ่งเรียนจบมากำลังหางาน แล้วคนที่มาทักทายเราเป็นญาติผู้ใหญ่ที่หวังดีกับเรามาโดยตลอด แม้จะฟังแล้วแซด แต่พื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีก็อาจจะปรึกษาหารือได้เลย สามารถบอกเล่าช่วยเหลือกันได้


ฟังคำถามที่ฟังแล้วรู้สึกแย่ ควรปรับสภาพจิตใจอย่างไร

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า คำว่า "ฟังคำถามแล้วรู้สึกแย่" เราต้องมาถามใจตัวเองเลยว่า ให้เวลากับตัวเอง อย่ารีบซุกซ่อนความแย่นั้นไว้ในใจ แต่ให้หยิบความรู้สึกนั้นขึ้นมาถามตัวเอง ส่วนหนึ่งก็ต้องเห็นใจคนที่โดนคำถามแรงในสภาพใจที่เราเองก็ร้อนรน เจ็บปวด

แต่คำถามนั้นจะทำให้เราปรับตัว ปรับปรุงสิ่งที่เรากำลังค้นหาได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเราก็ต้องใช้วิจารณญาณวิเคราะห์ใคร่ครวญเดินทางออกจากความรู้สึกแย่ๆ นั้น เพื่อที่จะหาคำตอบที่ดีให้กับชีวิตของเราเอง แล้วให้กำลังใจตัวเองด้วยว่า การตอบคำถามชีวิตไม่ใช่การตอบคำถามในบทสนทนา มันใช้เวลานานกว่า แต่ในความนานนั้นมันคือเรื่องจริงขอชีวิตที่เราต้องดำเนินการทุกอย่าง อย่างรอบคอบระมัดระวังแล้วจะมีผลลัพธ์ที่ดีตามมาได้

คำถามสร้างสรรค์เป็นแบบไหน

จริงๆ ผู้ถามส่วนใหญ่ไม่ได้เจตนาจะถามเชิงลบ ส่วนมากจะถามด้วยความเคยชินเหมือนไม่ได้คิดว่าเรื่องนั้นจะมีผลต่อใจคนฟัง สมมติถามว่า ทำงานอะไรอยู่ คนถามอาจจะรู้สึกว่าคู่สนทนาดูเก่ง แต่ไม่ได้คิดว่าเขาจะตกงาน ไม่ได้คาดว่าจะเป็นมุมมองทางลบที่กระทบใจเขา ด้วยความที่บางเรื่องมันมีผลจริงๆ เราก็คงต้องเตือนสติกันและกัน

สำหรับคำถามแรกพบในการทักทาย อาจจะไม่เจาะลึกถึงรายละเอียดส่วนตัวของชีวิตมากนัก แต่ก็ต้องระมัดระวังเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอๆ ว่า โลกไม่ได้สวยตลอดเวลา คนเราไม่ได้เผชิญกับสิ่งที่ดี หรือมีสิ่งที่ดีในชีวิตทุกๆ คน ดังนั้นคนที่เราถามด้วยคำถามที่เหมือนจะธรรมดา บางครั้งอาจจะกลายเป็นมีดกรีดใจของเขาก็ได้

ดังนั้นอาจจะเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม ด้วยภาษากายที่ดีงามก่อน คำถามที่กว้างกว่านั้น เช่น เป็นยังไงบ้าง มาถึงกี่วันแล้ว หรือการมีมธุรสวาจา เป็นคำถามเชิงบวกแต่เป็นกลาง ไม่ได้สะท้อนถึงความอ้วน ความผอม ความขาว ความดี ความด้อย ความมี ความขาดแคลน อาจจะทำให้ทสนทนาไปต่อได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อตั้งหลักแล้ว เจอกันได้ระยะหนึ่ง รู้เขารู้เราประมาณนึงแล้วก็อาจะค่อยๆ แสดงถึงความใส่ใจ ความห่วงใยด้วยคำถามที่พอเหมาะพองาม