- ในแต่ละปีมีผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติตั้งครรภ์ หลายหมื่นคน ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากการทำแท้งเถื่อน 10 คน
- มุมมองของสูตินรีแพทย์ ต่อการยุติการตั้งครรภ์ ให้กับหญิงที่ท้องไม่พร้อม
- “บาป” ไหม คงบอกไม่ได้ แต่มีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังตกอยู่ในความทุกข์ใจ ทุกข์กาย ถ้าเราช่วยได้ แล้วเราไม่ช่วย แบบนี้มันบาปหรือไม่ มันเป็นการละหน้าที่ของแพทย์หรือเปล่า
หลังจากที่เราได้พูดคุยกับภาคประชาสังคม ที่ผลักดันเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ถูกกฎหมาย ให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ได้เดินเข้าสู่กระบวนการที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย รวมถึงการเปิดใจรับฟัง "ผู้หญิง" ที่ตัดสินใจยุติตั้งครรภ์ เนื่องจากความไม่พร้อม ในหลายๆ เรื่อง
วันนี้ เราจะพาไปพูดคุยกับ พ.ต.อ.นพ.อรัณ ไตรตานนท์ สูตินรีแพทย์ กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการยุติตั้งครรภ์ให้กับผู้หญิงที่ไม่พร้อม มุมมองในชีวิตจริง และ "บาป" ที่เป็นเหมือนมายาคติในสังคม
ทำแท้งเถื่อน เสี่ยงต่อการเสียชีวิต
...
"ที่เคยรีเสิร์ชข้อมูลจากวารสาร พบว่าในประเทศไทย ในแต่ละปี มีผู้หญิงที่ยุติการตั้งครรภ์เป็นหมื่นคน ในจำนวนนี้ เสียชีวิตจากการทำแท้งเถื่อนราว 10 คน"
พ.ต.อ.นพ.อรัณ เล่าให้เราฟังว่า ในปีๆ หนึ่ง มีผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมจำนวนหนึ่ง ตัดสินใจทำแท้งเถื่อนตามคลินิกที่ไม่ได้รับการรับรอง จนติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วเสียชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ควรจะต้องตาย เป็นประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สะสมมาหลายสิบปี ส่วนตัวยอมรับว่า มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปในเรื่องบาปบุญ โดยเราหันมามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า แล้วคิดว่า หากเราช่วยเขาได้ แล้วเราไม่ช่วย เราจะบาปไหม
สำหรับปัญหา ท้องไม่พร้อม ต้องยอมรับว่า ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในบ้านเรา แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทุกที่มีปัญหาหมด เนื่องจากตามธรรมชาติ เมื่อผู้หญิงและผู้ชายพบรักกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในขณะที่หลายคนก็มองว่า แล้วทำไมถึงไม่ผลักดัน หรือส่งเสริมให้คนคุมกำเนิดแทน จะได้ไม่ต้องท้อง และทำแท้ง แต่ในทางการแพทย์แล้ว แม้ว่าผู้หญิงจะมีความรู้ในเรื่องของการคุมกำเนิด กินยาคุม ฉีดยาคุมอย่างถูกต้อง แต่ยาคุมกำเนิดเหล่านี้ คุมกำเนิดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 10-15% ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งทำหมันแล้ว ก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้
ซึ่งผู้หญิงที่คุมกำเนิด คือ ผู้หญิงที่ไม่ต้องการจะมีลูก ยังไม่พร้อมที่จะท้อง แต่หากท้องขึ้นมา เราจึงเรียกผู้หญิงกลุ่มนี้ว่า “ท้องไม่พร้อม” ต้องยอมรับว่า บางส่วนเกิดจากการปล่อยปละละเลยกันเองระหว่างคู่นอน รักสนุก แต่ไม่ยอมคุมกำเนิด และอีกหลายปัจจัย แต่สุดท้ายก็มาจบที่ “ท้องไม่พร้อม”
ด้วยบริบทของการมองปัญหานี้ เราคงต้องมองจากหลายๆ มุม เช่น จากตัวคนไข้เอง ครอบครัว สังคม บางคนมองผ่านกรอบของศาสนา ว่าการทำแท้ง หรือการยุติการตั้งครรภ์เป็นบาป แต่ในมุมของนักสิทธิมนุษยชนมองว่า จริงๆ แล้วคนเราควรมีสิทธิในร่างกาย สรีระ ของตัวเอง ถ้าเราไม่พร้อม ก็น่าจะมีสิทธิตัดสินใจเองได้ โดยไม่ต้องไปปรึกษาใคร
และก็มาถึงจุดที่ว่า ปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อน เป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ไม่มีใครรู้ว่า วันนึง ปัญหาเหล่านี้อาจจะเกิดจากคนในครอบครัวของเราก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวเรา น้องสาวเรา หรือเราเอง
“สมัยก่อนผมค่อนข้างแอนตี้ฯ การทำแท้งทุกรูปแบบ ยกเว้นผู้หญิงที่ถูกกระทำชำเรา แต่พอทำงานไปสักระยะความคิดค่อยๆ เปลี่ยน เมื่อมาเจอคนไข้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตในวัยรุ่น สาเหตุจากการที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม และไปทำแท้งเถื่อน การซื้อยาจากอินเทอร์เน็ตรับประทานเอง ซึ่งปัจจุบันหาง่ายมาก หรือไปทำกับแพทย์ พยาบาลผดุงครรภ์ แต่ไม่สะอาด สิ่งที่ตามมา หากแท้งโดยสมบูรณ์ก็โชคดีไป แต่หากมีภาวะแทรกซ้อน อาทิ มดลูกทะลุ ใช้ยามากเกินไป ทำให้มดลูกบีบตัว มดลูกแตก หรือการติดเชื้อกระแสเลือดในมดลูก จากการไปทำแท้งเถื่อนในสถานที่ที่ไม่สะอาด ทั้งหมดนี้ อาจเป็นสาเหตุทำให้คนไข้เสียชีวิตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ความเห็นส่วนตัวของผมนะ ถือว่า น่าสงสารมาก เพราะเขาเป็นอนาคตของชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือชาวต่างชาติที่มาอยู่ในเมืองไทย เขายังมีอนาคตที่สดใส และสามารถทำประโยชน์ได้อีกมาก แต่กลับมาเสียชีวิตด้วยเรื่องแบบนี้” พ.ต.อ.นพ.อรัณ กล่าว
แต่หากกลับมามองอีกมุม หากผู้ที่ท้องไม่พร้อม แต่มีหน่วยงาน หรือใครสักคน เป็นที่ปรึกษาให้เขาได้ มีคนรับลูกไปดูแล จนกว่าพ่อแม่จะพร้อม และกลับมารับลูกไปดูแล หรือมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย เราก็จะลดอุบัติการณ์ การเสียชีวิตของคนไข้กลุ่มนี้ได้
คนไข้อายุน้อยที่สุดที่เคยเจอ
พ.ต.อ.นพ.อรัณ เผยว่า ในตำราเคยพบว่า คนไข้ที่มีอายุน้อยที่สุด อยู่ที่ 12 ปี ซึ่งเป็นคนไข้ในต่างประเทศ แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวคือ 14 ปี อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ เป็นคนไข้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา อยู่ในตลาด คุณแม่ไปขายของ รอบตัวถูกรายล้อมด้วยผู้ชายมากมาย กระทั่งเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น ซึ่งตามกฎหมายไทยแล้ว หากผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ กับหญิงที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ เป็นคดีอาญา ผิดกฎหมายทั้งหมด เคสนี้ในส่วนของตำรวจ ก็ว่าเรื่องคดีไป ในส่วนของแพทย์ ก็ต้องช่วยคนไข้ด้วยการยุติการตั้งครรภ์ บอกเลยว่าไม่แฮปปี้ เพราะถึงแม้ว่าจะยุติตั้งครรภ์สำเร็จ แต่ระหว่างทางต้องผ่านความเจ็บปวดแน่นอน เพราะแน่นอนว่า ผู้หญิงทุกคนที่เกิดมา ไม่มีใครหรอก ที่อยากทำแท้ง
อายุครรภ์ เท่าไร ถึงยุติการตั้งครรภ์ได้
ตามกฎหมายปัจจุบัน อนุญาตให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ หากอายุครรภ์ไม่ถึง 20 สัปดาห์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือสูตินรีแพทย์ ลงความเห็น
สำหรับหน้าที่ของสูตินรีแพทย์ ในการยุติตั้งครรภ์ ต้องถือว่าโชคดีมาก ที่ตอนนี้หากผู้ที่ท้องไม่พร้อม สามารถเข้ารับการยุติการตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตอนนี้มีศูนย์ที่เรียกว่า “ศูนย์พึ่งได้” อยู่ทั่วประเทศไทย ดูแลผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ติดเชื้อ HIV หรือท้องไม่พร้อม หากคนไข้สามารถเข้าถึงศูนย์พึ่งได้ โดยไม่ถูกกีดกันจากคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ก็จะมีการคัดกรอง ดูแลแบบครบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และด้านสังคม เพราะแต่ละเคสก็ไม่เหมือนกัน บางคนยังเรียนอยู่ บางคนทำงาน บางคนพึ่งพาตัวเองได้ แต่บางคนยังต้องพึ่งพ่อแม่อยู่
ดังนั้น หน้าที่ของสูตินรีแพทย์ ต้องประเมินว่า มีการตั้งครรภ์จริงหรือไม่ เพราะมีเหมือนกันที่เข้าใจไปเองว่าท้อง แต่เมื่อมาตรวจ กลับไม่พบตั้งครรภ์
ในกรณีที่ท้องจริงๆ และคนไข้ไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ เราก็มีทางเลือกให้ ซึ่งการยุติการตั้งครรภ์ ไม่ใช่ตัวเลือกแรก แต่เราจะถามก่อนว่า ตั้งท้องต่อไหวหรือไม่ ปัจจุบัน โชคดีอย่างหนึ่งว่า เป็นประกาศของกระทรวง ที่หากท้อง ต้องได้เรียน สมัยก่อนอาจต้องออกจากโรงเรียน ดังนั้นเราจะให้ข้อเสนอว่า ดรอปสักระยะหนึ่ง เมื่อคลอดแล้ว ให้ญาตินำเด็กไปเลี้ยง ส่วนแม่ก็กลับมาเรียน หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ อาจส่งเด็กไปที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน เมื่อแม่พร้อมจริงๆ เรียนจบแล้ว มีงานทำ ก็รับลูกกลับไปอยู่ด้วยกัน
แต่ในกรณีที่คุยแล้ว คนไข้ยืนยันว่า ไม่ไหวจริงๆ ท้องต่อไม่ได้ เราก็มีข้อเสนอในการให้การรักษาสำหรับการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งมี 2 วิธี คือ การใช้ยา และทำหัตถการทางการแพทย์ ซึ่งยาปัจจุบัน หากคนไข้ลงทะเบียนเข้าระบบ RSA ก็จะมียาให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นยากิน 1 เม็ด และยาสอดช่องคลอด 4 เม็ด หากอายุครรภ์ไม่ถึง 9 สัปดาห์ ใช้ยาสูตรนี้ มีโอกาสสำเร็จ 95% ขึ้นไป แต่ในกรณีที่อายุครรภ์มากกว่านี้ การยุติการตั้งครรภ์จะซับซ้อนขึ้น ต้องใช้ยามากขึ้น ต้องนอนโรงพยาบาล หากใช้ยาไม่สำเร็จ ก็ต้องใช้กระบอกสุญญากาศดูดออก ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
สำหรับการใช้ยานั้น จะประกอบด้วยตัวยา 2 ตัว ตัวแรกจะเข้าไปฆ่ารก ทำให้รกเสื่อมลง ส่วนที่เป็นยาเหน็บนั้นจะทำให้มดลูกบีบตัว และไล่ออกมา ซึ่งยาทั้งสองตัวนี้จะเป็นกลุ่มฮอร์โมน สารเคมีต้านการอักเสบ ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ ปวดหัว มึนหัว ตาลาย ตาพร่า นอนไม่หลับ และอาจเกิดการปวดท้องน้อย
ขณะที่ยาที่ขายอยู่ตามอินเทอร์เน็ตนั้น มีทั้งยาปลอม และยาจริง ในส่วนของยาปลอม อาจทำมาจากแป้งธรรมดา หรือมีส่วนผสมของยานอนหลับ ซึ่งยาลักษณะเหล่านี้จะหน้าตาคล้ายๆ กัน กินไปก็ไม่ได้ผล และเผลอๆ อาจทำให้เด็กพิการด้วย ส่วนถ้าเป็นยาจริง แต่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ ก็อาจเกิดอันตรายได้ หากใช้ยาไม่เหมาะสมกับอายุครรภ์
สาเหตุส่วนใหญ่ ที่ผู้หญิงยุติการตั้งครรภ์
ส่วนใหญ่คนไข้ที่มา คือ อายุไม่ถึง 15 ปี เป็นคดีอาญา ถ้าคนไข้ไม่พร้อม สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่หากคนไข้และครอบครัวมีความพร้อม ไม่อยากทำบาป เรายึดหลักการเดียวกันกับคนไข้ทั่วไปเลย คือ หากไม่เซ็นยินยอม แพทย์ก็ทำไม่ได้
อีกสาเหตุคือ การตั้งครรภ์ที่มีผลต่อสุขภาพของมารดา และทารก เช่น คุณแม่เป็นโรคหัวใจรุนแรง ถ้าท้องต่ออาจทำให้เสียชีวิต จำเป็นต้องทำ เป็นเหตุผลทางการแพทย์ หรือการตั้งครรภ์นี้ ตรวจพบความพิการในเด็ก เช่น เป็นธาลัสซีเมียรุนแรง เป็นโรคหัวใจรุนแรง ถ้าคลอดออกมา อาจมีความทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตในที่สุด เราก็ต้องให้ความรู้กับคุณแม่ ที่เราพบมาก คือ ดาวน์ซินโดรม เด็กปกติ แต่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ ซึ่งบางครอบครัวรับไม่ไหว ก็สามารถยุติตั้งครรภ์ได้
นอกจากนี้ ก็จะเป็นผู้ที่อยู่ในวัยเรียน ไม่พร้อม อายเพื่อน เด็กบางคนที่เคยเจอคือ พ่อดุมาก หากทราบว่าตั้งครรภ์ อาจโดนตีอย่างหนัก ทำให้แม่ต้องพาเด็กมาเข้ารับการยุติตั้งครรภ์แบบเงียบๆ
ซึ่งเรื่องนี้ ครอบครัว พี่น้อง มีความสำคัญมากที่สุด แต่จากประสบการณ์พบว่า คนที่เด็กจะบอกเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟัง คือ “เพื่อน” ซึ่งก็มักจะได้รับคำแนะนำผิดๆ คือการไปซื้อยาทางอินเทอร์เน็ต
คิดอย่างไรกับคำว่า หมอทำแท้ง จะมีบาปติดตัว
พ.ต.อ.นพ.อรัณ บอกว่า ถ้าถามว่า จะบาปหรือไม่ ส่วนตัวไม่กล้าตอบ เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านศาสนา แต่ต้องมองหลายมุม สำหรับคำจำกัดความของคำว่า “ชีวิต” ตัวอ่อนในทางวิทยาศาสตร์ กับในทางพุทธ ก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งความเชื่อนั้นสามารถเห็นต่างกันได้ ไม่มีใครผิด หรือถูก
แต่ส่วนตัว คนบางกลุ่มอาจจะมองว่า การทำแท้ง ให้คนไข้ คุณหมอจะบาป หรือคุณหมอบางคนเอง ก็กลัวบาป แต่ถ้าถามกลับอีกมุม มีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังตกอยู่ในความทุกข์ ทุกข์ใจ ทุกข์กาย เนื่องจากตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม บางคนอาจจะต้องยอมไปขายตัว เพื่อมาเลี้ยงลูกหรือใช้ชีวิตต่อ เหมือนลูกนกที่ตกน้ำมา ถ้าเราช่วยได้ แล้วเราไม่ช่วย แบบนี้มันบาปหรือไม่ มันเป็นการละหน้าที่ของแพทย์หรือเปล่า ก็ต้องคิดกลับไปกลับมา แต่คงต้องดูเป็นกรณีไป
สมมติว่า คนไข้ไปเจอคุณหมอที่ไม่สะดวกใจที่จะทำให้ คุณหมอก็จะแนะนำให้คนไข้ โทรเข้าสายด่วน 1663 ที่จะมีทีมแพทย์เฉพาะทางโดยตรง และมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ คนไข้อาจจะยอมตั้งครรภ์ต่อก็ได้ หรือถ้ายืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ก็มีจะมีการแนะนำสถานที่ใกล้เคียงให้ โดยทุกอย่างเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผย หรือเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
กังวลค่าใช้จ่าย จึงต้องพึ่งซื้อยาทางเน็ต ไม่กี่ร้อย
พ.ต.อ.นพ.อรัณ บอกด้วยว่า หากคนไข้ ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ RSATHAI แล้ว จะไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกอย่างทำโดยจิตอาสา ที่จัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้นำ
“และถ้าข้อความนี้ไปถึงวัยรุ่น หรือใครที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ อยากให้โทรเข้า 1663 แอบโทรคนเดียวก็ได้ เขาจะให้คำตอบในทุกมิติของปัญหา ไม่จำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ก็ได้ หากท้องต่อ ก็ประสานหน่วยงานรับไปดูแลก่อน ซึ่งสายด่วน 1663 นี้ไม่ใช่ สายด่วนเพื่อยุติการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเสมือนเพื่อนที่จะช่วยหาทางออกให้ ซึ่งก็มีหลายคนที่พร้อมจะตั้งครรภ์ต่อ”
อย่างที่บอกว่า ปัญหาการท้องไม่พร้อม เป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญอย่างมาก ถึงกับกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยของโลก
มองอย่างไร กับสังคมที่ยังปิดกั้น
เราต้องแยกก่อนว่า “แท้งเสรี” กับการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกต้อง เป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งเวลาที่เราคุยเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ หลายคนก็จะเข้าใจว่า เรากำลังพูดเรื่องทำแท้งเสรี ซึ่งไม่ใช่ การยุติการตั้งครรภ์แบบปลอดภัย หมายความว่า เมื่อคนไข้ หรือผู้ป่วย ไม่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ จากเดิมต้องเดินไปเข้าคลินิกทำแท้งเถื่อน แล้วมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต และจะดีกว่าไหม ถ้าคนไข้กลุ่มนี้จะเดินเข้ามารับการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อเซฟชีวิต เพราะกฎหมายรับรองให้แล้ว มีสูตินรีแพทย์บางกลุ่ม ที่พร้อมจะช่วยคนไข้ ซึ่งเรายึดหลักการที่ว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เกิดมาแล้ว อยากทำแท้ง
การดูแลหลังการยุติการตั้งครรภ์แล้ว
สำหรับคนที่ได้รับการยุติการตั้งครรภ์แบบถูกต้อง ทางแพทย์จะประเมินก่อนว่า ยุติการตั้งครรภ์สำเร็จหรือไม่ เช่น คนไข้ อายุครรภ์น้อยกว่า 9 สัปดาห์ แล้วรับยาไปใช้ มีอาการปวดท้อง มีไข้เล็กน้อย มีเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งเราสันนิษฐานว่า น่าจะยุติตั้งครรภ์สำเร็จ แต่เรายังไม่เชื่อ โดย 2-4 สัปดาห์หลังจากนั้น จะต้องมาตรวจการตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง ถ้าผลเป็น เนกาทีฟ ถือว่าสำเร็จ จบการรักษา แต่จะมีเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้ในการป้องกันที่ถูกต้อง แต่หากคนที่ป้องกันดีอยู่แล้ว อาจจะต้องมีการเปลี่ยนวิธี ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น ฉีดยาคุม กินยาคุม ซึ่งมีโอกาสตั้งครรภ์ 5% อาจจะเปลี่ยนเป็นใส่ห่วงอนามัยในโพรงมดลูก หรือฝังเข็มใต้ท้องแขน โอกาสการตั้งครรภ์ก็จะน้อยกว่า 1%
กินยาคุมติดต่อกันนาน เสี่ยงมีบุตรยาก?
พ.ต.อ.นพ.อรัณ ยืนยันว่า เป็นความเชื่อเก่าที่ผิดไปแล้ว พร้อมอธิบายว่า การคุมกำเนิดแบบต่างๆ ทำให้ไม่ตกไข่ คนไข้จึงไม่ท้อง ซึ่งในอดีต ยาคุมกำเนิด มีไม่หลากหลาย และเป็นฮอร์โมนที่ไม่บริสุทธิ์ อาจมีฤทธิ์อื่นๆ ปนมาด้วย อาทิ ฤทธิ์ของบุรุษเพศ กินไปแล้วอาจจะอ้วน มีสิวขึ้น ฝ้าขึ้น และทำให้โพรงมดลูกแห้ง จึงมีลูกยาก
แต่ปัจจุบัน เราโชคดีมาก เพราะมียาตัวใหม่ๆ ให้เลือกหลากหลาย และฮอร์โมนต่างๆ ก็สกัดออกมาบริสุทธิ์ จากการศึกษาวิจัย การคุมกำเนิดแบบฝังเข็ม หรือแบบกิน หากเราหยุดยาปุ๊บ ประมาณ 1-3 รอบเดือน จะสามารถตกไข่ได้เหมือนเดิม เมื่อตกไข่ ก็สามารถตั้งครรภ์ได้
ซึ่งคนในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ที่มีลูกยาก อาจไม่ได้เป็นผลมาจากยา แต่เป็นผลมาจากอายุของผู้หญิง อย่างผู้หญิงที่อายุเกิน 30-35 ขึ้นไป การตกไข่จะไม่ค่อยดี อาจทำให้มีลูกยาก
ควรเลิกตราหน้า ผู้หญิงทำแท้ง เป็นคนบาป
พ.ต.อ.นพ.อรัณ บอกว่า สำหรับคนที่กำลังอ่านคอนเทนต์นี้อยู่ ก็อยากฝากให้แชร์บทความนี้ไปเยอะๆ ไปให้ไกลๆ เพื่อให้ทุกคนทราบว่า ในปัจจุบันในเรื่องของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม การดูแลเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ถูกกฎหมายแล้ว แต่เรื่องการผิดศีลธรรมยังเป็นบวกลบอยู่ แต่ที่แน่ๆ เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังทุกข์ ทรมาน กำลังจมน้ำอยู่ แล้วเราไม่ช่วยเขา แบบนี้เป็นการใจร้ายไปหรือเปล่า
และความเห็นส่วนตัว อยากให้สังคมไทย ปรับทัศนคติส่วนตัว เลิกตราหน้าผู้หญิงที่ทำแท้ง หรือคิดจะทำแท้ง ว่าเป็นคนบาปไปแล้ว เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหน เกิดมาแล้วอยากทำแท้ง เขาอาจจะพลาดจริงๆ หรือบางคนช่วงหนึ่งมีอาชีพการงานดี แต่พลิกผัน ชีวิตไม่เหมือนเดิม ตอนท้องพร้อม แต่ตอนนี้ไม่พร้อมแล้ว ก็อยากให้เปิดใจ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพสังคม เพราะไม่ว่าใคร ก็รักชีวิตตัวเองทั้งนั้น.
ผู้เขียน : เจ๊ดา วิภาวดี
กราฟิก : Sathit Chuephanngam