เปิดปากสาว 19 ปม "ลุงสายเปย์ หมด 2 แสนแขนไม่ได้จับ" ยืนยันไม่ได้หลอกให้รัก เพื่อหวังเงิน แต่ที่ต้องเล่นด้วยเพราะกลัวพ่อแม่รู้ เผยไม่คิดใช้หนี้คืน เพราะลุงโอนให้เอง แถมบอกไม่ต้องใช้หนี้แล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 21 ธันวาคม 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับน้องทราย และเพื่อนสาว พร้อมทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ กรณี "ลุงสายเปย์" ร้องสื่อ หลังถูกสาวหลอกให้รัก หมดเงิน 2 แสน แต่แขนไม่ได้จับ
น้องทราย ผู้ถูกกล่าวหา เผยว่า เรื่องเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2564 ตนเองได้ไปเล่นกับเพื่อนชื่อตูน ลุงหวินคู่กรณีก็ติดต่อตูนว่า "ให้หาสาวให้หน่อย" จะให้เงินค่าหมูกระทะ น้องตูนจึงเอาเฟซบุ๊กตนไปให้ และได้เงินมากินหมูกระทะ 1,000 บาท จากนั้นลุงคนดังกล่าวก็มาตื๊อตูนอีกเรื่อยๆ ถามหาตนเองว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ตูนจะพามาเจอ ตูนก็บอกไปว่า ถ้าอยากเจอก็ให้โอนเงินมา เขาก็ให้ตลอด แต่ตนก็ไม่เคยไปหาสักครั้ง ทุกครั้งที่มาเล่นบ้านตูน ลุงหวินก็มักจะมาแอบดูและแวะมาทักทาย พร้อมยื่นข้อเสนอว่า "อยากได้เงินไปกินเหล้ามั้ย" พวกตนก็รับเงินมาไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าให้เฟซบุ๊กไปก็คงจบๆ กัน แต่มาเกิดเรื่องเมื่อตูนไปยืมเงินลุงจ่ายค่างวดรถ
...
ด้านตูน น้องคนสนิท กล่าวว่า ลุงหวินบอกให้ตนหาเด็กที่อยากได้เงินให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปทำไม ในตอนนั้นอยู่กับพี่ทราย จึงขออนุญาตและเอาเฟซบุ๊กพี่ทรายให้ไป เพราะคิดแค่ว่าจะเอาเงินมากินหมูกระทะเท่านั้น แต่มาเกิดเรื่องขึ้น เมื่อตนเองไปขอยืมเงินลุง มาจ่ายค่างวดรถ 1,300 บาท ตอนนั้นลุงหวินก็บอกว่าไม่ต้องเอาคืน แค่ให้พาทรายไปหาก็พอ
ขณะที่น้องทรายเผยว่า วันที่เริ่มรู้ว่าเขาต้องการให้ไปนอนด้วย และหวังมีอะไรมากกว่านั้น คือเหตุการณ์ที่พาน้องตูนไปเอาเงินค่างวดรถ ที่หลังโรงเรียนหลังจากที่ได้เงินเสร็จก็แยกย้ายกัน กลับพบว่าลุงหวินขับรถตามมา ตนสงสัยว่าตามมาทำไม เขากลับต่อมาว่า จ่ายเงินมาแล้วก็ต้องมานอนด้วย แต่ตนเองก็ไม่ยอม
ที่ทำทั้งหมด คือการให้ความหวัง เพื่อหลอกเอาเงิน
น้องทราย เผย ตนบอกตลอดว่าไม่เคยชอบเขา ไม่ชอบคนแก่ แถมบอกชัดเจนว่ารังเกียจเขา แต่ที่เอาเงินเพราะเขาเสนอให้เอง จึงไม่ปฏิเสธ บอกเพียงแค่ว่าถ้าอยากให้ก็โอนมา เรื่องที่ทำทั้งหมดไม่เคยสงสาร เพราะเขามักจะมีคำพูดแย่ให้ตนเองรู้สึกไม่ดีอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ว่าตนเองขายตัวหาเงินเรียน แต่ยืนยันว่าเขาไม่เคยจ่ายค่าเทอมให้ เพราะตนเลิกเรียนไปแล้ว
นัดเจอที่สวนยางพารา เพื่อตัดสัมพันธ์
เรื่องมันบานปลายไปเรื่อย เพราะรู้ว่าเขามีเมียแล้ว ตนเองจึงอยากจบเรื่อง ลุงหวินจึงนัดให้ไปคุยที่สวนยางพารา บอกให้ไปนอนด้วยแต่ตนเองก็ยืนยันว่าไม่อยากมีอะไรกับคนแก่ เขาจึงรับปากว่าไม่ทำอะไร ขอแค่นอนกอดเฉยๆ แล้วจะไม่เอาเรื่อง แต่พอไปถึงจริงๆ กลับลวนลาม ตนจึงขัดขืนและขับรถหนีออกมาที่หน้ารั้ว กลับพบว่าถูกล็อกประตูไว้ ด้วยความกลัวตนเองจึงปีนหนีออกมา
หลังจากออกมาได้เขาก็ยังโทร. มาหาตน ได้ยินเสียงพูดกับเมียเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนยางพารา อ้างว่าตนนำมีดไปขู่หากไม่ยอมให้เงิน แต่หลังจากวันนั้นเขาก็ยังมีโอนเงินให้ตน และติดต่อมาเรื่อยๆ จนถึงขั้นมาหาที่บ้าน ด่าพ่อแม่ตนว่าทำไมถึงไม่ยอมหาเงินส่งลูกเรียน และอวดอ้างว่าเป็นคนหาเงินส่งเรียนเอง ในตอนนั้นหมดเงินกับตนแค่ 3-4 หมื่น เท่านั้น บอกจะไม่ยอมเลิกคุย ขู่จะมาหาพ่อแม่อีก ตนจึงต้องคุยกันไปเรื่อยๆ
หลังจากนั้น 4-5 เดือนไม่ได้ติดต่อกันแล้ว เพราะตนเองหนีไปทำงานที่ จ.อุดรธานี จนได้มีแฟน ลุงหวินก็ยังตามมารังควานแฟนของตน จนสุดท้ายต้องเลิกกัน ต่อมาในช่วงกลางเดือนธันวาคมก็ยังโอนเงินมาให้อีก 3,000 บาท เพื่อให้ตนเองกลับมาที่บ้าน แต่ตนก็ไม่กลับไปจนกลายเป็นเรื่องดังที่นำเสนอในข่าว รวมแล้วได้เงินจากลุงมาเฉลี่ยประมาณ 5,000-8,000 บาท หรือคิดเป็นแค่แสนต้นๆ เท่านั้น ไม่ถึง 2 แสนเหมือนที่กล่าวอ้าง
ขณะที่ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เผย กรณีดังกล่าวไม่เข้าข่ายยักยอกทรัพย์ เพราะเป็นการให้ด้วยเสน่หา เอาคืนไม่ได้ ส่วนความผิดของทราย ไม่ได้เป็นการฉ้อโกง ส่วนตัวลุงหวินเองนั้น ต้องเข้าใจว่าเมื่อให้เงินไปแล้ว หากสาวไม่รัก ต้องรู้ตัวว่าเอาคืนไม่ได้ คิดเสียว่าเป็นค่าคุย ควรทำใจ เข้าวัดทำบุญบ่อยๆ
สุดท้ายนี้ น้องทราย ยังเปิดใจว่า ในตอนแรกจะใช้หนี้คืนให้แล้ว เดือนละ 1,000-2,000 บาท แต่ตอนนี้ก็ไม่ให้แล้ว เพราะเขาบอกยกให้หมดเลย อีกทั้งตนเองสงสารเมียเขา แต่ที่ต้องเล่นด้วย เพราะกลัวพ่อแม่ตนเองรู้ ว่าเอาเงินเขามา หากเจอในกรณีแบบนี้อีกก็ไม่เล่นด้วยแล้ว
อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" พร้อมกันได้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.