สาวขอความเป็นธรรม ยื่นเคลมประกันไม่ได้ เหตุโรงพยาบาลรักษาทิพย์ ลงประวัติการรักษาสลับกับคนไข้คนอื่น แม้สบส.เผยไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะมีพิรุธหลายจุด

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 19 ธันวาคม 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พุดคุยกับ นางรัตนาภรณ์ นุชศิริ หรือ คุณเอ๋ ผู้เสียหาย และทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ปมสาวร้องความเป็นธรรม หลังยื่นเคลมประกันไม่ได้ เหตุโรงพยาบาลลงประวัติการรักษามั่วสลับกับคนไข้คนอื่น เมื่อตรวจสอบพบพิรุธหลายจุด

นางรัตนาภรณ์ นุชศิริ หรือ คุณเอ๋ ผู้เสียหาย เผยว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2565 ตรวจเจอมะเร็งปากมดลูก ต่อมาช่วงกลางเดือนสิงหาคม ได้ยื่นเคลมประกัน "เจอ จ่าย จบ" ที่ทำไว้เมื่อต้นเดือนตุลาคม แต่บริษัทประกันกลับบอกล้างกรรมธรรม์ อ้างว่า เราปกปิดข้อมูลการรักษา และมีประวัติการรักษาเกี่ยวกับมะเร็งก่อนที่จะเริ่มสัญญา ตอนได้รับหนังสือตนเองก็ตกใจ เพราะรู้ตัวดีว่าไม่เคยมีอาการ และรักษาอาการดังกล่าวก่อนที่ทำสัญญาเลย

...

ตนจึงรีบติดต่อไปที่บริษัทประกัน ได้รับคำตอบว่า จำเป็นต้องบอกล้างเพราะได้ข้อมูลจากโรงพยาบาลชี้ว่าเคยรับการรักษาอาการประจำเดือนมามากว่าปกติ และให้เลือดกว่า 6 ถุง เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งสามารถชี้ได้เรามีอาการป่วย ที่เชื่อมโยงไปถึงโรคมะเร็ง ต่อมาตนเองก็ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล พบว่าได้ไปที่โรงพยาบาลดังกล่าวจริง แต่เป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ด้วยอาการท้องเสีย 1 วัน ไม่ได้ป่วยเหมือนดังในประวัติการรักษาอาการประจำเดือน เหมือนที่บริษัทประกันนำมาอ้าง

ต่อมาได้ติดต่อไปหาคุณหมอเจ้าของไข้เพื่อสอบถาม ปรากฏว่าคุณหมอบอกว่าช่วงกลางเดือนมิถุนายน คุณหมอไม่น่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เพราะอยู่ในระหว่างกำลังศึกษาต่อ และไม่เคยรักษาผู้ป่วยที่ให้เลือดถึง 6 ถุง ตอนนั้นตนจึงคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมีความผิดปกติหลายจุด จึงติดต่อทนายเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ด้วยสภาพตัวที่ป่วยอยู่ในขณะนั้น จึงค่อนข้างแย่มาก ทั้งร่างกายและจิตใจ

ด้าน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เผยว่า เอกสารที่คุณเอ๋ได้มานั้น ต้องได้มาด้วยความยากลำบากแม้จะเป็นเรื่องของตนเอง ในขณะทางบริษัทประกันได้มาอย่างง่ายดาย ส่วนการเดินเรื่องตรวจสอบ หากเป็นเอกชน ต้องให้สบส. เข้ามาดูแลลงตรวจ พบว่าได้เอกสารที่มีรายละเอียดเยอะขึ้นกว่าที่พวกตนไปหามาเอง จึงเกิดข้อสงสัยว่าทางโรงพยาบาลได้นำประวัติการรักษาดังกล่าว ไปเบิกประกันสังคมหรือไม่ เพราะผู้ป่วยแอดมิตที่โรงพยาบาลแค่ 1 วัน แต่มีการลงข้อมูลถึง 4 วัน ทั้งนี้ ฝั่งคุณเอ๋ก็ยังมีหลักฐานชัดเจนว่าตนเองไม่ได้ไปโรงพยาบาลในเวลาดังกล่าว

สอบถาม นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เผยว่า โรงพยาบาลคู่กรณีให้เอกสารมาชุดหนึ่ง ระบุว่า ครั้งแรกผู้ป่วยรักษาด้วยอาการท้องร่วง ส่วนครั้งที่ 2 มีอาการเลือดออก จึงได้ไปตรวจสอบ พบว่ามีการลงประวัติการเจ็บป่วยของคนไข้รายอื่นมาใส่ในคนไข้รายนี้ ส่วนของ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ต้องดูว่าโรงพยาบาลทำความผิดอะไร ซึ่งพอดูฐานความผิดแล้ว พบว่าไม่ได้ทำข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นเท็จ จึงไม่เข้าข่ายมาตราความผิดตาม พ.ร.บ. ซึ่งโรงพยาบาลก็ยอมรับ ทาง สบส.จึงให้เขาทำให้ถูกต้องเท่านั้น เราไม่สามารถเอาผิดได้

ส่วนในกรณีที่กังวลว่าที่การทุจริตหรือไม่ ก็พบว่าทางโรงพยาบาลไม่สามารถเอาประโยชน์ได้จากในกรณีของคุณเอ๋อยู่แล้ว เพราะทางประกันก็ได้คืนเงินให้หมด ไม่ได้เอาประวัติทำประกันไปเบิกจ่ายอะไรได้ เนื่องจากหักเป็นรายหัวไปแล้ว ส่วนในเรื่องของการเยียวยาก็ต้องให้คุณเอ๋และทางโรงพยาบาลคุยกันเอง ในส่วนของสบส.ก็ได้แค่ตักเตือนให้เขาทำให้ถูกต้อง มีอำนาจหน้าที่แค่นั้น ถ้าอยากจะให้เยียวยาหรือเอาผิด ก็ต้องไปที่ช่องทางอื่น

ซึ่งทาง คุณเอ๋ ยืนยันว่าเอกสารและหลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าทางโรงพยาบาลมีความผิดปกติ ส่งให้ทาง สบส.พิจารณาทั้งหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม่ถึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สบส.ที่สามารถตรวจสอบหรือเอาผิดได้ หากมีการกรอกข้อมูลหรือบันทักประวัติผิดพลาด แล้วมีผลเสียอื่นๆ ตามมาอีกใครจะรับผิดชอบ

ส่วนกรณีที่โรงพยาบาลจะชดเชยค่ารักษาเยียวยา เป็นการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวในวงเงิน 200,000 บาท ตนได้ปฏิเสธไปแล้ว เพราะไม่มีความมั่นใจหลงเหลือ เพียงแค่ที่ติดใจ สบส. ว่าทำไมถึงไม่สามารถตรวจสอบความผิดได้ เพราะวันแรกที่ยื่นเอกสารมีความมั่นใจว่ามีที่พึ่ง แต่พอได้ฟังผลแบบนี้แล้ว รู้สึกว่าพึ่งหน่วยงานรัฐบาลไม่ได้เลย แม้เห็นว่ามีผลกระทบ มีความผิดก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่น หน่วยงานกลับไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ตนยืนยันว่าจะดำเนินการทางคดีและกฎหมายต่อไป เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยผู้อื่น และร้องเรียนให้มีการตรวจสอบให้ถึงที่สุด.

อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" พร้อมกันได้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.