"เปิดปากกับภาคภูมิ" ถกประเด็นร้อน "บอลโลก 2022" ไทยยังวุ่น กสทช.อนุมัติเงินกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท แต่ยังขาดอีก 1 พันล้าน เอาเงินที่ใคร?
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกรณี มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งประเทศไทยยังวุ่น เนื่องจาก กสทช.อนุมัติเงินกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท ให้ กกท.ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย แต่ก็ยังขาดเงินอีกมากถึง 1 พันล้านบาท จะเอาเงินที่ใคร?
รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องแยกประเด็นระหว่าง 1.คนไทยควรดูบอลโลกหรือไม่ และ 2.กสทช. ควรนำเงินกองทุน กทปส. มาสนับสนุนหรือไม่ ซึ่งเงินกองทุน กทปส. มีรายได้มาจากเอกชนประมูลคลื่นความถี่
ส่วนตัวคิดว่า ประเด็นแรก คนไทยควรได้ดูบอลโลกฟรี ส่วนประเด็นที่ 2 สังคมควรตั้งคำถามว่า กสทช. อนุมัติเงินกองทุน กทปส. ผิดจุดประสงค์ของกองทุนหรือไม่ และใช้หลักการคิดอย่างไรในการอนุมัติเงิน 600 ล้าน และเงินกองทุนที่หายไป 600 ล้านบาท จะกระทบโครงการ หรือแผนงานอะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ทาง กสทช.จะต้องออกมาอธิบาย
...
"ปัญหาอยู่ที่ตรงไหนก็แก้ตรงนั้น เราทราบว่าไม่ใช่เอกชนไม่อยากซื้อ แต่เขาซื้อไม่ไหว เพราะติดเงื่อนไข ก็ควรจะแก้ให้ถูกเงื่อนไข"
เมื่อถามว่า ทำไมไม่มีเอกชนซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก 2022 คุณวรปัฐ อรุณภักดี ผู้ประกาศข่าวกีฬาไทยรัฐ เปิดเผยว่า เมื่อช่วง ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ตอนนั้นภาคเอกชนซื้อลิขสิทธิ์ไป หวังเอาไปทำกำไรต้องรับชมผ่านทางช่องทางของเขา
แต่สุดท้ายในช่วงที่ฟุตบอลถ่ายทอดไปแล้วไม่คุ้ม แม้ภาครัฐจะเข้าไปช่วย แต่ก็ไม่เพียงพอ และในปีนี้ค่าลิขสิทธิ์ที่ไทยต้องซื้อพุ่งขึ้นมาหลายเท่า หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท
"กฎมัสต์แฮฟ (Must Have)" คือ รายการกีฬา 7 ชนิดกีฬาที่ กสทช.ระบุไว้ คือ โอลิมปิก เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ อาเซียนพาราเกมส์ เอเชียนพาราเกมส์ พาราลิมปิกเกมส์ และฟุตบอลโลก หากใครได้ลิขสิทธิ์มาจะต้องผ่านฟรีทีวีด้วย จึงทำให้เกิดปัญหาในครั้งนี้
ด้าน คุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ในการอนุมัติเงินนั้น เราจะพิจารณาเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก จะนำเข้าคณะกรรมการบริหารกองทุน กทปส. โดยดูจากกฎหมายและวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน เมื่อเข้าเกณฑ์แล้ว จะต้องดูว่ามีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ ซึ่งทางกองทุนมีเงินเหลือ 2-3 พันล้าน
จากนั้นทาง กทปส.จะส่งเรื่องมาที่ กสทช. ซึ่ง กสทช.จะพิจาณณาด้านกฎหมาย และงบประมาณ จากนั้นดูเรื่อง กฎมัสต์แฮฟ กับ กฎมัสต์แคร์รี่ (Must Carry) ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งทางผู้ว่าฯ กกท. แจ้งว่า ทางฟีฟ่าแจ้งจำนวนเงินมาที่ 36 ล้านเหรียญ รวม 15% รวมเป็น 42.5 แต่ต่อรองอยู่ที่ 28 ล้านเหรียญ ซึ่งทางฟีฟ่ายังไม่คอนเฟิร์มว่าจะได้จำนวนนี้หรือไม่ ซึ่งทางคณะกรรมพิจารณากันภายใน ถ้าตัวเลขยังคลุมเครือให้พิจารณาทางด้านกฎหมายอีกครั้ง หลังจากตรวจสอบแล้วยังไปได้ จากนั้นมาดูเรื่องงบประมาณ แต่เนื่องจาก กกท.ต่อรองแล้วอยู่ที่ 28 ล้านเหรียญ (1.2 พันล้านบาท) ทางคณะกรรมการจึงให้ยึดหลักเหมือนตอนโอลิมปิก คือให้จ่ายคนละครึ่ง จึงอยู่ที่คนละ 14 ล้านเหรียญ รวม 15% จึงเป็นที่มาของการอนุมัติเงิน 600 ล้านบาทในครั้งนี้
คุณไตรรัตน์ กล่าวอีกว่า กฎมัสต์แฮฟมี 7 รายการ โดยมี 6 รายการแรก คนไทยมีโอกาสเข้าไปแข่ง จริงอยู่ว่าบอลโลกผู้ชายยังไม่มีโอกาสเข้าไปแข่ง ทางบอลหญิงเข้าไปแข่งแล้ว ตนจึงมองว่าในรอบสุดท้ายเป็นรอบของมนุษยชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทย ดังนั้นจึงอยู่ในกฎมัสต์แฮฟ
ส่วน กฎมัสต์แฮฟ กฎมัสต์แคร์รี่ ถูกกำหนดไว้เกือบ 10 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นแพลตฟลอร์มยังไม่เยอะเท่านี้ และตอนนี้ยังไม่ได้ปรับกฎให้เข้ากับสถานการณ์ จึงทำให้เอกชนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเพื่อหารายได้ หากสัปดาห์หน้าไทยมีการประชุมเอเปก แล้วคนที่มาประชุมไม่มีบอลโลกดู ขณะที่ประเทศอื่นมีบอลโลกดู คงจะแปลกๆ ซึ่งหลังจากจบบอลโลกครั้งนี้จะเตรียมปรับ กฎมัสต์แฮฟ กับ กฎมัสต์แคร์รี่
เมื่อถามว่า หลังจากไปคุยกับฟีฟ่าแล้ว หากวงเงินเพิ่มขึ้นจะมีการอนุมัติเพิ่มจาก 600 ล้านบาทหรือไม่ คงไม่ เรื่องนี้ถ้าไปหาสปอนเซอร์เพิ่มก็ดี แต่หากหาไม่ได้ คิดว่ามีเท่าใดก็เท่านั้น
ขณะที่ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังหนักใจ เพราะเงินที่ กสทช.อนุมัติมานั้นต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ แต่ก็ขอบคุณที่เห็นความสำคัญ ยอมรับว่ายังไม่เพียงพอ ซึ่งตอนนี้กำลังรอทางฟีฟ่าตอบกลับมา ซึ่งเราได้ต่อรองทุกทางแล้ว หากวันนี้เขายังไม่ตอบกลับ จะมีหนังสืออีกฉบับส่งไปเร่งรัด เพราะกระบวนการต่างๆ จะไม่ทันเวลา และต้องรวบรวมเอกชนที่ยินดีร่วมมือกับภาครัฐเพื่อให้ประชาชนได้ดูบอลโลกฟรี
จำนวนเงิน 1.6 ล้านบาท เป็นตัวเลขล่าสุดที่ทางฟีฟ่าลดให้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราขอแพ็กเกจเล็กเป็นรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ไหม เขาก็ปฏิเสธมา และสาเหตุที่ทางภาครัฐเข้ามาค่อนข้างช้า เพราะต้องให้สิทธิ์เอกชนไปต่อรองซื้อก่อน จนกว่าภาคเอกชนจะไม่ไหว และอย่างไรก็ตามต้องประหยัดงบประมาณของรัฐให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปรีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎมัสต์แฮฟ มีข้อหนึ่งที่สามารถปลดล็อกกฎมัสต์แฮฟเป็นการชั่วคราว แต่ต้องให้คณะกรรม กสทช.อนุญาต ส่วนในระยะยาวจะต้องพิจารณาแก้กันต่อไป.