เปิดปากกับภาคภูมิ ฟังชัดๆ 2 มุม "อดีตนักข่าวสาวหล่ออ้างโดนเท สาวหลอกแต่งงานเป็นหนี้ร่วมล้าน" ด้านอดีตแฟนสาว ยันไม่ได้หลอกให้รัก ถ้าหลอกคงไม่ดูแลในวันเขาออกจากงาน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยถึงกรณีบี (นามสมมติ) อดีตนักข่าวสาวหล่อ อายุ 31 ปี เดินทางเข้าร้องทุกข์กับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูก อาย (นามสมมติ) อายุ 23 ปี พยาบาลสาวสวย โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลอกแต่งงานแล้วเท จนกลายเป็นหนี้นับล้านบาท

คุณบี เปิดเผยว่า ตนได้เลิกกับแฟนสาวเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา เริ่มแรกรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2565 จนได้พูดคุยกัน ไปมาหาสู่กัน และได้หมั้นหมาย 17 มีนาคม 2565 ที่ จ.เพชรบูรณ์

สำหรับหนี้สิน เริ่มจากก่อนงานหมั้น เขามาบอกว่า มือถือตกน้ำเลยส่งซ่อมแล้วเอามือถือของตนไปใช้ อ้างว่าเงินในบัญชีที่เตรียมไว้สำหรับงานหมั้นถูกยักยอกออกไปประมาณ 6 หมื่น จึงให้ตนไปกู้เงินมา 4.5 แสน

...

ถัดมาอีก 1 เดือน ตนไปถามกับเขาว่า เงินที่กู้มายังเหลืออยู่ไหม แต่เขาบอกว่า เงินหมดแล้ว อ้างว่า เอาเงินใช้ลงทุนในงานรับเหมา ATK และแม่บุญธรรมยืมเงินไป ประกอบช่วงนั้น คุณยายของเขาต้องผ่าตัด จำเป็นต้องใช้เงิน ตนจึงไปกู้เงินช่วยเขาอีก 3.9 หมื่น นอกจากนี้ยังมีหนี้บัตรเครดิตอีกประมาณ 7 หมื่น ที่ตนไม่รู้ว่าเขากดของตนไปใช้อะไร รวมแล้วเงินที่กู้มาในชื่อของตนประมาณ 6 แสน ไม่รวมกับเงินอื่นๆ

หลังจากแต่งงานแล้ว ตนต้องเข้าโรงพยาบาลแต่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา จึงต้องเซ็นรับสภาพหนี้ 1.2 แสน เพราะรู้ว่าถ้าตนลาออกจากงานจะได้เงินประมาณ 1 แสนบาทมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล

ระหว่างที่ตนเข้าโรงพยาบาล เพราะป่วยติดเชื้อในกระเพาะ และเป็นแผลที่ลำไส้ แต่เขาบอกว่า ตนเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนนี้ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หลังจากเลิกกันทราบจากคนรอบข้างว่า เขาเอาข้อมูลการรักษาของตนไปส่งให้เพื่อนๆ ของตนในเฟซบุ๊กแล้วยืมเงิน

อดีตแฟนสาว ขอชี้แจงยันไม่ได้หลอกให้รัก

ด้าน คุณอาย อดีตแฟนสาว ชี้แจงว่า ได้เจอกันผ่านโซเชียล เขาเป็นคนทักมาก่อน เขาเป็นคนซัพพอร์ต ซึ่งตนเคยบอกเขาไปแต่แรกแล้วว่า ตนมีปัญหาด้านไหนบ้าง ที่บอกว่าตนไปหลอกให้รัก บอกเลยว่า ไม่จริง

สำหรับเรื่องที่เขาบอกว่า ต้องออกงานเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้น ไม่จริง เพราะเขาเป็นคนถูกเลิกจ้างเอง ซึ่งทุกเรื่องเราได้พูดคุยกันเมื่อวันที่ 28-29 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว เรื่องของเงินกู้ มีการเคลียร์ว่า จะแบ่งกันรับผิดชอบ ขอเคลียร์จบทุกเรื่อง ภายในวันที่ 31 มกราคม 2566

คุณอาย กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เขาออกจากงาน ตนก็เป็นคนดูแล ไม่เคยทิ้ง จนเดือนกันยายน ตนได้มากรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านไม่ตรงตามวันที่นัดกัน เขาก็บอกว่าไม่รอแล้ว และเลิกกัน ตนขอถามว่า ถ้าเราสองคนไม่คุยกันก่อน หนี้สินคงไม่เกิดขึ้น

ตนขอชี้แจงไทม์ไลน์เรื่องเงิน ตนเอามือถือไปซ่อมแล้วโดนยักยอก ต้องไปกู้เงิน 4.5 แสน เราหมั้นกัน 4 หมื่น แต่รวมค่าของต่างๆ รวมแล้ว 1 แสนกว่า ตนเคยยืมเงินเขา 8 หมื่น ส่วนบัตรเครดิต 7 หมื่น มีทั้งใช้ด้วยกัน มีเอามาหมุน คุยกันว่าจะแบ่งกันรับผิดชอบ หนี้สินทั้งหมดไม่ถึงล้าน ทุกอย่างเราคุยกันแล้วว่าจะใช้หนี้กันอย่างไร และเรื่องสินสอดนั้น ตนไม่ได้ค่าสินสอด เพราะเป็นเงินเช่า

ส่วนค่ารักษาพยาบาล 1.2 แสน ตนจะช่วยเขา ให้เขามีหนี้แค่ 126,000 บาท ที่เหลือจะให้ตนช่วยตรงไหน รับหมด ที่เขาไปออกข่าว ไปร้องเรียน ตนไม่โอเค ขอให้รอหน่อย จะให้ทนายเข้าไปด้วย แต่เขาบอกว่า รอไม่ได้ ส่วนเรื่องมือถือของเขายังอยู่กับตน แต่ไม่ได้ใช้ ไม่ได้ยุ่งเลย เราโทรคุยกันแล้วว่าจะส่งมือถือให้ทางไปรษณีย์ แต่เขาไม่สะดวก เขากลัวว่าถ้าของหายจะทำอย่างไร

ส่วนเรื่องรถเช่า เรื่องนี้เพราะตนพาเขาไปทำงาน เพราะเขาติดโควิด 2 รอบ แล้วเขาต้องไปงานแถลงข่าว 2 รอบ ตนจึงไปจัดการเรื่องรถเพราะไม่อยากให้เขานั่งรถสาธารณะไป ตอนที่เราถามทางบริษัท ซึ่งทางบริษัทบอกว่าเอาไปชื่อเขาก็ได้ แต่ตนยังไม่ได้พูดคุยกับทางบริษัทเพิ่มเติม แต่ได้ชี้แจงกับบีไปแล้ว ตนขอถามกลับว่า ถ้าตั้งใจหลอก ทำไมตนไม่เลิกกันตั้งแต่เขาออกจากงาน แต่ยังดูแลเขาต่อ และในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ตนกับครอบครัวจะไปที่ รพ.แห่งหนึ่งที่ขอนแก่น ที่พ่อของตนเป็นคนค้ำอยู่

คุณอาย กล่าวอีกว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น รู้สึกว่าตลกมาก เสียใจที่เขาเอาเราไปพูดไม่มีมุมดีเลย แม่เขาทะเลาะกับเรา ที่ผ่านมาไม่อยากยุ่งเลย แต่เขาโยนโทรศัพท์ให้ตนคุยตลอด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องทำร้ายร่างกายกัน เมื่อช่วงกันยายน ที่ผ่านมา ตนคุยกับเขา มีปากเสียงกันตลอด เข้าใจว่า ตนผิดที่โยนหมอนใส่เขา แต่เขาจะกระโดดใส่ เราก็ต้องป้องกันตัว ยืนยันว่า ที่ผ่านมาตั้งใจรัก ไม่คิดจะหลอก แต่ทำไมวันนี้มาพูดแบบนี้ ที่ผ่านมาขอบคุณที่อยู่ข้างกัน

ด้าน คุณบี ชี้แจงต่อว่า ตนออกจากโรงพยาบาลเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2565 แล้วไปอยู่บ้านเขา แต่ไม่ได้ไปตามนัดหมอเพราะเขาบอกว่า ไม่อยากให้เราเข้ารับการรักษา เรื่องที่ตนบอกว่าเขาไม่ดูแล คือ ระหว่างนั้นเราแทบไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเขาออกไปข้างนอกทุกวัน วันที่ 23 กันยายน เขาไปกรุงเทพฯ ซึ่งตนไม่มีเงินติดตัวเลย เขาบอกว่าจะโอนเงินมาให้ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีก

ในส่วนของการทำร้ายร่างกาย เขาออกจากบ้านไปทุกวันแล้วกลับดึก และมีการเช่ารถตู้จากสถานที่หนึ่ง ไปอีกสถานที่หนึ่ง แล้วคนให้เช่ารถมาที่บ้าน ตนต้องมานั่งฟังเขาต่อว่า พอมาคุยกันก็มีปากเสียงตนเลยบอกว่า เลิกกันไปดีกว่า เขาขว้างหมอนใส่ตนก่อน ตนก็ง้างหมัดใส่ แต่ยังไม่ได้ชก แต่เขาตบสวนมาก่อน


คุณบี กล่าวว่า เรื่องค่ารักษาพยาบาล เขาบอกว่าเขาจะเป็นคนชดใช้เงิน ซึ่งต้องรอดูวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ส่วนเรื่องที่เขาขอเคลียร์จบทุกเรื่อง ภายในวันที่ 31 มกราคม 2566 ไม่ใช่ตนไม่รอ ตนรอแต่เขาไม่มาสักที

ก่อนจะทำอะไร ตนอยากให้เขารับผิดชอบรักษาคำพูดก่อนว่า ที่ผ่านมาบ่ายเบี่ยงอะไรบ้าง หลังจากนี้จะมีอะไรมาเป็นหลักค้ำประกันว่าจะจบภายในวันที่ 31 มกราคม 2566 หากเขาจะทำร่างสัญญาเขาควรจะทำตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว หากเขาจะมาทำสัญญาจะต้องมีมาค้ำประกัน โดยเขาต้องชดใช้ในส่วนที่เขาเอาออกไปใช้อย่างอื่นประมาณ 5 แสนกว่า หรือเอาเงินสดมาวางเลยจะได้จบ

ด้านทีมเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า เรื่องนี้ต้องดูเรื่องที่เกี่ยวกับการให้โดยเสน่หา และในส่วนคดีที่โดนคดีร่วมฉ้อโกง โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ต้องดูกระบวนการทางกฎหมายว่าจะช่วยเหลือได้มากน้อยเท่าไร และต้องพิสูจน์ตรวจสอบบัญชีการเงิน และดูว่า คุณบีไม่เต็มใจให้เงินจำนวนนี้ให้เขา ถามว่าร่างสัญญาจะมีประโยชน์อะไร ก็มีประโยชน์ในเรื่องคดีแพ่ง.