เพจหมอให้ความรู้ "เชื้อโรค RSV" ทำให้เด็กเกิดโรคทางเดินหายใจ แต่สามารถรักษาอาการที่บ้านให้หายป่วยได้ แนะสอนลูกอย่าเอามือจับหน้า เพื่อป้องกันการติดเชื้อผ่านทางสารคัดหลั่ง

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2565 แฟนเพจเฟซบุ๊ก หมอปอดสรุปให้ ได้โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับ เชื้อโรค RSV ในเด็ก สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ระบุว่า ทำความรู้จักกับเชื้อโรค RSV

  1. เชื้อ RSV ย่อมาจาก respiratory syncytial virus เป็นไวรัสตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ
  2. จริงๆ มีไวรัสอีกมากมายที่ทำให้ก่อโรคได้เช่นกัน RSV เป็นเพียง 1 ในไวรัสเหล่านั้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเด็กที่ป่วยเป็นหวัดทั้งหมด จะตรวจเจอ RSV ประมาณ 13%
  3. เชื้อไวรัส RSV มักจะกลับมาระบาดทุกปีในช่วงปลายหน้าฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม
  4. แม้ว่าลูกเราจะป่วยเป็น RSV แต่ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะมีเพียง 1-2% เท่านั้น ที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
    - เด็กที่มีความเสี่ยงสูงในการจะติดเชื้อแล้วเป็นรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน, เด็กที่คลอดก่อนกำหนด, เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง, เด็กที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, เด็กที่มีโรคตับและเด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  5. เชื้อ RSV มันจะเข้าในร่างกายทาง ตา จมูก หรือ ปาก ทำให้ติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน อาการเริ่มต้นจึงเริ่มจาก น้ำมูก ไอ ตัวร้อน
  6. ในเด็กส่วนมาก อาการก็จะอยู่เพียงแค่ทางเดินหายใจส่วนต้น และสุดท้ายก็อาจจะหายป่วยได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงปอดทุกราย
  7. แต่เด็กบางคนที่โชคไม่ดี ทำให้เชื้อ RSV วิ่งลงไปติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งได้แก่ หลอดลมและเนื้อปอด ทำให้มีอาการไอเยอะ หายใจเร็วและแรง ซึ่งสังเกตได้จากจมูกบานและหน้าอกบุ๋ม หรือบางคนอาจจะเหนื่อยมากจนซึม ทานได้น้อย
  8. อย่างที่บอกไปตอนแรก ว่าเด็กส่วนมากอาการจะอยู่เพียงแค่ทางเดินหายใจส่วนบนเท่านั้น จึงไม่ได้จำเป็นที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลทุกคน คนไข้ที่ควรจะต้องไปนอนโรงพยาบาล
    - คนไข้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่างๆ แม้ว่าจะอาการไม่ได้เยอะ ก็ควรจะต้องไปให้แพทย์ตรวจ และพิจารณาการนอนโรงพยาบาล ได้แก่ เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน, เด็กที่คลอดก่อนกำหนด, เด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง, เด็กที่มีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง, เด็กที่มีโรคตับและเด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
    - ถ้าลูกเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว อาการอื่นๆ ที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่
    1. หายใจเร็ว แรงจนอกบุ๋ม จมูกบาน
    2.ไข้สูงเกิน 38 องศาฯ เป็นเวลาหลายวัน
    3. ปลายมือปลายเท้าเริ่มซีด เขียว หรือม่วง
    4. ทานได้น้อยกว่าเดิมมาก สังเกตจากปัสสาวะเริ่มมีปริมาณลดลงกว่าปกติ
  9. ถ้าลูกเราไม่ได้มีอาการที่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล การรักษาที่บ้านสามารถทำได้ดังนี้
    - สำคัญมากที่สุดในเด็ก คือ เรื่องของเสมหะเหนียวและอุดตัน ดังนั้น ต้องทานน้ำหรือนมให้เพียงพอหรือมากกว่าปกติเล็กน้อยก็ได้ และถ้าบ้านไหนมีเครื่องทำความชื้นก็สามารถเปิดช่วยได้ เพราะน้ำไม่พอ จะทำให้เสมหะเหนียว แห้ง และอุดตันทางเดินหายใจในเด็ก ทำให้หายใจไม่ออก ทางเดินหายใจในเด็กมีขนาดที่เล็กกว่าผู้ใหญ่ จึงอุดตันได้ง่าย
    - ถ้ามีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ หรือทานยาลดไข้ช่วยได้ พวกแผ่นแปะหน้าผากไม่ค่อยช่วยลดไข้
    - ถ้ามีน้ำมูกเด็กเล็กให้ใช้ลูกยางแดงดูดออกได้ ส่วนเด็กโตที่ให้ความร่วมมือได้ให้ล้างจมูกช่วยได้
  10. วิธีป้องกันการติดเชื้อ ให้ท่องไว้เสมอ ว่าเชื้อมันแพร่กันทางสารคัดหลั่ง การไอ การจาม และเชื้อโรคมันจะเข้าทาง ตา จมูก และ ปาก ดังนั้น ควรสอนลูกว่าอย่าเอามือไปจับหน้าจะดีที่สุด เวลาไอหรือจามก็อย่าใช้มือไปปิดปาก แต่ให้ไอใส่ข้อพับแทน สอนให้ลูกหลีกเลี่ยงการเล่นกับเด็กที่ป่วย สอนลูกให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที หรือถ้าไม่มีน้ำสบู่ก็สามารถใช้ Gel alcohol ได้ แต่ความเข้มข้นต้องเกิน 60% ขึ้นไป.

...

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก หมอปอดสรุป