ไขคดีประหลาด ขัง 5 ชีวิต ทุบตีโน้มน้าวให้ใช้หนี้ทิพย์ 140 ล้าน ทำไมเหยื่อถึงยอมทำตาม ด้านนักวิชาการ เชื่อไม่ใช่ลัทธิ แต่เป็น Gaslighting อีกหนึ่งรูปแบบของการควบคุมจิตใจ
จากกรณีตำรวจจับกุม นายฮารุ อายุ 39 ปี สาวประเภทสอง ลูกครึ่งญี่ปุ่น-เกาหลี และ นายตรีเพชรรัตน อายุ 20 ปี หลังโน้มน้าวเหยื่อใช้หนี้ทิพย์กว่า 140 ล้าน ร่วมกันก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำร้ายร่างกายทุบตี-กล้อนผม-น้ำร้อนสาดใส่เหยื่อหญิงสาวอดีตพยาบาล 3 คน พร้อมเด็กชาย-หญิงลูกของเหยื่ออีก 2 คน ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์, นายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
จากการสอบถาม คุณพ่อของเด็กที่ถูกกักขัง เปิดเผยว่า ตนกับ ไพลิน ซึ่งเป็นอดีตภรรยา เลิกรากัน และเขาได้พาลูกทั้ง 2 คนไปด้วย ในช่วงแรกไม่สามารถติดต่อเขาได้เลย จนวันหนึ่งเขาโทรผ่านไลน์มาบอกว่า ล้มแล้วและขอยืมเงิน แต่ตนไม่ได้ให้ไป เพราะปกติให้เงินอดีตภรรยาอยู่แล้ว และทราบมาว่าเขาเคยยืมเงินคนอื่นๆ จึงแนะนำให้เขาไปทำงาน และหลังจากนั้นก็ได้พูดคุยกันผ่านแชตเรื่อยมา จนวันหนึ่งตนมีเงินก็ได้โอนไป 6 หมื่นบาท ซึ่งจุดนี้ทำให้ไพลินเริ่มเปิดใจคุยมากขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจที่เขาทำ รวมไปถึงการขายของออนไลน์ แต่เป็นการพูดคุยในลักษณะเหมือนมีคนจับตามอง
ขนวันหนึ่ง ไพลิน ได้แอบใช้อีกแอปฯ ทักมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่โหดร้าย ซึ่งตนได้แนะนำให้เขาออกมา แต่ในขณะนั้นเขายังพูดในลักษณะนับถือคนที่เขาอยู่ด้วย ซึ่งตนก็พยายามดึงให้เขาออกมาอยู่ตลอด จนคืนหนึ่งเขาได้โทรมาหา และยอมส่งพิกัดมาให้ ตนจึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนไปเจอว่าเขาถูกทำอะไรบ้างตามที่ปรากฏในข่าว
...
ถามว่าทำไมอดีตภรรยาจึงเชื่อคนที่เขาอยู่ด้วย คุณพ่อของเด็กที่ถูกกักขัง เล่าต่อว่า ตนคิดว่าอดีตภรรยาชะล่าใจ เนื่องจากคนที่ควบคุมเขาออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เหมือนเป็นครอบครัว ประกอบกับเป็นห่วงว่าลูกจะเป็นอันตราย ทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจ ส่วนเพื่อนเขาอีก 2 คนก็ไม่ได้คุยกับใคร ไม่เหมือนไพลินที่ได้คุยกับตนที่พยายามดึงเขาออกมาตลอด ซึ่งใช้เวลานานกว่าเขาจะเปิดใจ
คุณพ่อ กล่าวอีกว่า ในตอนแรกคิดว่าเขาโดนเรื่องเกี่ยวกับสายมู แต่ช่วงหลังคิดว่า เขาน่าจะโดนครอบงำด้วยความกลัว ที่ผ่านมาแม้จะคุยกันหลายเรื่อง แต่ไพลินเพิ่งจะยอมบอกเรื่อง ฮารุ ในวันท้ายๆ ก่อนจะถูกช่วยออกมา ในส่วนของความเสียหายทราบว่าต้องขายบ้าน ขายรถ หนี้บัตรเครดิต ซึ่งธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับฮารุ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเสียหายทั้งหมดเท่าไร
ด้านนายจตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ตนเองเห็นตรงกับตำรวจว่าไม่ใช่ลัทธิ แต่เป็น Gaslighting หรือ ภาวะผลักปัญหาไปให้ฝั่งตรงข้าม เป็นการควบคุมจิตใจอีกรูปแบบหนึ่ง และมีจำนวนคนน้อยเกินไปที่จะเป็นลัทธิ อย่างการ ผลักภาระหนี้ 140 ล้านซึ่งไม่มีจริงไปให้เหยื่อ
ขณะที่ ทนายรณณรงค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว เช่น กรณีของน้องฟ้า ที่ถูกนายจ้างทารุณ, ร่างทรงขอทุบตีเศรษฐี ส่วนมากจะพบกับเหยื่อที่มีความอ่อนแอทางจิตใจ ซึ่งเคสนี้ไม่ได้หนักที่สุด
คุณโป้ง ซึ่งเป็นเหยื่อของฮารุ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ตนเปิดร้านอาหารแล้วฮารุมาเป็นลูกค้า ทำให้สนิทกัน ซึ่งเขาดูน่าเชื่อถือ จึงให้มาสอนภาษาอังกฤษลูกสาว จนวันหนึ่งเขามาถามตนว่า มีที่ดินแถวถนนข้าวสาร สนใจไหม ในตอนนั้นตนอยากขยายร้านพอดี เขาก็ได้พาไปดูที่ดิน โดยบอกว่า พี่สาวเขาอยากเซ้งทิ้งเพราะคนเช่าไม่จ่ายค่าเช่า ในราคา 8 แสนบาท ตนเห็นแล้วชอบเพราะย่านนั้นชาวต่างชาติเยอะ ซึ่งเขาพาไปดู 2 ครั้ง และขอให้ตนจ่ายเงิน ครั้งแรกจ่ายเงินสดไป 3 แสน อีกสองวันต่อมาจ่ายเงินเขาไป 2 แสน และไม่กี่วันต่อมาก็มาขออีกจนครบ 8 แสน
หลังจากนั้นเขามาบอกอีกว่า มีธุรกิจแถวสยามและได้พาตนไปดูร้านค้า โดยบอกว่าถ้าอยากทำธุรกิจด้วยกันจะต้องซื้อทองอีก 2 แสน ซึ่งตนเสียเงินรวมกว่า 1 ล้าน แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา ในส่วนของที่ดินถนนข้าวสาร เขาได้สั่งว่าอย่าเข้าไปถามคนเช่า อ้างว่า เดี๋ยวคนเช่าจะไม่ออก ซึ่งต่อตนไม่สามารถติดต่อฮารุได้จึงไปแจ้งความไว้ จนเวลาผ่านไป 4 ปี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อมาว่า ฮารุโดนจับแล้ว ให้ไปดูตัวที่โรงพัก
ทนายรณณรงค์ เปิดเผยว่า ในคดีฉ้อโกงได้ไปแจ้งความไว้แล้ว ให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ทำทารุณกรรม ความยินยอมไม่เป็นความผิดทางอาญา ต้องแยกคดีกันไป
นายจตุรงค์ ได้แนะนำว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า สังคมไทยอ่อนแอ พออ่อนแอมากๆ คนเลยอยากได้อะไรง่ายๆ ฟังดูดีไปหมด ถ้าอยากออกจากปัญหาขอแนะนำทางแก้ปัญหาจากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ 1. เว้นระยะห่างกับคนเหล่านี้ 2. ใช้มุมมองที่ 3 มุมมองที่ 4 หาคนที่ไว้ใจมาคุยเพื่อเพิ่มมุมมอง.