"ศรีสุวรรณ" เปิดใจในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ บอกเรื่องแค่นี้ทำอะไรไม่ได้ หลังจากนี้คงระวังตัวมากขึ้น รับเป็น "นักร้อง-นักฟ้อง" ช่วยประชาชน ไม่มีอาชีพอื่น
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ในรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 ดำเนินรายการโดย นายภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ ได้พูดคุยกับ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย หลังเกิดเหตุถูกชายคนหนึ่งบุกเข้าทำร้ายระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีร้องเรียนทอล์กโชว์เดี่ยวไมโครโฟน 13 ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)
นายเสกสกล อัตถาวงศ์ เปิดเผยว่า ตนไม่ได้ปรักปรำใคร แต่ชายคนดังกล่าวมีพฤติกรรมลักษณะหิวแสง เป็นการแสดงเพื่อนำไปไลฟ์สดในช่องตัวเอง
อย่างกรณีของตนเองเกิดขึ้นเมื่อเมื่อปาลยปี 2564 ขณะที่ตนกับรัฐมนตรีแรงงานกำลังให้สัมภาษณ์เรื่องแนวทางช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน ระหว่างที่ลงจากตึก ชายคนนี้ได้โผล่มาจากข้างหลังแล้วตบที่คอของตนประมาณ 2-3 ที และมีทีมมาไลฟ์สด ซึ่งตนก็ได้ตุ้ยไปที่ท้องเขากลับ ขณะนั้นตนก็พยายามเก็บข่าว แต่ชายคนนี้ได้ไปไลฟ์สดในช่องตัวเองในลักษณะว่า ทำตามที่บอกแล้วว่าจะชกแรมโบ้ และมีการเรียกรับบริจาค
หลังเกิดเรื่องตนได้ไปแจ้งความแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าคดีไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด สังคมต้องประณามคนเหล่านี้ ส่วนเรื่องที่บอกว่าทำกับตนแล้วเงียบเลย มันคนละเรื่องเลย ตนยังทำงานตามปกติ ไม่ได้กลัวที่ถูกทำร้าย แต่อาจจะเคลื่อนไหวเบาลงเพราะตำแหน่งหน้าที่
...
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เปิดเผยว่า เบื้องต้นไม่แสดงอาการมาก แต่เริ่มระบมที่บริเวณแก้มซ้าย คอ และชายโครง เจ็บใจมากกว่าเจ็บตัว เพราะกลุ่มคนที่มาทำร้ายตนประกาศมาโดยตลอดว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยคือการยอมรับความคิดเห็นแตกต่าง ซึ่งผมได้ร้องเรียนมาโดยตลอดก็ต้องยอมรับสิ่งที่ผมทำ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นย้อนแย้ง ยืนยันว่าไม่รู้จักคนที่เข้ามาทำร้าย
หลังเกิดเหตุพยายามสอบถามชายคนดังกล่าวกับนักข่าว จึงรู้ว่าเขาเป็นใคร ซึ่งตนคาดว่าคนเหล่านี้ได้เตรียมการมาอย่างดี เจตนาทำร้ายร่างกายตน เข้าองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 295
นายศรีสุวรรณ ตนได้ยืนให้สัมภาษณ์ มีคนคนนี้ทำทีสอบถาม ตนคิดว่าเป็นผู้สื่อข่าว แต่สังเกตเห็นความผิดปกติ ก็ได้เตรียมรับมือแล้ว พอเขาง้างมือจะชก ตนจึงรับได้ทันที แต่หลังจากนั้นก็มะรุมมะตุ้มอย่างที่ปรากฏในคลิป
ช่วงที่เกิดเหตุ ตนไม่อยากสวนกลับ เพราะจะไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่จะเป็นทะเลาะวิวาทแทน แม้ว่าตนจะสวนก็ทำได้ ไม่คณามือ ตนเป็นเด็กเกษตรแม่โจ้ เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าฟิตร่างกายตลอด แต่ไม่ใช้ความรุนแรง ตนเป็นนักกฎหมายก็ต้องใช้กฎหมาย ส่วนจะผิดถูกอย่างไรไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน
หลังจากนั้นได้ลงบันทึกประจำวันที่กองปราบ และได้นำใบบันทึกประจำวันไปแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน ข้อหาทำร้ายร่างกาย จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่มีคำว่าไกล่เกลี่ย จะดำเนินคดีตามกฎหมาย กล้าทำก็ต้องกล้ารับ
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเจอแบบนี้ เคยเจอคนโทรมาข่มขู่ ขับรถสะกดรอยตาม ซึ่งตนก็รู้ว่ามีคนสะกดรอยตาม ก็จะหลบเข้า สน. เขาก็จะหนีไป ตนไม่กลัวเพราะอยู่ในเส้นทางแบบนี้จะไปกลัวอะไร
ส่วนที่ถามว่า ทำไมคนที่ตนร้องปรากฏเป็นข่าวทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อตนร้องเรียนฝ่ายที่เขา หลังเกิดเรื่อง ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน ปัญหาที่ตนเจอวันนี้ น้อยกว่าปัญหาของประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในแผ่นดินนี้ ถามว่าเรื่อนี้หนักที่สุดไหม คิดว่าไม่ใช่ แต่ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทำหน้าที่ตรวจสอบ
ในสังคมย่อมมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และคนที่ไม่เห็นด้วยคงไม่ได้อยู่ในคอมพิวเตอร์ ต่อไปนี้อาจจะมีพฤติกรรมในลักษรทำร้าย หลังจากนี้จึงเป็นบทเรียนในการระวังตัวมากขึ้น ไปกับเพื่อนมากขึ้น ถามว่าครั้งหน้าหากโดนแบบนี้อีกจะตอบโต้ไหม คงต้องรอดูสถานการณ์ และว่าแม้จะเจ็บ แต่ก็ยังคุยต่อได้
เมื่อถามว่า จากกรณีที่คู่กรณีให้เหตุผลว่า ทำไปเพราะเคยบอกว่า หากใครออกมาชุมนุม กรณีศาลตัดสินนายกฯ 8 ปี ว่า จะไปแจ้งความกลับ เลยต้องออกมาสั่งสอนซะหน่อย เพราะร้องเยอะเหลือเกิน นายศรีสุวรรณ บอกว่า การออกมาชุมนุมขับไล่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เพราะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็มีการฝืนตลอด การชุมนุมไล่รัฐบาล เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ซึ่งตนไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด ตนก็ไปร้องเรียนผู้ที่กระทำการดังกล่าว พอมีคนมาให้ท้าย ตนก็เลยบอกไปว่า ใครชุมนุมก็จะร้องเรียนตามกฎหมาย
ซึ่งจริงๆ กลุ่มคนเหล่านี้สามารถแสดงออกได้หลายช่องทาง อาทิ ฝ่ายค้านที่ไปยื่นตรวจสอบ ส่วนประชาชน หากเห็นอะไรไม่ถูกต้อง ก็ไปร้องเรียนตามกฎหมายได้ ไม่ใช่ว่า ไม่พอใจก็ไปชุมนุมตามถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ก็ประกาศแล้วว่า หากจะชุมนุมก็ไปจัดในที่ที่จัดไว้ให้ ซึ่งกรณีนี้ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะจัดในที่ที่เตรียมไว้ให้ แต่ถ้าลงถนน ตนเป็นนักกฎหมาย ตนก็ต้องร้องเรียน
เมื่อถามว่า ทำไมคิดว่าเขาตั้งใจ นายศรีสุวรรณ มองว่า อาจจะต้องการแสดงศักยภาพ เพราะหลังก่อเหตุก็ไปโพสต์ ไลฟ์สด แล้วขอรับบริจาคเงินจากกลุ่มแนวร่วม ซึ่งก็เป็นผลประโยชน์ของเค้า
คิดอย่างไรกับคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย กับกรณีที่เกิดขึ้น นายศรีสุวรรณ มองว่า เป็นเรื่องปกติที่คนจะสะใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับตน ขณะที่บางคนก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งในตัวเอง สนับสนุนประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมกลับมาใช้กำลัง นั่นคือการประจานตัวเอง คำว่า ประชาธิปไตย มาบังหน้าไว้เท่านั้น ซึ่งตนเชื่อว่า คิดว่าเค้าวางแผนไว้แล้ว
นอกจากนี้ นายศรีสุวรรณ ยังบอกด้วยว่า ตนไม่มีรายได้จากการฟ้องร้องในเรื่องต่างๆ แต่คนที่ตนเข้าไปช่วยนั้นมักมีสินน้ำใจให้ ให้เป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร แต่ไม่มีอาชีพอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย หรือทำธุรกิจอื่นๆ ตนทำอาชีพฟ้อง และร้องอย่างเดียว คดีความตนต้องขึ้นศาลเกือบทุกวัน แต่ไม่เป็นข่าว ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่ใช่ทนายความ แต่ตนเป็นนักกฎหมาย
พร้อมยืนยันว่า ตนก็ร้องเรียนทุกรัฐบาลอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เจอกับตนเองวันนี้นั้น ตนมองว่า ความขัดแย้งเกิดมาตลอด จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับสังคมจะช่วยกันประคับประคอง และอยากให้เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐาน จึงต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนคนนี้ ยืนยันไม่เจรจา ไม่ไกล่เกลี่ย ไม่เจอกัน อุดมการณ์ไม่ตรงกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมาเจอกัน
อย่างไรก็ตาม สามารถติดตามรายการ "เปิดปากกับภาคภูมิ" พร้อมกันได้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32.