ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลวิจัย "ฝีดาษลิง" สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนจากการร่วมเพศทางทวารหนักได้โดยไม่แสดงอาการ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2565 แฟนเพจ Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความว่า งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์จาก "ประเทศเบลเยียม" บ่งชี้ว่าไวรัสฝีดาษลิงสามารถแพร่ติดต่อจากการร่วมเพศทางทวารหนักได้โดยไม่แสดงอาการ (Asymptomatic infection) โดยพบร้อยละ 1.3

งานวิจัยเรื่องนี้ได้อัปโหลดขึ้นแชร์บนฐานข้อมูล medRxiv รอการพิจารณาจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-Review) เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ De Baetselier, I. et al. (2022). Asymptomatic Monkeypox Virus Infections Among Male Sexual Health Clinic Attendees in Belgium. medRxiv. doi:

https://doi.org/10.1101/2022.07.04.22277226  https://www.medrxiv.org/con.../10.1101/2022.07.04.22277226v1 

การระบาดฝีดาษลิงก่อนปี 2017 ในทวีปแอฟริกา พบว่าผู้ติดเชื้อทั้งหมดจะมีการแสดงอาการ 100% ดังนั้นการแยกตัวผู้ป่วยที่มีอาการ (ตุ่มแผล) ออกจากชุมชนจะทำให้การแพร่เชื้อสิ้นสุดลง แต่การระบาดของไวรัสฝีดาษลิงล่าสุดนอกทวีปแอฟริกาแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

โดยขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อยืนยันมากกว่า 14,000 ราย เสียชีวิต 5 ราย (เสียชีวิต 0.03% หรือ 3 ในหมื่น) ซึ่งส่วนใหญ่การระบาดเกิดขึ้นในหมู่ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ถึงร้อยละ 98 ในลักษณะของกามโรค โดยพบอาการหลายอย่างที่เกี่ยวข้องทวารหนักและอวัยวะสืบพันธุ์ โดยผู้ป่วยบางรายมีอาการไม่รุนแรง

...

ทีมนักวิจัยจากเบลเยียมได้นำตัวอย่างจากการสวอปบริเวณ “ทวารหนัก/คอหอย” ที่จัดเก็บด้วยตนเองจากชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (self collected anorectal swab) ที่มารับการตรวจกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่คลินิกสุขภาพทางเพศในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 จำนวน 225 ราย มาตรวจหาไวรัสฝีดาษลิงด้วยเทคนิค PCR พบ 4 รายที่ให้ผลบวก หนึ่งรายแสดงอาการอีกสามรายมีการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ คิดเป็นร้อยละ 1.3

ในจำนวนผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการทั้ง 3 ราย ไม่มีผู้ใดได้เคยรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ ทั้งหมดมีอายุ 30-50 ปี และมีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (human immunodeficiency virus) ภายใต้การควบคุมที่ดีจากการใช้ยาต้านไวรัส และมีประวัติติดโรคทางเพศสัมพันธ์หลายครั้งในอดีต

ชายทั้ง 3 ถูกติดต่อให้มาตรวจหาไวรัสฝีดาษลิงซ้ำ ด้วยการสวอปบริเวณ “ทวารหนัก/คอหอย และส่งตรวจ PCR ภายใน 37 วันนับจากการเก็บตัวอย่างแรก ผลตรวจเป็นลบ

จากการสืบสวนโรคจากชายทั้ง 3 ตั้งแต่ 2 เดือนก่อน และ 3 สัปดาห์หลังจากการสวอปตัวอย่างจากทวารหนักครั้งแรก ทุกคนเคยมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับชายในช่วงก่อนการสวอปตัวอย่างครั้งแรก แต่ไม่มีคู่ของรายใดที่มีอาการฝีดาษลิง

ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไวรัสฝีดาษลิงสายพันธุ์ที่ระบาดล่าสุดนอกทวีปแอฟริกา (B.1) ในผู้ติดเชื้อบางรายมีการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ (Asymptomatic infection) ผู้ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจจะไม่มีตุ่มแผลปรากฏตามตัวและใบหน้าให้เห็น แต่พบปริมาณไวรัสสูง (high viral load) บริเวณเยื่อบุทวารหนัก (anorectal mucosa)ได้ และอาจเป็นตำแหน่งสำคัญแพร่เชื้อได้เช่นเดียวกับการสัมผัสกับตุ่มแผลที่ผิวหนังในผู้ป่วยที่มีอาการ (symptomatic infection)

“งานวิจัยนี้จะสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าไวรัสฝีดาษลิงสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนจากการร่วมเพศทางทวารหนักได้โดยไม่แสดงอาการ”

หากเป็นเช่นนั้น ในกรณีการระบาดของไวรัสฝีดาษลิงในปัจจุบัน การแพร่เชื้อแบบไม่แสดงอาการจะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการแพร่เชื้อที่แสดงอาการ (ตุ่มแผล) คณะผู้วิจัยได้สรุปว่าการกักตัวเฉพาะผู้ที่แสดงอาการเพียงกลุ่มเดียว จึงอาจไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะหยุดการระบาดของไวรัสฝีดาษลิงสายพันธุ์ B.1 ที่มีการระบาดนอกทวีปแอฟริกา การใช้ถุงยางอนามัยในผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ อาจช่วยลดการติดเชื้อฝีดาษลิงที่ระบาดนอกทวีปแอฟริกาได้

งานวิจัยนี้ยังไม่ได้ผ่าน Peer-Review และเป็นงานวิจัยแรกที่แสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงสามารถมีการติดเชื้อแบบไม่มีอาการได้ จึงควรได้รับการทำซ้ำกับตัวอย่างส่งตรวจที่จำนวนมากขึ้น จากทีมวิจัยอื่นทั่วโลก.