พ่อค้าแต่งชุดมาสคอตไดโนเสาร์เร่ขายขนม ยอมรับเห็นคลิปแล้วอันตรายจริง เตรียมปรับเปลี่ยนวิธีการขายใหม่ ด้าน ตร.ยืนยันต้องว่ากล่าวตักเตือนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้บนพื้นผิวจราจร

จากกรณีพ่อค้าสวมชุดมาสคอตเป็นไดโนเสาร์ เร่ขายขนมบริเวณแยกหัวถนน ตำบลศาลามีชัย อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จนถูกบันทึกภาพ และร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากเกรงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากชุดไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ซึ่งหลังจากที่ภาพถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้เข้ายุติปัญหาว่ากล่าวตักเตือนกลุ่มผู้ขายสินค้าบนผิวจราจร และให้มีการแก้ไขเพื่อสร้างความปลอดภัยกับผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ขาย

ล่าสุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2565 ผู้สื่อข่าวได้ติดตามค้นหาทีมที่สวมชุดมาสคอตดังกล่าว พบว่าหนึ่งในนั้นคือ นายเอกสิทธิ์ อายุ 43 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ "เอกดากี้" มีบ้านพักอยู่ย่านหัวถนน ตำบลศาลามีชัย อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีทีมการขายในชุดมาสคอตเหล่านี้รวม 5 คน ได้เปิดใจว่าวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตักเตือน เนื่องจากเห็นว่าอันตรายอย่างมากกับการไปขายของกลางถนนด้วยชุดไดโนเสาร์

...

เมื่อตนเองเห็นคลิปแล้วนั้นยอมรับว่าอันตรายจริง คนขายเดินค่อนข้างลำบากจากไดโนเสาร์ที่ตัวใหญ่ และพองลม ต้องขอโทษเจ้าหน้าที่ และขอโทษผู้ใช้รถใช้ถนนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอโอกาสปรับเปลี่ยนวิธีการขายใหม่เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหรือเสี่ยงอันตราย โดยได้สั่งชุดมาใหม่แล้ว อีกราว 5 วันจะสามารถกลับมาขายได้อีกครั้ง

นายเอกสิทธิ์ ยังบอกด้วยว่าเหตุที่สร้างแนวคิดใหม่ปรับเปลี่ยนวิธีการขายนั้น หลังจากสถานการณ์โควิดต้องดิ้นรนต่อสู้ขายของ ตนเองมีทีมอยู่ด้วยกัน 5 คน ได้ขายที่แยกหัวถนนมาระยะหนึ่ง ระยะแรกใส่ชุดสไปเดอร์แมน แต่มีธุระได้หยุดขายไป 4-5 วัน ปรากฏว่ามีกลุ่มใหม่มาขายต่อใส่ชุดเหมือนกัน และขายขนมที่ไม่สามารถรับประทานได้ไป ทำให้เสียชื่ออย่างมาก จนชุดสไปเดอร์แมนขายขนมไม่ได้ จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นไดโนเสาร์ ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง มีรายได้ต่อเดือนถึงหลักแสน ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ และผู้เป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขอน้อมรับและขอปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการว่ากล่าวตักเตือน และได้ให้คำแนะนำความปลอดภัยบนผิวจราจร เนื่องจากชุดไดโนเสาร์ที่สวมใส่นั้นมีขนาดใหญ่กว่าผู้สวมอย่างมาก มีการเป่าลมให้พองตัว มีคนอยู่ภายใน ทำให้เคลื่อนไหวได้ช้า กีดขวางทางจราจร มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ผ่านแยก อาจเกิดลมดูดเสียหลักล้มลงถูกเหยียบถึงแก่ชีวิตได้ง่ายมาก ดังนั้นจึงได้ใช้มาตรการว่ากล่าวตักเตือนไปตามสมควร เพื่อให้มีการแก้ไขและไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน.