กัญชาเสรี..ฟีเวอร์! ใช้ผิดฤทธิ์เป็นโทษ

ข่าว

กัญชาเสรี..ฟีเวอร์! ใช้ผิดฤทธิ์เป็นโทษ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    21 มิ.ย. 2565 06:44 น.

    บันทึก

    นโยบายปลดล็อกกัญชาเสรี ทางการแพทย์ “สร้างปรากฏการณ์ให้ประชาชนตื่นตัว” ตอบรับพากันแห่ซื้อต้นกล้ามาปลูกเต็มบ้านเกลื่อนเมืองกันแล้วโดยเฉพาะในแง่ “ใช้เพื่อเป็นสมุนไพรบำรุงสุขภาพรักษาโรค” ที่ออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ เจริญอาหาร และลดอาการเจ็บปวดที่มีประสิทธิภาพสูง

    แล้วการปลดล็อกพืชกัญชานี้ยังเป็นโอกาสต่อยอดป้อนให้อุตสาหกรรมยา อาหารเครื่องดื่ม เครื่องสำอางสร้างรายได้ให้ “เกษตรกรผู้ปลูก” ที่ไม่ต้องขออนุญาตเพียงจดแจ้งผ่าน “แอปฯปลูกกัญ” แต่ในช่วงระหว่างสุญญากาศที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม “ประชาชน” ต่างขาดองค์ความรู้ใช้กันแบบถูกๆผิดๆ

    ทำให้ช่วงรอยต่อนี้ “หลายฝ่ายเกิดความกังวลการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยไม่เหมาะสม” อาจกลายเป็นอันตรายกับคนที่มีโรคประจำตัว เด็กหรือหญิงตั้งครรภ์ขึ้นได้ง่าย ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรแห่งประเทศไทย บอกว่า

    นับตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน “มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาพืชกัญชาใหม่ๆ” ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงสุขภาพ ระบบสาธารณสุข และด้านการแพทย์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    ด้วยการนำส่วน “ข้อดีของพืชกัญชา” อันสามารถตอบโจทย์แก่โรคที่ไม่มียารักษา และช่วยส่งเสริมเชิงสุขภาพอีกมากมาย ทำให้กัญชาเป็นที่ต้องการเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคในอนาคต แม้จะเป็นการเร็วเกินไปที่มีผลสรุปว่า “พืชกัญชาสามารถช่วยบำรุงรักษาสุขภาพได้จริงหรือไม่” แต่ก็มีทิศทางแนวโน้มที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ประการนี้ทำให้ “กัญชาเป็นพืชที่น่าสนใจ” ถ้ามีการศึกษาเป็นระบบโอกาสพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจก็เป็นไปได้ไม่ยาก ที่เข้ามาใช้ประโยชน์เป็นยารักษาผู้ป่วยระยะท้ายระดับประคับประคอง เช่น โรคมะเร็ง ไตวาย และโรคอื่นๆ เพราะที่ผ่านมามักรักษาตามอาการ เช่น ปวดก็ให้มอร์ฟีน ยานอนหลับ กินข้าวไม่ได้ก็ให้ยาช่วยเจริญอาหาร

    แต่พอ “ผู้ป่วยได้ยากัญชา” อันมีสรรพคุณหลากหลาย “คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น” ไม่เป็นภาระต่อญาติมากเกินไป แม้แต่ “โรคพาร์กินสัน” ที่ส่งผลให้เกิดอาการสั่น เสียการทรงตัว โดยปัจจุบันเริ่มมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ใช้ยาแผนปัจจุบันที่คุมอาการได้น้อย แต่เมื่อผู้ป่วยบางคนหันมาใช้สาร CBD อาการสั่นก็หายดีขึ้นตามลำดับ

    ด้วยปัจจุบัน“กัญชาเสรีทางการแพทย์เป็นเรื่องใหม่” ทำให้ประชาชนบางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายประเด็นจนเสี่ยงต่อการนำไปใช้ไม่ถูกวิธี เพราะด้วย“กัญชาและกัญชงเป็นพืชชนิดเดียวกัน” ตามพฤกษศาสตร์เรียกพืชตระกูลนี้ว่า Cannabis sativa แต่มักปรับสร้างสาร THC และ CBD ตามภูมิอากาศในแต่ละประเทศ

    โดยหลักธรรมชาติ “กัญชา” ถ้าปลูกในภูมิภาคอากาศร้อนมักมี “สาร THC (สารเมา) มากกว่า CBD (สารต้านเมา)” แต่หากปลูกในต่างประเทศมีภูมิอากาศเย็น แสงน้อย “การผลิตสาร CBD จะมากกว่า THC” ดังนั้น “กัญชา-กัญชง” เป็นพืชชนิดเดียวกันเพียงแต่บางคนเข้าใจกันว่าเป็นพืชมีลักษณะต่างชนิดกัน

    เช่นนี้เวลา “ประชาชน” จะนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ต้องปักหมุดเลยว่า “จะใช้เพื่อประโยชน์ด้านใด” ถ้าใช้กรณีโรคทางสมองควรเป็น “สารสกัด CBD” แต่หากเป็นโรคระยะสุดท้ายระดับประคับประคองกินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องเน้น “สารสกัด THC” ดังนั้น การใช้กัญชารักษาโรคเป็นสิ่งใหม่ต้องติดตามประเมินกันใกล้ชิดต่อไปอีก

    ตอกย้ำด้วย “ผลการศึกษากัญชาพบสารสำคัญมากกว่า 500 ชนิด” ทำให้เป็นพืชมีความซับซ้อนในการนำไปใช้เพื่อการรักษาโรค เช่นกรณีใช้ยากัญชารักษาโรคมะเร็ง มักปรากฏพบบางสัดส่วนของสาร THC และ CBD สามารถช่วยระงับให้เซลล์มะเร็งเล็กลงได้ แต่ในบางสัดส่วนก็ทำให้เซลล์มะเร็งขยายใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน

    ฉะนั้น ในวันนี้ “การใช้ยากัญชาลดเซลล์มะเร็ง” ยังมีผลการศึกษาไม่มากพอสรุปชัดเจนได้ ยกเว้นกรณีผู้ป่วยมะเร็งลุกลามทั่วร่างกายระยะสุดท้าย เมื่อใช้ยากัญชาเข้าไปจับตัวสารกัญชาผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย ที่เรียกว่า “เอนโดแคนนาบินอยด์ (endocannabinoid)” ที่แทรกอยู่ในระบบส่วนต่างๆของร่างกาย

    พูดง่ายๆ ก็คือกัญชามีในตัวทุกคนอยู่แล้ว “ไม่ว่าจะเสพกัญชาหรือไม่เสพ ก็ตาม” อันจะคอยทำหน้าที่ปรับสมดุลการเรียนรู้ เคลื่อนไหว ความจำ ตัดสินใจ และระบบเผาผลาญ ในส่วนพืชกัญชามีสารสำคัญ 3 กลุ่ม คือ สารแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) สารเทอร์ปีน (Terpenes) สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)

    ฉะนั้น ถ้ามีอาการป่วยใช้ยากัญชาจะช่วยบรรเทารักษาบางโรคได้ แต่หากผู้นั้นไม่มีอาการป่วยสารกัญชาในร่างกายมักอยู่ระดับปกติ แล้วเมื่อใช้ยาเข้าไปเพิ่มปริมาณมากเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงตามมาก็ได้

    ย้ำสรุปง่ายๆ “สารสกัด THC” ใช้ประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร มีอาการปวดจากความผิดปกติระบบประสาท ในส่วน “สารสกัด CBD” ใช้ประโยชน์เกี่ยวกับโรคทางสมอง เช่น โรคความจำ ต้านลมชัก โรคผิวหนังอักเสบ สะเก็ดเงิน โรคพาร์กินสัน

    ยิ่งปัจจุบันมีผลวิจัยในต่างประเทศ “ด้วยการนำสาร THC และ CBD ผสมกัน” ทำให้เกิดสัดส่วนสารจำเพาะขึ้นมาใหม่ สามารถใช้รักษาโรคได้หลากหลายยิ่งขึ้น ฉะนั้น ในอนาคตหากต้องใช้กัญชารักษาโรคอาจต้องพิจารณาสายพันธุ์ที่มีข้อมูลสารสำคัญให้ชัดเจน เพื่อตอบสนองกระบวนการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    เพราะมนุษย์มีสารกัญชาเกิดตามธรรมชาติในร่างกายปริมาณต่างกัน แล้วเมื่อใช้ยากัญชารักษาโรคมักเกิดปฏิกิริยาตอบสนองได้ผลไม่เท่ากันด้วย สิ่งนี้เป็นข้อจำกัดความยากการใช้กัญชาที่มีความหลากหลายของสารสำคัญในแต่ละสายพันธุ์กัญชา เพราะบางคนมีอาการป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่อาจใช้สายพันธุ์รักษาต่างกันด้วยซ้ำ

    เหตุนี้การที่ “ประชาชน” นำกัญชาไปใช้ด้วยตัวเองควรเป็นกรณีโรคง่ายๆ บรรเทาอาการ หากผู้ป่วยใช้สายพันธุ์ใดได้ผลไม่ควรเปลี่ยนสายพันธุ์ใหม่ เพราะอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้

    เรื่องนี้มีข้อกังวลต่อ “ผู้ใช้กัญชา” หากไม่มีข้อบ่งชี้ใช้แล้วมีประโยชน์มากกว่าเกิดโทษ “ไม่ควรใช้ในเด็กต่ำกว่า 20 ปี” เพราะส่งผลต่อสมองพัฒนาการช้า เช่นเดียวกับ “กลุ่มสตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร” สารเคมีในกัญชามักผ่านรก หรือการให้น้ำนมไปยังทารกส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองเด็กได้เหมือนกัน

    อีกทั้ง “กลุ่มผู้ป่วยจิตเวช” กัญชามักกระทบต่อสมองเสี่ยงอาการทางจิตเวชย่ำแย่ “กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ” ที่มีอาการกำเริบบ่อย ปวดเค้นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ถ้าใช้กัญชาจะเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดได้ “กลุ่มใช้ยาวาร์ฟาริน (Warfarin)” เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด “สาร THC” อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษขึ้น

    ประเด็น “ความน่ากลัวของการใช้กัญชา” แม้ถูกปลดล็อกออกจากรายชื่อยาเสพติดตามกฎหมายแล้ว แต่ถ้าผู้ป่วยใช้ยากัญชาต่อเนื่อง ก็มักมีพฤติกรรมอาการต้องการเพิ่มขนาดการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกว่า “การพึ่งพิงกัญชา” จนกระทั่งถึงระดับการใช้ยาสูงเกินไป ทำให้เกิดความเป็นพิษกระทบต่อร่างกายได้ง่าย

    สิ่งนี้เป็นสาเหตุ “การติดกัญชา” เพราะด้วยคุณสมบัติปรับอารมณ์ต่อผู้ใช้ให้เกิดความสุข อย่างเช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย “มีอาการเจ็บปวดรุนแรง” เมื่อใช้กัญชา ฤทธิ์ยาสามารถทำให้ทนความเจ็บปวดได้ และแถมกินข้าว นอนหลับดีอีก “เสมือนใช้กัญชาแล้วมีความสุข” ทำให้ผู้ป่วย อยากเพิ่มขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ

    ยิ่งกว่านั้น “การสูบกัญชา” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามมักต้อง “สูดดมควันกัญชาเข้าปอด” ก่อนถูกดูดซึมสู่กระแสเลือดวิ่งเข้าไปจับตัวสารรับกัญชาในสมอง “ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” ผลวิจัยทั่วโลกออกมาในทำนองเดียวกันคือ “ผู้ใช้กัญชาโดยเฉพาะเยาวชน” ทำให้พัฒนาการทางสมองล่าช้าผิดปกติ

    อย่างที่บอกไปแล้วว่า “กัญชา” ในระยะแรกๆ มักมีลักษณะกระตุ้นให้ร่าเริงแจ่มใส อารมณ์ดีแฮปปี้มีความสุข แต่หลังจากนั้น “จะออกฤทธิ์กดประสาท” สุดท้ายนำไปสู่อาการหลงผิด หวาดระแวง หูแว่ว เห็นภาพหลอน สิ่งนี้มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ดังนั้น “ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน” ถ้าไม่อยู่ภายใต้การดูแลแพทย์ ไม่ควรใช้เด็ดขาด

    นี่คือ “สรรพคุณของพืชกัญชา” ที่กำลังเป็นเทรนด์ทางเลือกใหม่ “ด้านสุขภาพ” แต่ถ้าใช้ผิดวิธีฤทธิ์ของพืชชนิดนี้มักย้อนกลับมา “ทำร้ายตัวเอง” กลายเป็นอันตรายร้ายแรงเกินกว่าที่คิดด้วยซ้ำ.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    หนุ่ม 18 เสพกัญชาเกินขนาดวูบหมดสติ
    01:35

    หนุ่ม 18 เสพกัญชาเกินขนาดวูบหมดสติ

    ApplicationMy Thairath

    วันพฤหัสที่ 18 สิงหาคม 2565 เวลา 02:28 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์