- ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน "ฝีดาษลิง" ในประเทศไทย
- เปรียบเทียบอาการทางผิวหนัง "โรคฝีดาษลิง" กับ "โรคติดต่อจากเชื้อไวรัสอื่นๆ" เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
- หากมีอาการดังกล่าว เเนะนำให้รีบมาพบเเพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที
ยังคงเป็นสถานการณ์ที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำหรับการแพร่ระบาดของ "โรคฝีดาษลิง" (Monkey pox) แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทย แต่ "กระทรวงสาธารณสุข" ก็ต้องออกมาให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับตัวโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนได้รู้เท่าทันโรคฝีดาษลิง
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า "ฝีดาษลิง" เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์ มีอาการแสดงในมนุษย์คล้ายคลึงกับฝีดาษหรือไข้ทรพิษ โดยโรคฝีดาษลิง มีรายงานอุบัติการณ์เกิดการระบาดในประเทศแถบทวีปแอฟริกา เนื่องในปัจจุบันมีการเดินทางข้ามทวีป ทำให้เกิดการระบาดของโรคฝีดาษลิงในยุโรป หรืออเมริกา
...
สำหรับ "โรคฝีดาษลิง" มีการรายงานครั้งแรกในมนุษย์เมื่อปี 1970 โดยอาการของโรคฝีดาษลิง พบว่า มีไข้, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ปวดหลัง, ต่อมน้ำเหลืองโต นำมาก่อน ตามด้วยอาการแสดงทางผิวหนัง ได้แก่ เป็นแผลในปาก ตามด้วยผื่นแดง, ตุ่มแดง, ตุ่มน้ำที่อาจมีรอยบุ๋มเล็กๆ ตรงกลาง ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง และตกสะเก็ด โดยตุ่มน้ำที่เกิดขึ้น อาจเกิดได้ตั้งแต่ 2-3 ตุ่ม ไปจนถึงเกิดได้มากกว่า 100 ตุ่ม
เมื่อเปรียบความแตกต่างของ "โรคฝีดาษลิง" และ "โรคติดต่อจากเชื้อไวรัสอื่นๆ" ที่พบรอยโรคเป็นตุ่มน้ำ อาทิ ไข้ทรพิษ, เริม, สุกใส และงูสวัด โรคที่แยกจากฝีดาษลิงได้ยากที่สุด คือ "ไข้ทรพิษ" หรือ "ฝีดาษ" ซึ่งมีอาการนำคล้ายกันคือ มีไข้, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ปวดหลัง แต่ในฝีดาษลิงมักพบต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย
ขณะที่ ไข้ทรพิษ มักมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน, ปวดท้องได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับโรคติดเชื้อจากไวรัสอื่น เช่น โรคสุกใส จะพบว่าลักษณะของอาการแสดงทางผิวหนัง จะมีความคล้ายคลึงกันกับโรคฝีดาษลิง โดยเริ่มจากเป็นผื่นแดงเล็กๆ ก่อนกลายเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส และตุ่มหนองที่กระจายทั่วตัวตามลำดับ แต่ในฝีดาษลิงและไข้ทรพิษ รอยโรคแต่ละระยะนั้น จะเริ่มจากผื่นแดงเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส และตุ่มหนอง ก่อนจะตกสะเก็ด รอยโรคจะอยู่ในระยะเดียวกัน
ส่วน "โรคสุกใส" รอยโรคแต่ละตำแหน่งจะมีการเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ทำให้ผู้ป่วยอาจจะพบรอยโรคในทุกระยะในเวลาเดียวกันได้ ขณะที่โรคติดเชื้อไวรัสอื่น ที่มีอาการแสดงทางผิวหนังเป็นตุ่มน้ำ เช่น "งูสวัด" และ "เริม" รอยโรคมักจะไม่มีการกระจายตัวไปทั่วร่างกาย โดยงูสวัดจะอยู่ในแนวของเส้นประสาท และเริมมักมีรอยโรคเป็นกลุ่มในบริเวณเล็กๆ เท่านั้น จึงมีความแตกต่างจากโรคฝีดาษลิง
"กรณี โรคฝีดาษลิง ที่มีรอยโรคเล็กน้อย ในบริเวณแคบๆ ที่ไม่กระจายตัว อาจจะแยกได้ยากจากโรคกลุ่มนี้ ทำให้ต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติม และการแยกชนิดเชื้อด้วยวิธีการพิเศษทางห้องปฏิบัติการ"
สำหรับโรคที่มาจากการติดเชื้อไวรัสที่ออกผื่น เช่น หัด, หัดเยอรมัน, ไข้เลือดออก ลักษณะอาการทางผิวหนัง มักจะเป็นผื่นแดง การพบตุ่มน้ำนั้นเกิดได้น้อยมาก ทำให้สามารถแยกโรคจากโรคฝีดาษลิงได้ หากมีอาการดังกล่าว แนะนำให้รีบมาพบเเพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยเเละรับการรักษาจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที
เทียบความแตกต่างระหว่าง "โรคฝีดาษลิง" กับ "โรคติดต่อจากเชื้อไวรัสอื่นๆ"
- โรคฝีดาษลิง
เชื้อก่อโรค คือ Pox virus มีระยะฟักตัว 7-21 วัน สามารถติดต่อทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง, รอยโรค และละอองฝอยจากทางเดินหายใจ โดยติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ และติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์
สำหรับอาการนำ คือ มีไข้, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ปวดหลัง, ต่อมน้ำเหลืองโต โดยจะมีอาการแสดงทางผิวหนัง คือแผลในปาก ตามด้วยผืนแดง, ตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ โดยตุ่มน้ำอาจมีรอยบ่มเล็กๆ ตรงกลางและกลายเป็นตุ่มหนองแล้วจึงจะตกสะเก็ด ซึ่งรอยโรคจะอยู่ในระยะเดียวกัน
วิธีการรักษา เป็นแบบประคับประคอง และการรักษาตามอาการยา tecovirimat (อยู่ระหว่างการศึกษา)
- โรคไข้ทรพิษ
เชื้อก่อโรค คือ Pox virus มีระยะฟักตัว 7-17 วัน สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง, รอยโรค และละอองฝอยจากทางเดินหายใจ โดยติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์
สำหรับอาการนำ จะมีไข้สูง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, ปวดหลัง, เจ็บคอ, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง โดยอาการแสดงทางผิวหนัง คือเป็นแผลในปากและคอหอย ตามด้วยผื่นแดง, ตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ โดยตุ่มน้ำอาจมีรอยบ่มเล็กๆ ตรงกลาง และกลายเป็นตุ่มหนอง แล้วจึงจะตกสะเก็ด ซึ่งรอยโรคจะอยู่ในระยะเดียวกัน และมักทิ้งรอยแผลเป็น
วิธีการรักษา ใช้แบบประคับประคองและการรักษาตามอาการ โดยใช้ยา tecovirimat (รับรองจาก USFDA)
- โรคเริม
เชื้อก่อโรค คือ Herpes simplex virus ใช้ระยะฟักตัว 3-7 วัน สามารถติดต่อกัน จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง, การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์
สำหรับอาการนำ คือ เจ็บ, ปวดแสบร้อน และคันบริเวณตำแหน่งที่จะเกิดรอยโรค ปวดเมื่อยเนื้อตัว เบื่ออาหาร อาจพบมีไข้, ปวดศีรษะ, ต่อมน้ำเหลืองโต ในผู้ป่วยบางราย ส่วนอาการแสดงทางผิวหนัง คือจะมีตุ่มแดง และตุ่มน้ำที่เจ็บบนพื้นแดง อาจจะมีรอยบ่มเล็กๆ ตรงกลาง ต่อมากลายเป็นตุ่มหนอง และเป็นแผลหรือแผลถลอกตกสะเก็ด โดยรอยโรคจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มไม่กระจายตัว
วิธีการรักษา ใช้แบบตามอาการ ร่วมกับยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, famciclovir และ valacyclovir
- โรคสุกใส
เชื้อก่อโรค คือ Varicella zoster virus ใช้ระยะฟักตัว 11-20 วัน สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง, รอยโรค และละอองฝอยจากทางเดินหายใจ โดยติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์
สำหรับอาการนำ จะมีไข้, ปวดเมื่อยเนื้อตัว, ปวดกล้ามเนื้อ, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ ส่วนอาการแสดงทางผิวหนัง คือ แผลในปากและคอหอย ตามด้วยผื่นแดง, ตุ่มแดง, ตุ่มน้ำ, โดยตุ่มน้ำอาจมีรอยบ่มเล็กๆ ตรงกลาง และต่อมากลายเป็นตุ่มหนองแล้วจึงจะตกสะเก็ด ซึ่งพบรอยโรคได้หลายระยะในเวลาเดียวกัน ทั้งยังมีโอกาสทิ้งรอยแผลเป็นหลังหาย
วิธีการรักษา คือรักษาตามอาการ ร่วมกับยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, famciclovir และ valacyclovir
- โรคงูสวัด
เชื้อก่อโรค คือ Varicella zoster virus วิธีการติดต่อมักเกิดจากการเป็นโรคสุกใสมาก่อน และมีเชื้อหลบที่ปมประสาท จะแสดงอาการภายหลัง โดยสารคัดหลั่งของผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้
สำหรับอาการนำ จะเจ็บ, ปวดแสบร้อนบนตำแหน่งที่จะเกิดรอยโรคอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ ส่วนอาการแสดงทางผิวหนัง คือ ตุ่มแดง และตุ่มน้ำบริเวณที่เจ็บ อาจมีรอยบ่มเล็กๆ ตรงกลาง ต่อมากลายเป็นตุ่มหนองและแผล หรือแผลถลอกตกสะเก็ด โดยรอยโรคอยู่เป็นกลุ่มและมีการกระจายตัวตามแนวของเส้นประสาท
วิธีการรักษา คือรักษาตามอาการ ร่วมกับ ยาต้านไวรัส เช่น acyclovir, famciclovir และ valacyclovir.
ผู้เขียน : กนก โฆษกสุขภาพ
กราฟิก : Anon Chantanant