• เช็กสัญญาณเตือนโรค "มะเร็งปอด" หากมีอาการข้างต้นควรรีบปรึกษาแพทย์
  • เปรียบเทียบ "มะเร็งปอด" กับ "วัณโรค" มักจะมีอาการคล้ายกัน ทำให้แยกโรคได้ยากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรค
  • โรคมะเร็งปอด สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ในปัจจุบันพบว่า "โรคมะเร็งปอด" เป็นหนึ่งในโรคมะเร็ง ที่พบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจจะเกิดจากพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำร้ายสุขภาพทั้งแบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว เช่น การสูบบุหรี่ ได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการตรวจคัดกรองหาโรคในระยะแรกทำได้ยาก ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบเร็วและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สำหรับโรค "มะเร็งปอด" เกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวของปอดเจริญเติบโตผิดปกติอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด โดยเนื้อร้ายนี้สามารถลุกลามและกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะอยู่ในระยะโรคที่รุนแรงแล้ว โดยปัจจุบันยังไม่สามารถบอกถึงสาเหตุของมะเร็งปอดได้ชัดเจนนัก แต่มีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของโรค ได้แก่

...

การสูบบุหรี่

ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่เอง และผู้ใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่ หรือที่เรียกว่า "ควันบุหรี่มือสอง" การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลัก 80-90% เพราะในบุหรี่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง เมื่อสูดควันเข้าไปสารเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในปอดโดยตรงทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด โดยคนที่สูบบุหรี่ 1 ซองต่อวันเป็นเวลา 20 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8–20 เท่า

สารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม

  • สารแอสเบสตอส (asbestos) หรือแร่ใยหิน ที่ถูกนํามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้าง (กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน) อุตสาหกรรมการผลิตท่อน้ำซีเมนต์ กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น ผ้าเบรก ฉนวนกันความร้อน และอุตสาหกรรมสิ่งทอ แร่ใยหินเป็นสารที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ โดยผู้ที่ทำงานในโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหินจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 7 เท่า

  • ก๊าซเรดอน (radon) ก๊าซสารกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการสลายตัวของเรเดียมหรือยูเรเนียม พบได้ในอาคารหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งมักมีดิน หิน หรือทรายที่มีแร่เรเดียมเจือปนมา

  • สารเคมีอื่นๆ เช่น สารหนู ถ่านหิน ที่ผู้ป่วยมักได้รับจากการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม หรือสารพิษจากมลภาวะที่มาจากท่อไอเสียของยานพาหนะ

  • ฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นละอองจิ๋วขนาดเล็กที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียง 2.5 ไมครอน ที่ไม่สามารถมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้นถึง 1–1.4 เท่า โดยเมื่อฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการอักเสบ และมีการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งปอดขึ้นได้

  • อายุที่มากขึ้น อวัยวะรวมถึงเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะยิ่งทำงานเสื่อมสภาพลง โดยผู้ที่เสี่ยงจะเป็นมะเร็งปอดมากที่สุด จะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่

  • พันธุกรรม ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

"มะเร็งปอด" มีกี่ชนิด

สำหรับ มะเร็งปอด แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ ขึ้นกับชนิดของเซลล์ ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้โดยการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา โดยมะเร็งปอดแต่ละชนิดจะมีวิธีการรักษา และพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันออกไป

1. มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบได้บ่อยกว่า สามารถแบ่งเป็นชนิดเซลล์ได้อีกหลายชนิด เช่น adenocarcinoma, squamous cell carcinoma ซึ่งชนิดของเซลล์จะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันเล็กน้อย

2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) เป็นมะเร็งปอดชนิดที่พบได้น้อยกว่า แต่เป็นชนิดที่ตอบสนองได้ดีต่อยาเคมีบำบัดและการฉายแสง

อาการของ "โรคมะเร็งปอด"

มะเร็งปอดส่วนใหญ่ มักจะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก แต่จะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิดโรคเมื่อมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากขึ้น และอาการจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ตำแหน่งของก้อนที่เกิดขึ้น โดยอาการที่พบได้ ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง 50-75%

  • ไอมีเสมหะปนเลือด ไอมีเลือดสด 25-50%

  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก 25%

  • เจ็บหน้าอก 20%

  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยหาสาเหตุไม่ได้

  • หายใจมีเสียงดังผิดปกติ

  • เสียงแหบ

สำหรับอาการเหล่านี้ พบได้ในโรคอื่นๆ แต่หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

เปรียบเทียบ "มะเร็งปอด" กับ "วัณโรค"

อาการไอแล้วมีเลือดปน เป็นอาการหนึ่งของโรคมะเร็งปอด ซึ่งอาการนี้ สามารถพบได้ในผู้ป่วยวัณโรคเช่นกัน ซึ่งผู้ป่วยวัณโรค มักจะมีอาการไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด นอกจากนี้ ผู้ป่วยทั้งสองโรคนี้ก็มักจะมีอาการเหนื่อยง่ายร่วมด้วย ทำให้การแยกโรคมะเร็งปอดและโรควัณโรคออกจากกันได้ยากจากอาการดังกล่าว ดังนั้นหากมีอาการไอเรื้อรัง มีเลือดปน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งปอด

การวินิจฉัยมะเร็งปอด ต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยการตรวจชิ้นเนื้อ ซึ่งการตรวจชิ้นเนื้อจะเกิดขึ้นได้ เราต้องตรวจพบก้อนเนื้อที่ผิดปกติในปอดให้เจอก่อน โดยถ้าเราตรวจเจอก้อนเนื้อที่ผิดปกติตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม การรักษามะเร็งปอดในระยะแรกด้วยการผ่าตัดสามารถหายขาดได้เลย

สำหรับการตรวจ x-ray ปอด อาจไม่ใช่วิธีการคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่ดีนัก เพราะกว่า x-ray ปอดจะตรวจพบความผิดปกติ ก็มักจะเป็นก้อนที่ค่อนข้างใหญ่ หรือลุกลามไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถทำการรักษาโดยการผ่าตัดให้หายขาดได้ โดยการตรวจคัดกรองที่แนะนำ คือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (low-dose CT lung scan) ซึ่งเป็นการตรวจที่ใช้ปริมาณรังสีน้อย และใช้เทคนิคการเก็บภาพแบบ 3 มิติ มีความละเอียดมากกว่าเอกซเรย์ธรรมดามาก ทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติต่างๆ ภายในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ใช้วิธีดังกล่าว เป็นมาตรฐานในการคัดกรองโรคมะเร็งปอด ซึ่งจะได้ประโยชน์สูงสุดในกลุ่มคนไข้ที่มีความเสี่ยง นั่นคือ อายุมากกว่า 55 ปี มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 30 pack years (pack years = จำนวนบุหรี่ที่สูบใน 1 วัน x จำนวนปีที่สูบบุหรี่) และเลิกสูบบุหรี่มาไม่เกิน 15 ปี ถึงแม้ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าหากมีอาการหรือแพทย์สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอด แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography scan: CT scan)

  • การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (positron emission tomography scan: PET scan)

  • การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI)

  • การส่องกล้องหลอดลมปอด (bronchoscopy)

  • การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจหาชนิดของมะเร็ง (biopsy)

วิธีการรักษามะเร็งปอด

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว การรักษาจะขึ้นอยู่กับ ชนิดของมะเร็ง ระยะของมะเร็ง และความแข็งแรงของผู้ป่วย ซึ่งทางเลือกการรักษาในปัจจุบันมีความทันสมัยขึ้นมาก ทั้งการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) การรักษาด้วยการฉายแสง (radiotherapy) และการใช้ยาแบบจำเพาะเจาะจง (targeted therapy) โดยแพทย์จะตัดสินใจร่วมกับคนไข้และครอบครัว เพื่อเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน

เล่ามาทั้งหมด คงรู้แล้วว่าสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งปอดคือ การสูบบุหรี่ รวมถึงสารพิษและมลภาวะที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการงดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่มือสอง และที่สำคัญคือ การตรวจคัดกรองสุขภาพปอดอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษามะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และผู้ป่วยก็มีโอกาสหายจากโรคมะเร็งปอด ลดอัตราการเสียชีวิตได้อีกด้วย.

ผู้เขียน : กนก โฆษกสุขภาพ

กราฟิก : CHONTICHA PINIJROB, Anon Chantanant