หมอนิธิพัฒน์ เผยผู้ป่วยโควิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น คาดเป็นผลของไฟลามทุ่งจาก กทม. ไปที่อื่น ชี้ผู้ป่วยหนักส่วนใหญ่เป็นผลจากโรคพื้นฐาน ไม่ได้รับวัคซีน มากกว่าความรุนแรงจากโอมิครอน BA.2
วันที่ 25 มี.ค. 2565 รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อคาวามว่า ยังขึ้นไปกันต่อสำหรับยอดผู้ป่วยอาการรุนแรง ทำให้หมุดหมายที่จะเห็นสถิติตรงนี้เริ่มลดลงในวันพรุ่งนี้อาจไม่เป็นจริงเสียแล้ว น่าจะเป็นผลของไฟลามทุ่งออกไปจากกทม.และปริมณฑลถึงทั่วทุกหัวระแหง และผู้ป่วยหนักส่วนใหญ่ก็เป็นผลจากโรคพื้นฐานและการไม่ได้รับวัคซีน มากกว่าความรุนแรงจากโอมิครอน BA.2 ที่ครองพื้นที่หลักอยู่ในบ้านเราขณะนี้
ประเทศไทยกำลังเตรียมการเช่นเดียวกับหลายประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบการควบคุมโรคและการดูแลรักษาโรคโควิด-19 เยี่ยงโรคติดเชื้อตามฤดูกาลอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก โดยภาคการแพทย์จะแบ่งหน้าที่เป็น 4 ด้านคือ
- ด้านการควบคุมโรคในชุมชนไม่ให้เกิดการระบาดแผ่ไปเป็นวงกว้าง
- ด้านการดูแลรักษาในโรงพยายาลกรณีอาการรุนแรงหรือโรคพื้นฐานอื่นกำเริบ
- ด้านกฎหมายเตรียมการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาเป็น พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ
- ด้านการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมกับประชาชนทั้งช่วงการเปลี่ยนผ่านและช่วงเข้าสู่จุดหมายเต็มตัว
ส่วนหนึ่งของงานภาคการแพทย์คือ ผนวกรวมผู้ติดเชื้อโควิดเข้าไปกับการดูแลผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาล โดยกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ติดเชื้อโควิดในหอผู้ป่วยนั้นๆ ซึ่งจะมีระบบป้องกันบุคลากรและผู้ป่วยอื่นเพื่อให้เพียงพอตามมาตรฐานสำหรับลดโอกาสแพร่กระจายเชื้อ เช่น ผู้ป่วยกระดูกขาหักแต่พบมีการติดเชื้อโควิด ก็ให้รับไว้ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกส่วนพื้นที่เฉพาะ (cohort zone) ทำนองเดียวกันผู้ป่วยอุบัติเหตุทางสมองก็อยู่ในหอผู้ป่วยศัลยกรรม แต่ถ้าผู้ป่วยจำเป็นต้องให้การดูแลรักษาที่เพิ่มการฟุ้งกระจายของละอองลอย (AGPs) หรือมีอาการปอดอักเสบโควิดรุนแรงจนต้องใช้ออกซิเจนไฮโฟลว์ขึ้นไป ก็จะย้ายออกไปดูแลต่อเนื่องในหอผู้ป่วยแยกโรค (isolation ward)
...
พูดง่ายๆ คือ แพทย์ทุกแผนกจะต้องดูแลผู้ป่วยแผนกของตนเองที่ติดเชื้อโควิดได้ในขั้นต้น และถ้าอาการรุนแรงจนกลายเป็นผู้ป่วยโควิด จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์อายุรกรรมรับไม้ไปดูแลต่อในหอผู้ป่วยแยกโรค ส่วนรายละเอียดอื่นของการดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อสู่บุคลากรและคนรอบข้าง ผู้เชี่ยวชาญกำลังระดมสมองกำหนดรายละเอียดตามมาเช่นเดียวกับกฎหมายลูกเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า
สองวันก่อนกล่าวถึงการปรับปรุงแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ฉบับล่าสุดของบ้านเราไปแล้ว สำหรับในประเทศอังกฤษที่มีการออกเอกสารเรื่องการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ (infection prevention and control) เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยผนวกมาตรการรับมือโควิดคู่ไปกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เนื้อหาส่วนหนึ่งได้ก่อให้เกิดความกังวลต่อบุคลากรทางการแพทย์
สำหรับการปรับแนวทางใหม่ในการใช้เครื่องป้องกันตนเอง (PPE) ระหว่างการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล โดยเฉพาะหน้ากากทางการแพทย์ UK Health Security Agency. Infection prevention and control for seasonal respiratory infections in health and care settings (including SARS-CoV-2) for winter 2021 to 2022. Mar 2022.
ในคำแนะนำล่าสุดของเขานั้น ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ใช้หน้ากาก FFP3 (ประสิทธิภาพการกรองอนุภาค 0.3 ไมครอนได้ 99% ถ้าเป็น N95 ได้ 95%) เฉพาะกรณีที่ต้องทำหัตถการที่ทำให้เกิดละอองลอยฟุ้งกระจาย (AGPs)
ส่วนกรณีอื่นๆ ใช้เพียงหน้ากากอนามัยพอ ซึ่งหน่วยงานทางการแพทย์คิดว่าไม่ปลอดภัย เหมือนการถอยหลังเข้าคลองไปยุคที่ไม่เชื่อเรื่องว่าโควิดแพร่ได้ในรูปละอองลอย (airborne) ในบางเงื่อนไข ยิ่งในยุคโอมิครอน BA.2 หรือ BA2.2 ที่แพร่ง่ายทาง short-range aerosols ที่เคยกล่าวถึงไปแล้ว ดังนั้นการดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะใกล้แม้ไม่ได้ทำ AGPs แต่ถ้าผู้ป่วยไอหรือจามมาก การใช้แค่หน้ากากอนามัยน่าจะไม่เพียงพอ บ้านเราเองยังไม่ได้ออกคำแนะนำที่หักหาญน้ำใจคนหน้างานเหมือนบ้านเขา และหวังว่าคงจะไม่ออกมาแบบนั้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่คนหน้างานร่อยหรอจากโควิดเองอยู่แล้ว.
ข้อมูลจาก แฟนเพจ นิธิพัฒน์ เจียรกุล