• กรุงเทพมหานคร คุมเข้ม "โอมิครอน" รณรงค์ฉีดวัคซีน ตรวจ RT-PCR คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แทนตรวจ ATK
  • ยุบ "ไทยร่วมใจ" เปิดให้จองวัคซีนผ่านแอปฯ "QueQ" แทน ฉีดที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)
  • โฆษก กทม. ระบุแม้วัคซีนหลักของ กทม. จะเป็นแอสตราเซเนกา แต่เข็มกระตุ้นจะเป็นไฟเซอร์ เช่นเดียวกับที่ฉีดให้นักเรียน

แม้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ออกมาจากองค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับความรุนแรงของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) หรือการหลบเลี่ยงวัคซีน แต่เนื่องจากที่ผ่านมา เรามีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับโควิด ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลายๆ คน ทำให้รู้ว่า เราประมาทไม่ได้แม้สักวินาทีเดียว อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่คนเดินทางท่องเที่ยว บวกกับไทยเริ่มเปิดประเทศ การกลับเข้าไปทำงานในออฟฟิศมากขึ้น หรือแม้แต่การเปิดเรียน On-site ของหลายโรงเรียน 

ซึ่ง กรุงเทพมหานคร เอง ก่อนหน้านี้ เรียกว่า เป็นพื้นที่ที่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมาก รวมถึงมีจำนวนผู้ป่วยที่มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มาจนถึงวันนี้ กรุงเทพมหานคร ได้วางแนวทางในการรับมือ โควิด-19 โอมิครอน อย่างไรบ้าง

...

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำหรับสายพันธุ์โอมิครอน นั้น ทางกรุงเทพมหานครได้ร่วมกับทาง ศบค. สกัดการแพร่ระบาดตั้งแต่การเดินทางเข้าประเทศ โดยเปลี่ยนจากการตรวจ ATK มาเป็นการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ตั้งแต่สนามบิน สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย ขณะที่ สายพันธุ์โอมิครอน เป็นสายพันธุ์ที่ทาง WHO ยังไม่ได้สรุปแน่ชัดว่าจะมีการแพร่ระบาดได้เร็ว อาการรุนแรงมากขึ้น หรือการหลบเลี่ยงวัคซีนได้มากน้อยขนาดไหน แต่อย่างที่มีข้อมูลออกมาว่า สไปค์โปรตีนของสายพันธุ์นี้ มีมากกว่าสายพันธุ์อื่น ดังนั้น มีโอกาสที่จะอันตรายมากกว่าสายพันธุ์อื่น ซึ่งทางกรุงเทพมหานครเอง ได้รณรงค์ในการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด

ตัวเลขล่าสุด สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใน กทม. ซึ่งรวมประชากรแฝง รับวัคซีน เข็ม 1 ไปแล้ว 9,119,054 ราย หรือ 118.44% เข็มที่ 2 จำนวน 8,045,788 ราย หรือคิดเป็น 104.50% เข็มที่ 3 จำนวน 1,118,321 ล้านราย (ข้อมูลจนถึงวันที่ 8 พ.ย. 64) แต่ตอนนี้สิ่งที่เรากังวลค่อนข้างมาก คือ ชาวต่างชาติ ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งขณะนี้ กรุงเทพมหานคร ได้เปิดให้บริการวัคซีนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม ทั้งเข็ม 1, 2 หรือเข็มกระตุ้น


จองฉีดวัคซีนผ่านแอปฯ "QueQ"

สำหรับวิธีการจอง เนื่องจากตอนนี้กรุงเทพมหานคร มีการปิดโครงการ "ไทยร่วมใจ" ไปแล้ว เนื่องจากวัตถุประสงค์ของโครงการในตอนนั้น คือ ต้องการฉีดวัคซีนให้คนหมู่มาก แต่ ณ ปัจจุบัน เป็นการฉีดเก็บตกเท่านั้น ในหนึ่งวัน ฉีดเพียงไม่กี่คน ดังนั้น ความจำเป็นของศูนย์วัคซีนขนาดใหญ่อาจจะน้อยลง แต่เราต้องการศูนย์ที่กระจายวัคซีนไปยังชุมชนต่างๆ มากขึ้น

โดยผู้ที่จะรับวัคซีน สามารถจองได้ผ่านแอปฯ "QueQ" ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. 64 ที่ผ่านมา โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • สแกน QR Code ดาวน์โหลดแอป QueQ
  • เลือก "บริการสาธารณะ"
  • เลือกสถานที่เข้ารับบริการ "กรุงเทพฯ เมืองยิ้ม ปลอดโรคโควิด-19"
  • กรอกข้อมูล เลือกวันที่ และเวลา กดยืนยัน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีน โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ใช้สูตรการฉีดวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

  • เข็มที่ 1 สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19
  • เข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิดใดก็ตามมาแล้ว 1 เข็มจะต้องเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม ตามกำหนดของชนิดวัคซีนเข็มแรก
  • เข็มที่ 3 สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด หรือตามที่ได้รับการจัดสรร
  • เข็มกระตุ้นหลังติดเชื้อ สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และรักษาหายแล้ว 3 เดือนขึ้นไป

สิ่งที่ต้องนำมาในวันฉีดวัคซีน

  • บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรอื่นๆ ที่ใช้ยืนยันตัวตน เช่น PASSPORT
    หลักฐานการจองคิวผ่านแอปฯ QueQ บนมือถือ
  • หลักฐานรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หรือ ใบรับรองแพทย์ว่าเคยติดเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีนเข็มที่ 2, เข็มที่ 3 หรือเข็มกระตุ้นหลังติดเชื้อ
  • สถานที่ฉีดวัคซีน อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) โดยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2203 2883

ขณะที่ผู้ที่ไม่สะดวกในการลงทะเบียนผ่านแอปฯ QueQ สามารถมาลงทะเบียนได้ที่หน้าศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น.
นอกเหนือจากการเฝ้าระวัง การรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนแล้ว กรุงเทพมหานคร ยังเข้มกวดขัน ตามมาตรการที่ทางกรุงเทพมหานครประกาศ ไม่ว่าจะเป็นการขายแอลกอฮอล์เกินเวลา การไม่เว้นระยะห่าง



ที่มาวัคซีนไฟเซอร์ เปิดให้วอล์กอิน ฉีดฟรี

สำหรับแนวทางการฉีดเข็มกระตุ้นของนักเรียนนั้น ร.ต.อ.พงศกร ระบุว่า จะมีการเว้นระยะห่าง ประมาณ 3 เดือน เมื่อถึงเวลาเราก็พร้อมที่จะฉีดเข็มกระตุ้นให้ ซึ่งที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีนให้นักเรียนในสังกัดไปแล้ว 80% เหลืออีก 20% ซึ่งเราก็พยายามคุยกับผู้ปกครอง ให้พานักเรียนมาฉีดวัคซีน

และเมื่อถามถึงวัคซีนหลักของกรุงเทพมหานคร ร.ต.อ.พงศกร เผยว่า หลักๆ จะเป็นแอสตราเซเนกา และมีไฟเซอร์ ที่เรานำมาฉีดให้กับนักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว

ส่วนผู้ที่ได้รับซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม มาแล้ว 2 เข็ม จะฉีดเข็มกระตุ้น ด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา, คนที่ฉีดแอสตราเซเนกา หลังจากเข็มที่ 2 แล้ว 6 เดือน จะได้รับ ไฟเซอร์ เป็นเข็มกระตุ้น ส่วนเด็กนักเรียน อายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์

เมื่อถามถึงโรงพยาบาลในสังกัด กทม. หลายแห่ง เปิดให้ประชาชนวอล์กอิน เพื่อรับวัคซีน mRNA อย่างไฟเซอร์ ได้ฟรี นั้น โฆษกกรุงเทพมหานคร เผยว่า เป็นวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรมาก่อนหน้านี้ เช่น ให้นำมาฉีดนักเรียน แต่นักเรียนมีการฉีดไปประมาณ 88% ที่เหลืออีก 12% วัคซีนส่วนนี้ก็จะนำมากระจายฉีดให้คนทั่วไป เนื่องจากวัคซีนแต่ละลอต มีวันหมดอายุ ส่วนถ้านักเรียนเปลี่ยนใจ อยากจะฉีดวัคซีน ทางกรุงเทพมหานคร ก็จะหาวัคซีนมาฉีดให้ได้แน่นอน


วางมาตรการรับมือ เปิดเรียน On-Site

ย้อนกลับมาที่การดูแลเด็กนักเรียน เนื่องจากในช่วงนี้ หลายโรงเรียน ได้กลับมาเปิดเรียนแบบ On-Site

นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เผยว่า ในภาคเรียน 2/2564 กรุงเทพมหานคร ได้เน้นย้ำเรื่องการกำกับติดตาม ตรวจสอบมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจ และเน้นย้ำนักเรียนในโรงเรียนที่เปิดเรียนแบบ On-Site ให้เข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) โดยเฉพาะการงดรับประทานอาหารร่วมกับเพื่อน หรือคนในครอบครัว รวมทั้งการปรับพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้องเหมาะสมกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19

นอกจากนี้ ยังได้วาง 7 มาตรการ สำหรับสถานศึกษา ดังนี้

  • สถานศึกษาประเมินความพร้อมเปิดเรียนผ่าน TSC+ และรายงานการติดตามการประเมินผลผ่าน MOECOVID
  • ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Small Bubble จัดนักเรียนเว้นระยะห่างในห้องเรียน หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมข้ามกลุ่มกัน
  • จัดระบบการให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ
  • จัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ การระบายอากาศภายในอาคาร การทำความสะอาด คุณภาพน้ำอุปโภคบริโภค และการจัดการขยะ
  • จัดให้มี School Isolation แผนเผชิญเหตุ และมีข้อซักซ้อมอย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมดูแลการเดินทางเข้าและออกจากสถานศึกษา (Seal Route) ทั้งกรณีรถรับ - ส่ง นักเรียน รถส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ
  • จัดให้มี School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา

ทั้งนี้ สำนักการศึกษา ได้จัดหาชุดตรวจ ATK เพื่อตรวจคัดกรองให้แก่นักเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา กทม. และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน โดยตรวจคัดกรอง 100% ในวันเปิดภาคเรียน จำนวน 109 โรงเรียน ซึ่งจัดการเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยสุ่มตรวจนักเรียน 15% ของนักเรียนทั้งหมดแต่ละโรงเรียนตามความเหมาะสมทุกสัปดาห์ 

แต่หากพบว่า บุคคลใดหากมีอาการไม่สบาย ให้หยุดอยู่ที่บ้านทันที หากมีประวัติเสี่ยงสูงหรือสงสัยว่าตนเองติดเชื้อให้ไปตรวจหาเชื้อด้วยวิธี ATK หรือ RT-PCR หากไม่พบเชื้อควรพักอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายดีจึงมาโรงเรียน พร้อมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ปกครองตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจ ATK ซึ่งโรงเรียนจะรายงานผลตรวจผ่านระบบ BEMIS (Bangkok Education Management lnformation System) และใช้กลุ่ม LINE ผู้บริหาร 109 โรงเรียน เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารและติดตามผล.

ผู้เขียน : เจ๊ดา วิภาวดี
กราฟิก : Varanya Phae-araya