ตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน หลังฉีดวัคซีน "โควิด-19" จำเป็นแค่ไหน บอกอะไรได้บ้าง

ข่าว

    ตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน หลังฉีดวัคซีน "โควิด-19" จำเป็นแค่ไหน บอกอะไรได้บ้าง

    ไทยรัฐออนไลน์

    27 ต.ค. 2564 07:00 น.

    • เช็กอาการหลังฉีดวัคซีน "โควิด-19" แบบไหนเรียก "รุนแรง-ไม่รุนแรง"
    • ฉีดวัคซีนโควิดแล้วไม่มีไข้ ไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีภูมิคุ้มกัน
    • การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกัน หลังฉีดวัคซีนโควิดที่ทำกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน จำเป็นแค่ไหน

    "วัคซีนป้องกันโควิด" กลายเป็นความหวังในการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19" ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกให้การยอมรับ และเร่งจัดหาวัคซีนที่ดีที่สุดไปฉีดให้กับประชากรของพวกเขา เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อร้าย พยุงสถานการณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้นโดยเร็ว

    แต่เมื่อวัคซีนป้องกันโควิดที่ถูกคิดค้นขึ้นมา ไม่ได้มีชนิดเดียว แต่กลับมีมากมายหลายชนิด หลายผู้ผลิต หลายสัญชาติ ทำให้แต่ละคนอาจได้รับวัคซีนต่างชนิดกัน เนื่องจากแผนการกระจายวัคซีนในแต่ละประเทศ จนกลายเป็นคำถามว่า "วัคซีน" ที่ได้รับไปนั้น จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหลังฉีดได้จริงหรือไม่ แล้วทำไมบางคนถึงมีอาการแพ้ บางคนถึงไม่มี จะช่วยป้องกันโควิดได้จริงหรือ 

    รศ.นพ.ฮิโรชิ จันทาภากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย เผยว่า สิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจประการแรก คือยาทุกชนิดที่มีการใช้งานกับมนุษย์ล้วนมีผลข้างเคียง วัคซีนซึ่งถือเป็นตัวยาก็เช่นกัน ผลข้างเคียงคือคุณสมบัติหนึ่งที่เราทุกคนควรเตรียมใจที่จะประสบกับมัน เช่น อาการเจ็บบริเวณที่ฉีด, บวมแดง, มีไข้ต่ำๆ หรือ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดได้โดยทั่วไป และสามารถหายเองได้

    ขณะที่ อาการการแพ้วัคซีนมีอัตราการเกิดต่ำกว่ามาก คือประมาณ 5 ในล้านคน โดยอาการแพ้ คือ การตอบสนองต่อยาที่รุนแรงเกินกว่าที่คาดว่าจะเกิด มีลักษณะอาการที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น เริ่มจากมีผื่นขึ้นที่ร่างกายจุดใดจุดหนึ่งแล้วลามไปบริเวณอื่นๆ มีอาการข้างเคียงอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ความดันตก, หัวใจเต้นเร็ว หรือมีอาการบวม

    สำหรับวัคซีนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พบว่าทุกชนิดมีอัตราการเกิดอาการข้างเคียงในระดับที่ยอมรับได้ คือ ไม่รุนแรงหรือแตกต่างกันมากนัก ขณะที่อาการแพ้รุนแรง ก็ไม่พบอัตราการเกิดที่สูงเป็นพิเศษ โดยในประเทศไทยพบอาการแพ้รุนแรง 5-10 ครั้งในการใช้วัคซีนกับประชากร 1 ล้านคน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับต่างประเทศ

    อาการข้างเคียงไม่รุนแรง (หายเองได้ใน 1-2 วัน)

    • ไข้ต่ำ, ปวดศีรษะ
    • คลื่นไส้ อาเจียน
    • อ่อนเพลีย
    • ปวดบริเวณที่ฉีด

    อาการข้างเคียงรุนแรง (ควรรีบไปพบแพทย์ทันที)

    • ไข้สูง
    • ผื่นขึ้นทั้งตัว
    • ปวดศีรษะรุนแรง
    • ชัก/หมดสติ
    • แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
    • มีจุดเลือดออกจำนวนมาก
    • อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง
    • ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง


    ฉีดวัคซีนแล้วเกิดอาการแพ้ สามารถรักษาได้

    ทุกหัตถการทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาหรือให้วัคซีน คนไข้จะได้รับคำแนะนำให้นั่งอยู่ต่อที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 20-30 นาที เพื่อรอดูอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างนั่งรอ หากมีอาการผิดปกติใดๆ คนไข้ก็จะได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โดยอาการแพ้รุนแรงกว่า 90% จะแสดงอาการเบื้องต้นภายใน 20-30 นาทีแรก เช่น มีผื่นคล้ายลมพิษลามไปทั่วตัว, อาการตัวแดง, อาการคันในบริเวณที่แปลกๆ (ฝ่ามือ รักแร้ หรืออวัยวะเพศ), หายใจลำบาก, รู้สึกไม่สบายตัว, ความดันต่ำ, ปากหรือตาบวม เป็นต้น

    ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และศูนย์ฉีดวัคซีนต่างๆ มีตารางการสับเปลี่ยนวัคซีนที่ชัดเจน ในกรณีการพบผู้ที่แพ้วัคซีนเข็มแรก ก็จะได้รับการพิจารณาเปลี่ยนชนิดวัคซีน โดยในส่วนการวินิจฉัยอาการแพ้ว่าเป็นการแพ้ที่ส่วนไหนหรือแพ้ส่วนประกอบใด เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะมาวิจัยสืบหาคำตอบต่อไป

    ทั้งนี้ ยังมีการพูดถึงอาการปลายประสาทชา หลังการฉีดวัคซีน ซึ่งยังคงจัดว่าเป็นผลข้างเคียง หากเป็นไม่มาก จะค่อยๆ หายได้เอง แต่หากเป็นมาก ก็อาจจะต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมและรักษา โดยอาการแพ้วัคซีนบางตัว อาจมีผลเรื่องลิ่มเลือด ปลายประสาทชา หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเกิดได้หลังจากฉีดวัคซีนระยะเวลาหนึ่ง อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นช้าหรือเร็วต่างกัน โดยคนไข้ที่มีอาการสามารถเข้าไปขอคำปรึกษาแพทย์ประจำตัวของตนได้ทันที ไม่จำเป็นต้องไปถามที่ศูนย์ฉีดเท่านั้น

    ฉีดวัคซีนแล้วไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีภูมิคุ้มกัน


    การฉีดวัคซีนแล้วพบว่าผู้รับวัคซีนไม่มีอาการใดๆ เช่น เป็นไข้ หรือปวดเมื่อยตามตัว ไม่ถือว่าร่างกายของผู้รับวัคซีนมีความผิดปกติใดๆ เพราะปฏิกิริยาต่างๆ เหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเพิ่มขึ้น โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบ

    ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนเป็นการเพิ่มสารใหม่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนประเภทไหน ร่างกายของเรารับรู้อยู่แล้ว สำหรับกรณีที่สงสัยกันว่าฉีดแล้วภูมิคุ้มกันขึ้นจริงหรือไม่ ในปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ไปเจาะเลือดตรวจ เพราะต่อให้ตัวเลขมากหรือน้อยก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าภูมิขึ้นดีมากหรือไม่ดีเลย เพราะตัวเลขนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่บ่งบอกว่าป้องกันโรคได้หรือไม่ แนะนำให้พิจารณาคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนาและทดลองใช้วัคซีนก่อนการปรับใช้ในภาคปฏิบัติ ซึ่งจะได้ข้อสรุปมาแล้วว่าเมื่อฉีดในปริมาณ หรือระยะห่างตามที่ระบุจะทำให้ป้องกันการติดเชื้อรุนแรงได้

    "ดังนั้นการตรวจที่ทำกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ไม่สามารถบอกการป้องกันโรคได้ หากต้องการตรวจ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ต้องทำโดยการเพาะเลี้ยงไวรัสแล้วเอาเลือดไปตรวจระดับการป้องกันโรค ซึ่งแตกต่างและมีความละเอียดกว่ามาก"

    อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันแล้วแต่การ์ดก็จะต้องไม่ตก เพราะต่อให้วัคซีนโควิดจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่ก็ยังสามารถมีโอกาสติดเชื้อโควิดได้ แม้จะไม่มีอาการแต่ก็ยังแพร่เชื้อต่อผู้อื่น ฉะนั้นก็ยังจำเป็นจะต้องใส่หน้ากากอนามัย, ล้างมือ และเว้นระยะห่าง เพื่อให้ผ่านพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย.

    ผู้เขียน : กนกวรรณ นุตตโยธิน

    กราฟิก : Varanya Phae-araya

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ตรวจภูมิคุ้มกันโควิดspecial contentอาการแพ้วัคซีนโควิดผลข้างเคียงวัคซีนโควิดวัคซีนโควิดโควิด-19สถานการณ์โควิดโควิดวันนี้โควิด 19 ล่าสุดไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าภูมิคุ้มกันโควิด-19

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08:59 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์