ฉีดวัคซีนในเด็ก พ่อแม่ชั่งใจ ระหว่างประโยชน์ กับผลข้างเคียง

ข่าว

    ฉีดวัคซีนในเด็ก พ่อแม่ชั่งใจ ระหว่างประโยชน์ กับผลข้างเคียง

    ไทยรัฐออนไลน์

    4 ต.ค. 2564 14:51 น.

    • เริ่มแล้วการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 12-17 ปี ขณะที่ผู้ปกครองชั่งใจ ระหว่างประโยชน์ กับผลข้างเคียง
    • สธ. พิจารณาฉีดให้เด็กชาย 1 เข็ม และเด็กหญิง 2 เข็ม เพื่อเก็บข้อมูลผลข้างเคียงของวัคซีน mRNA เกี่ยวกับเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ 
    • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หวั่น วัคซีน mRNA เกิดผลกระทบในระยะยาว แนะให้รอ "เชื้อตาย"


    เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในเด็กอายุตั้งแต่ 12-17 ปี ที่เริ่มในวันที่ 4 ต.ค.นี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการฉีดวัคซีน "ไฟเซอร์" หรือวัคซีนชนิด mRNA ให้เด็กที่ผู้ปกครองแสดงความประสงค์ผ่านสถานศึกษา ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.6 ล้านราย จากนักเรียนกว่า 5 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 71.67 โดยจะเริ่มฉีดให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 15,465 แห่ง ใน 29 จังหวัด

    ท้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่ง ทราบว่า ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียน ได้มีการประชุมผู้ปกครองทางออนไลน์ เพื่อสอบถามความประสงค์สำหรับการฉีดวัคซีนในเด็ก ซึ่งทางเราเองก็รับทราบไทม์ไลน์ที่จะฉีดแล้ว แต่ที่เราอยากรู้มากไปกว่านั้นคือ วัคซีนชนิด mRNA นี้จะส่งผลกระทบอย่างไรกับลูกเราบ้าง เพราะข้อมูลที่ออกมาตอนนี้มีมากมาย เราได้แต่หาข้อมูลเอง 



    นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองบางท่าน ซึ่งมีลูกหลานที่ป่วยโควิด-19 มาก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะไม่รู้เลยว่า จะต้องแจ้งความประสงค์รับวัคซีนไว้ก่อน หรือ สามารถแสดงความประสงค์ทีหลังได้ หากอยู่ในระยะที่สามารถรับวัคซีนได้แล้ว

    และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปกครอง คือ อยากรู้ว่า หากลูกหลานเราไม่ได้รับวัคซีน จะสามารถเข้าไปเรียนในสถานศึกษาได้หรือไม่ หรือจะต้องเรียนออนไลน์เหมือนเดิม ซึ่งเด็กเองก็กังวลเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

    ส่วนผู้ปกครองอีกด้านหนึ่ง ก็แสดงความเชื่อมั่นเกี่ยวกับวัคซีน "ไฟเซอร์" ที่จะนำมาฉีดให้กับลูกหลาน และยินดีที่จะให้ฉีด เนื่องจากเกรงว่า หากสถานการณ์เลวร้าย ประเทศไทยกลับมามีผู้ป่วยมากขึ้นอีกครั้ง และระบบสาธารณสุขที่รองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ เมื่อเด็กติดเชื้อ แล้วเข้าสู่ระบบการรักษาได้ล่าช้า เหมือนช่วงหนึ่งที่เราเผชิญกันมา อาจทำให้เกิดอันตรายมากกว่าการไม่ได้รับวัคซีนเลยก็ได้



    ฉีดเด็กชาย 1 เข็ม เด็กหญิง 2 เข็ม เก็บข้อมูล ดูผลข้างเคียง



    เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้เด็กอายุ 12-17 ปีว่า วัคซีนไฟเซอร์ ที่ฉีดให้ผู้มีอายุ 12-17 ปี ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว เช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก และมีการฉีดในประเทศทางอเมริกาและยุโรป วัคซีนต้องดู 2 อย่าง คือ ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าประโยชน์ในการฉีดมีมากกว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดได้กับทุกวัคซีน

    ส่วนผลข้างเคียงเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยในเด็กหญิงสามารถฉีด 2 เข็มได้ ส่วนเด็กผู้ชายจะให้ฉีด 1 เข็มก่อน แล้วเก็บข้อมูลถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญ คือ เราไม่มีวัคซีนตัวอื่นที่อนุญาตให้ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีได้ ทั้งนี้ จะฉีดในเด็กชายและเด็กหญิง พร้อมเก็บข้อมูลดูว่ามีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร



    ทั้งนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบไม่ได้รุนแรงมาก สามารถหายได้เอง แต่ถ้าไม่ฉีด จะเพิ่มความเสี่ยงกับตัวเด็กเองในการติดเชื้อ และจะแพร่เชื้อไปให้กับผู้อื่นที่อยู่ในครอบครัวด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทุกคนยอมรับเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่เราดูแลรักษาได้ ย้ำว่าผู้ปกครองไม่ต้องกังวลใจ และเชิญชวนให้เด็กและผู้ปกครองที่อยู่ในบ้านเข้ามารับวัคซีนโควิด-19 เพื่อสร้างความปลอดภัย

    อาจารย์หมอภูมิคุ้มกันเตือน เสี่ยงป่วย แนะให้รอ "เชื้อตาย"



    ขณะที่ ศ.นพ.ดร.วิชาญ วิทยาศัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มเด็กของประเทศไทย ว่า วัคซีนไฟเซอร์เป็นการผลิตด้วยวิธีการใหม่ เทคโนโลยีใหม่ ที่เรียกว่า Messenger RNA หรือ mRNA สังเคราะห์ขึ้นจากพันธุกรรมสาร ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อให้ทุกเซลล์ร่างกายผลิตสไปค์โปรตีน (spike protein) ขึ้นมา เป็นการจำลองลักษณะของไวรัสเข้ามาในร่างกาย โดยที่ไม่มีการติดเชื้อ เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับไวรัสหากมีเข้ามาในร่างกาย 

    ศ.นพ.ดร.วิชาญ วิทยาศัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา
    ศ.นพ.ดร.วิชาญ วิทยาศัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา



    ส่วนผลข้างเคียง เนื่องจากเป็นการสร้างโปรตีนจากทุกเซลล์ในร่างกาย ทำให้โปรตีนที่ถูกสร้างขึ้นมาอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการ โปรตีนอาจเพี้ยนไป หรืออาจจะไม่ถูกปล่อยออกมาเพื่อทำหน้าที่ที่ต้องการ ทำให้น่าเป็นห่วงว่า หากมีการสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ โดยมีรายงานว่า การสะสมโปรตีนนี้คล้ายกับโปรตีนที่เจอในโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้นในระยะยาวจึงน่าเป็นห่วง

    ส่วนปัญหาที่เกิดระยะสั้น เช่น ปวดหัว ตัวร้อน หัวใจอักเสบ เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย แม้จะน่าห่วง แต่ก็ไม่เท่าปัญหาที่เกิดในอนาคต ซึ่งไม่มีใครบอกได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    กรณีแผนใช้วัคซีนไฟเซอร์ หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA กับเด็ก โดยหลักการติดเชื้อ หากมีวัคซีนป้องกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องคำนึงด้วยว่า วัคซีนนั้นจะมีปัญหาแทรกซ้อนอะไรหรือไม่ กรณีนี้จึงไม่เห็นด้วยที่จะใช้วัคซีนที่ยังไม่ปลอดภัยฉีดให้กับเด็ก เพราะเป็นห่วงในเรื่องอนาคตที่มีโอกาสจะเกิดผลข้างเคียงจากการสะสมได้



    นอกจากนี้ ศ.นพ.ดร.วิชาญ ยังแนะนำด้วยว่า วิธีป้องกันโควิด-19 ที่เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ที่เหมาะสมและดีที่สุด คือ การสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ หากเคร่งครัดแล้วโอกาสติดเชื้อจะน้อยมาก ส่วนเรื่องวัคซีนเป็นเรื่องรองลงมา

    ส่วนการใช้วัคซีนในเด็ก ตนเห็นว่าควรรอจนกว่าจะมีวัคซีนที่ค่อนข้างจะปลอดภัยกับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะยาว ซึ่งตอนนี้มีหลายบริษัทที่กำลังพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ ขึ้นมา หากวัคซีนใหม่ที่พัฒนาขึ้นผลิตจากเชื้อตาย ก็เชื่อว่าจะปลอดภัย แต่หากผลิตจาก mRNA ก็ยังน่าห่วง.

    ผู้เขียน : เจ๊ดา วิภาวดี
    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun,Varanya Phae-araya

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วัคซีนโควิดspecial contentวัคซีนไฟเซอร์วัคซีน Pfizerฉีดวัคซีนเด็กนักเรียนฉีดวัคซีนผลข้างเคียงข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 10:11 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์