หมอวิน แนะวิธีจัดการกับการร้องไห้ของลูก ชี้ "น้ำตา" ไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ อย่าปิดโอกาสลูกด้วยคำว่า "เด็กดีเขาไม่ร้องไห้กัน"
หมอวิน ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ หมอเด็กด้านโลหิตวิทยา และมะเร็งในเด็ก เจ้าของเพจ "เลี้ยงลูกตามใจหมอ" โพสต์ให้ความรู้ถึงกรณีการจัดการกับ "การร้องไห้" ของลูก โดยระบุว่า
"หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้นะ" "ไม่เก่งเลยร้องไห้แบบนี้"
"ไปร้องไห้ในห้องให้พอ หยุดร้องแล้วค่อยออกมาคุยกับแม่"
"เป็นเด็กขี้แยไปได้ เรื่องแค่นี้เขาไม่ร้องไห้กันหรอก"
"เด็กผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอก"
หลากหลายคำพูดและการกระทำเพื่อจัดการกับ "การร้องไห้" ของลูกที่อาจทำร้ายลูกอย่างไม่รู้ตัว เพราะแค่ "สิทธิในการร้องไห้" ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ฤาพ่อแม่ต้องการสร้างเด็กที่ต้อง "เก็บกดอารมณ์ความรู้สึก" ไม่ให้แสดงออกและระบายออกมา โดยหลายคนเชื่อว่า "น้ำตา คือ ความอ่อนแอ" เราต้องเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง กล้าแกร่ง ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่เราอาจได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยครั้งกว่า
ผู้ใหญ่หลายคนจึงเติบโตมาเป็น คนที่แสดงออกอย่างคนเข้มแข็ง แต่ภายในนั้นแสนจะเปราะบาง บางคนเติบโตมาแบบร้องไห้ไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ (มีจริงๆ นะ)
มนุษย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกด้วย "หยดน้ำตา" (Emotional Tear) เมื่อเราเศร้า เสียใจ อ้างว้าง ปีติตื้นตันหรือดีใจมากๆ จนถึงจุดที่เราสูญเสียการควบคุม มนุษย์อย่างเราจึงร้องไห้ออกมา น้ำตาจึงเป็นมากกว่าสารคัดหลั่งมาต่อมน้ำตาหลั่งออกมาเพื่อหล่อลื่นดวงตา หรือเมื่อมีสิ่งระคายเคืองตา
"ถ้ารู้สึก เราก็แค่ร้องไห้ออกมา" ง่ายๆ แบบนั้น อาจเพราะประโยคที่เราอาจจะเคยได้ยินและอาจเคยได้ฟังยามที่เราเสียใจในวัยเด็กอย่าง "ไม่เก่งเลย ร้องไห้แบบนี้" หรือ "ร้องไห้ให้เสร็จ แล้วค่อยมาคุยกัน" จนทำให้หลายคนเข้าใจว่า คนเก่งต้องไม่ร้องไห้ และถ้าร้องต้องอย่าให้ใครเห็น
...
ต้องเข้าใจว่ามีพ่อแม่หลายคนที่ตีความ "วิธีการดีลกับการร้องไห้" ของลูกตามวิถีการเลี้ยงลูกเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น เพราะตำราบอกว่าอย่าเพิ่งพูดหรือสอนตอนที่ลูกร้องไห้ เขาจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่พ่อแม่พูดหรอก เพราะอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งสูงกำลังครอบงำลูกอยู่ โดยให้เริ่มพูดคุยและสอดแทรกการสอนตอนที่ลูกหยุดร้องไห้แล้ว หลายคนจึงเดินหนีลูกตอนที่ลูกร้องไห้ หรือให้ลูกไปร้องไห้ในห้องให้จบก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกัน
เขาบอกว่า "ยังไม่ต้องพูดคุย" แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้สื่อสารกับลูก เพราะ "การสื่อสาร" ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุย เราสื่อสารและต่อติดอารมณ์กับลูกได้ยามที่ลูกร้องไห้ ด้วยอ้อมกอด ด้วยการสบตา และหลายครั้งด้วย "การอยู่ตรงนั้นไม่ใกล้เกินไปจนอึดอัด และไม่ไกลเกินไปจนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง" ให้ลูกได้รู้ว่า "แม่รู้นะว่าหนูเสียใจ และแม่อยู่ตรงนี้ข้างๆ ลูกนะ ร้องไห้เสียให้พอนะลูก แล้วลูกจะเติบโตขึ้นจากทุกๆ หยดของน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาของหนู"
คนเราไม่ต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้ ความเสียใจ เก็บไว้อย่างไร เราก็ "รู้สึก" อยู่ดี ร้องไห้ได้นะ ถ้าเรารู้สึก เพราะเมื่อเราได้ร้องไห้ ใจเราจะพบความว่าง ความสงบ และความโล่งใจขึ้น นั่นแหละข้อดีของการร้องไห้ นั่นแหละครับที่เราเรียกว่า Good cry
ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้หรอกว่า "ทำไมน้ำตาจึงเยียวยาจิตใจของคนเราได้" แต่ทางการแพทย์เราพบว่า ยามเราร้องไห้ พบว่าฮอร์โมนอย่าง Prolactin, ACTH, Leu-enkephalin เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดย ACTH และ Enkephalin นั้นมีฤทธิ์เหมือนยาแก้ปวดตามธรรมชาติยามที่เราเครียดอย่างเหลือแสน เราจึงรู้สึก "ดีขึ้น" หลังจากได้ร้องไห้ออกมา
กับลูกก็เช่นกัน อย่าเสียโอกาสที่ลูกจะ "รู้สึก" และ "เติบโต" ขึ้นจากความรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง ผ่านไปให้ได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยที่มีเรา อยู่ข้างๆ เป็นคนที่คอยรับฟัง ให้กำลังใจ หรืออาจมีไหล่ไว้ให้พัก ตักไว้ให้หนุน แค่นั้นเองที่ลูกต้องการ และเมื่อเขาพร้อมจะลุก ก็ให้เขาค่อยๆ แก้ปัญหา (หากแก้ได้) โดยที่มีเราเป็นที่ปรึกษาและฝ่ายสนับสนุนก็พอ
อย่าปิดโอกาสลูกแสดงความเป็น "คน" อย่าปิดโอกาสเขาที่จะแสดงความรู้สึกด้วยคำว่า "เด็กดีเขาไม่ร้องไห้กัน" เพราะมันไม่มีหรอก 'ยอดมนุษย์' ในชีวิตจริงที่ไร้ความรู้สึก แบบนั้นมันแค่หุ่นยนต์ที่ไร้หัวจิตหัวใจตัวหนึ่งเท่านั้นเอง และไม่ว่าเพศไหนทุกคนควรมีสิทธิในการร้องไห้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาตัดสินว่า "อ่อนแอ" ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองนั่นแหละ คือ คนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง.
ข้อมูลจาก แฟนเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ