"แม่ติดโควิด" เล่าประสบการณ์ คลอดท่ามกลางความเสี่ยง เศร้าไม่เคยได้อุ้มลูก

ข่าว

    "แม่ติดโควิด" เล่าประสบการณ์ คลอดท่ามกลางความเสี่ยง เศร้าไม่เคยได้อุ้มลูก

    ไทยรัฐออนไลน์

    12 ส.ค. 2564 09:00 น.

    • "คุณแม่ผึ้ง" หนึ่งในผู้ติดเชื้อ "โควิด-19" ขณะกำลังคลอดลูก เล่าประสบการณ์จริง ท่ามกลางวิกฤติร้ายที่ต้องเผชิญ
    • เรื่องอ่อนไหวสำหรับหัวอกคนเป็นแม่ ไม่มีวันไหนที่ไม่ร้องไห้ เสียใจที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกที่เพิ่งเกิดมาได้
    • "หญิงตั้งครรภ์" แม้ได้รับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ยังคงต้องป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเป็นพิเศษ

    สถานการณ์โควิดที่ในปัจจุบันยังไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูได้จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังคงทะลุหลักหมื่นในแต่ละวัน ความรุนแรงของวิกฤติเชื้อร้ายครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างวงกว้าง เกือบทุกอาชีพ ทุกกิจกรรม ล้วนได้รับผลจาก "ไวรัสโควิด-19" นี้

    หนึ่งในนั้นคือ "คุณแม่ผึ้ง" สาววัย 28 ปี ที่เพิ่งคลอดทารกเพศชาย เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 เล่าเรื่องราวสุดแสนสะเทือนใจ ที่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่ทำให้จำไม่ลืม คือทราบว่าติดเชื้อโควิด ก่อนจะคลอดลูกเพียงไม่กี่นาที

    คุณแม่ผึ้ง เริ่มเล่าว่า วันนั้นเจ็บท้องตั้งแต่ช่วงตี 4 จึงปลุกสามีเพื่อไปโรงพยาบาลเพื่อเตรียมคลอด เนื่องจากเป็นท้อง 2 จึงมั่นใจว่าน่าจะคลอดแล้ว เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็ลงทะเบียน จากนั้นก็ทำการตรวจโควิด

    ระหว่างไปนอนรอคลอดด้วยความเจ็บปวด พยาบาลพบว่าปากมดลูกเริ่มเปิดได้ 6-8 เซนติเมตรแล้ว จึงพาเข้าห้องคลอดทันที เนื่องจากมั่นใจว่าตนไม่น่าจะติดเชื้อ เพราะไม่มีประวัติเดินทางไปไหน แต่ไม่นาน สิ่งที่ทำให้ช็อกและเจ็บปวดกว่าเดิม เมื่อคุณพยาบาลเดินมาบอกว่า "ผลตรวจพบคุณแม่ติดเชื้อโควิดนะคะ" นาทีนั้นสตันต์ไปหลายวินาที พร้อมถามย้ำพยาบาลถึง 2 ครั้ง ก่อนที่พยาบาลในห้อง 4 คนจะรีบวิ่งออกไปด้านนอกทันที

    วินาทีนั้นเบลอและงงไปหมด เพราะที่ผ่านมามั่นใจว่าดูแลตัวเองดีมาก ไม่เคยออกจากบ้านไปไหน อยู่บ้านกับสามีและแม่สามีเท่านั้น ซึ่งผลตรวจของสามีและแม่สามีออกมาก็ไม่พบเชื้อ แต่ความสับสนทุกอย่างถูกกลบด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย ขณะเบ่งลูกที่กำลังจะคลอด ในที่สุดลูกชายผู้เป็นดั่งดวงใจก็ออกมาลืมตาดูโลก ณ ตอนนั้น หมอให้ตนได้ดูหน้าลูกเพียงไม่กี่วินาที แล้วรีบพาลูกออกไปทันที เนื่องจากหวั่นเรื่องเชื้อโควิด จากนั้นตนก็รีบขอโทษคุณหมอและพยาบาลที่ทำให้ต้องลำบากไปด้วย

    ต่อมาสิ่งที่ทำให้ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ คือผลตรวจโควิดของลูก กระทั่งผลออกมาว่า "ไม่พบเชื้อ" นาทีนั้นคือโล่ง อยากกอด อยากหอมลูก แต่ทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ดูความเคลื่อนไหวลูกจากภาพ และคลิปวิดีโอ ที่พยาบาลส่งมาให้ทางโทรศัพท์

    แต่สิ่งที่ทำให้ปวดหัวยังไม่หมด เมื่อตนติดเชื้อโควิด สามีและแม่สามีก็ต้องกักตัวไปด้วย เพราะแม้ตรวจครั้งแรกไม่เจอเชื้อ แต่คลุกคลีกับตน จึงต้องกักตัวต่อ 14 วัน ทำให้ลูกน้อยไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ โชคดีที่มีญาติมาช่วยรับลูกไปเลี้ยง จนกว่าทางบ้านตนจะกักตัวเรียบร้อย โดยช่วงที่รักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 18 วัน แพทย์ และพยาบาลก็ช่วยดูแลตนอย่างดีเช่นกัน

    สำหรับสิ่งที่ตนเจอ เชื่อว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับหัวอกคนเป็นแม่ทุกคน มันเป็นประสบการณ์ที่ใครทุกคนไม่อยากเจอ เพราะการที่เราอุ้มท้องลูกน้อยมา 9 เดือน เพื่อที่จะได้เจอหน้าลูก ได้กอด ได้เลี้ยงดูเป็นอย่างดี แต่ก็ทำไม่ได้ แม้ว่าตอนนี้จะรักษาโควิดหายแล้ว แต่ก็ต้องกักตัวต่อให้ครบ ทำให้ตั้งแต่คลอดลูกจนปัจุบัน ตนยังไม่เคยอุ้มลูกเลย ช่วงแรกที่ญาติรับไปช่วยเลี้ยง ทำให้ตนได้เห็นความเคลื่อนไหวของลูกมากขึ้น ได้วิดีโอคอล ได้คุย ได้เล่น แต่ช่วงแรกไม่มีวันไหนหรือตอนไหนเลยที่ไม่ร้องไห้ เพราะมันเป็นความรู้สึกเศร้า จุกอก ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตัวเองได้

    สุดท้ายสิ่งที่อยากฝากบอกคุณแม่ทุกคน คือ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังใกล้คลอด ต้องระมัดระวังให้มากๆ เพราะเชื้อไวรัสโควิดที่ระบาดอยู่ตอนนี้ ติดง่ายกว่าที่เราคิด แม้จะมั่นใจว่าป้องกันทุกอย่างแล้ว ซึ่งตนไม่อยากให้ใครมีประสบการณ์แบบนี้เหมือนตน เพราะหัวอกแม่ทุกคน คืออยากดูแลลูกน้อยของเรา เฝ้าดูเค้าเติบโตทุกนาที และได้อยู่ข้างๆ เค้าตลอดเวลา

    ด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด และทารกแรกเกิด พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงป่วยเป็นโควิด-19 จะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษ เลือดแข็งตัวผิดปกติ คลอดก่อนกำหนดได้ ส่วนทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อมีโอกาสคลอดกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับทารกที่คลอดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ติดเชื้อ

    ทั้งนี้ กรมอนามัยจึงให้ความสำคัญโดยร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ ผลักดันนโยบายให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลที่เหมาะสมผ่านคลินิกฝากครรภ์ที่หญิงตั้งครรภ์ไปรับบริการอยู่ โดยให้หญิงตั้งครรภ์จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ทำให้ ณ ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์สามารถ Walk in เข้ารับวัคซีนป้องกันโควิดได้แล้ว

    แม้ว่า หญิงตั้งครรภ์ จะได้รับวัคซีนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว ยังคงต้องป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเป็นพิเศษ ดังนั้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 หญิงตั้งครรภ์ควรมีวิธีปฏิบัติและดูแลตนเองเป็นพิเศษ ด้วยการสวมหน้ากากทุกครั้งที่ออกนอกบ้านและจำกัดการเดินทางเท่าที่จำเป็น เมื่อต้องไปฝากครรภ์ ไม่ไปในที่ที่มีคนหนาแน่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ กินอาหารปรุงสุก สะอาด และครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าวหรือแป้ง เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ควบคู่กับการดื่มนมรสจืด 2-3 แก้วทุกวัน โดยขอให้เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดอง กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และบุหรี่.

    ผู้เขียน : กนกวรรณ นุตตโยธิน

    กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19special contentแม่ติดโควิดคลอดลูกคุณแม่ติดโควิดหัวอกแม่สถานการณ์โควิดโควิดวันนี้โควิด 19 ล่าสุด

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 16:22 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์