เรื่องเล่าจากแม่ติดโควิด ทนดูลูกน้อยป่วยไร้ที่รักษา ทำทุกทางเพื่อมีชีวิตต่อ

ข่าว

    เรื่องเล่าจากแม่ติดโควิด ทนดูลูกน้อยป่วยไร้ที่รักษา ทำทุกทางเพื่อมีชีวิตต่อ

    ไทยรัฐออนไลน์

    20 ก.ค. 2564 07:00 น.

    • หนึ่งในผู้ติดเชื้อ "โควิด-19" ทั้งครอบครัว เล่าประสบการณ์จริง "ป่วย" แต่เข้าไม่ถึงการรักษา
    • หัวอกแม่ยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้อาการลูกดีขึ้น กระทั่งผลเอกซเรย์ของลูก พบเชื้อลงปอด จนถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบสัปดาห์ ยังต้องรักษาด้วยการกินยาตามอาการกันเอง ในบ้านพัก
    • มุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยน ความมั่นคงในชีวิตแทบไม่มีอยู่จริง ประกันชีวิตที่เพียรพยายามหาเงินส่งมาหลายปีไร้ค่า เพราะไม่มีโรงพยาบาลไหน มีที่สำหรับรับเข้ารักษา

    กลายเป็นเรื่องวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส "โควิด-19" กระจายครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย จนส่งผลให้มียอดผู้ติดเชื้อรายวันทะลุหลักหมื่น ซ้ำมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ที่สลด และสะเทือนใจไปกว่านั้น เมื่อเราจะได้ยินข่าวพบผู้เสียชีวิตภายในบ้านพัก ระหว่างที่รอรับการรักษา เนื่องจากไม่มีเตียง หรือบางคน เสียชีวิตตั้งแต่เริ่มหาที่ตรวจเชื้อเลยด้วยซ้ำ

    เมื่อจำนวนผู้ป่วย-ผู้เสียชีวิต ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น "กระทรวงสาธารณสุข" จึงเร่งออกมาตราการเพื่อตรวจหาเชื้อเชิงรุก จำกัดการแพร่ระบาด เพื่อจัดการเตียงที่มีในระบบสาธารณสุข สำรองไว้สำหรับผู้ป่วยสีเหลือง และสีแดง ส่วนผู้ป่วยสีเขียว คือ ผู้ที่ไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อได้นั้น ก็จะให้เข้าสู่มาตรการ Home Isolation หรือ การแยกกักตัวรักษาที่บ้าน แต่ก็ใช่ว่าระบบนี้จะเข้าถึงผู้ป่วยทุกคน เนื่องจากยังมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ที่รอรับบริการจากระบบนี้อยู่ และสิ่งที่ดูจะแย่ไปกว่านั้น คือยังมีอีกหลายครอบครัวที่เข้าไม่ถึงระบบการรักษาใดๆ เลย

    หนึ่งในนั้น คือ "คุณแม่น้องแสตมป์" ผู้ที่สมาชิกในบ้านติดเชื้อโควิดทั้งครอบครัว เล่าให้เราฟังว่า ตนมีอาชีพขายของกับสามีอยู่ในตลาดแห่งหนึ่ง ช่วงที่โควิดเริ่มระบาดหนัก ต้องหยุดมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน มีเพียงสามีออกที่ไปทำงานผู้เดียว โดยไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร จนวันที่ตลาดมีคำสั่งปิดทำความสะอาด สามีมีอาการปวดไมเกรน และเริ่มรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ จึงกินยาป้องกันไว้ แต่อาการไม่ดีขึ้น วันรุ่งขึ้น (8 ก.ค.64) ที่ตลาด จัดให้มีการตรวจโควิดเชิงรุก ตนกับสามีจึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อโควิดทันที

    ผลตรวจโควิดของตนออกมาก่อน พบว่าไม่ติดเชื้อ แต่ของสามี ไม่มีผลแจ้ง มีเพียงข้อความว่า "รอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ" โดยพวกเรารู้กันอยู่แล้วว่าถ้าขึ้นแบบนี้ แสดงว่า ติดเชื้อโควิด-19 หลังจากวันนั้นสามีก็กักตัวอยู่ที่ห้อง เหลือแม่กับลูกชายวัย 1 ขวบ ที่ต้องไปหาที่กักตัวด้านนอก ตอนนั้นตนคอยซื้อยามาให้สามี เรียกว่า กินยาตามอาการ ถ้าเป็นไข้ ก็กินยาลดไข้ ไอ เจ็บคอ ก็กินยาแก้ไอ รวมทั้งฟ้าทะลายโจร ระหว่างนั้นตนกับญาติๆ ก็ช่วยกันหาเตียงไปด้วย

    ผ่านไป 2 วัน โชคดีที่หาเตียงให้สามีได้ แต่โชคร้ายคือ ตนเริ่มมีอาการปวดเมื่อยตัว เวียนหัว แต่ยังไม่เยอะ คิดว่าอาจจะวิตกจริตไปเอง โดยในวันที่สามีเดินทางไปรักษาตัว ตนเริ่มมีอาการปวดหัวหนักมากขึ้น จนไม่สามารถลุกขึ้นมาดูลูกได้ ต้องกินยาแก้ปวดอย่างเดียว พอเช้า อาการก็เริ่มทุเลาลง

    กระทั่งตกดึก ลูกชายมีอาการตัวร้อน ไข้สูง 39 องศาฯ มีน้ำมูก งอแง จึงโทรปรึกษากับญาติว่า จะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าลูกติดเชื้อโควิดหรือเปล่า กลัวไปโรงพยาบาลแล้ว จะไปแพร่เชื้อให้คนอื่น ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้จะไปไหน เพราะขับรถไม่เป็น นาทีนั้นยอมทำทุกอย่าง เช็ดตัวให้ลูก ป้อนยาลดไข้ กอดลูกไว้ทั้งคืน เพื่อให้เหงื่อลูกออกเยอะที่สุด จนเช้าวันถัดมา อาการลูกเริ่มดีขึ้น แต่ดีได้แป๊บเดียว ก็กลับมาตัวร้อนอีก ทำให้เริ่มสงสัยว่า ลูกจะติดเชื้อโควิด กระทั่งวันที่ 12 ก.ค. ตนติดต่อแล็บแห่งหนึ่ง ซึ่งรับตรวจหาเชื้อโควิดได้ ญาติจึงรีบมารับ และพาไปตรวจทันที

    ข่าวร้ายมาเยือน เมื่อผลตรวจของลูกออกมาเป็นบวก พบว่าติดเชื้อโควิด จากนั้นญาติๆ ก็เริ่มโทรติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อหาเตียงรักษา ส่วนเราคอยดูอาการ  ป้อนยา ส่วนผลตรวจของตน เพิ่งออกเมื่อวันที่ 16 ก.ค. พบว่าติดเชื้อโควิดเหมือนกัน สรุป คือ ติดเชื้อทั้งครอบครัว

    สิ่งเดียวที่ทำได้ คือรักษาตนเอง กินยาลดไข้ กับยาแก้อักเสบ โดยฝากเพื่อนบ้านไปซื้อ แล้วมาแขวนไว้ที่ประตูบ้าน กระทั่งอาการของลูกเริ่มดีขึ้น ส่วนของกินของใช้ น้องสาวจะซื้อมาไว้ให้ ตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าติดโควิด แต่ต้องกินต้องใช้อย่างประหยัด อาศัยหุงข้าว ทอดไข่กินแค่นั้น เพราะเราต้องทำอะไรหลายอย่าง ทั้งดูแลลูก ป้อนข้าว ป้อนยา อาการล่าสุด ตนไข้ลดลงแล้ว แต่มีอาการไอหนักขึ้น และท้องเสีย

    อาการลูกดีขึ้น แต่เอกซเรย์พบโควิดลงปอด

    แม่น้องแสตมป์ เล่าต่อว่า น้องสาวตน ด้วยความที่เป็นห่วงหลาน หลังจากที่รู้ผลว่าติดโควิด จึงรีบติดต่อโรงพยาบาล เพื่อขอนำเด็กไปเอกซเรย์ปอด เนื่องจากกลัวว่าเชื้อจะลงปอด เราติดตามข่าวตลอด ก็รู้ว่ามันอันตรายมากๆ

    ซึ่งผลเอกซเรย์ปอดออกมา ก็พบว่าเชื้อลงปอดแล้ว จึงรีบโทรประสานหน่วยงานต่างๆ ที่จะพาลูกไปรักษา แต่ไม่ง่ายเลย จนมันท้อ กระทั่งเรื่องราวของเรา เริ่มเป็นข่าว มีคลินิกแห่งหนึ่ง โทรมาถามอาการตนกับลูก พร้อมขอเอกซเรย์ปอดน้องใหม่อีกครั้ง และช่วยประสานหาเตียงให้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะเขาให้เราเดินทางไปเอง รวมแล้วกว่า 1 อาทิตย์ ที่ตนต้องรักษาลูกด้วยตนเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่า เชื้อหายไปแล้วหรือยัง


    จนถึง ณ เวลานี้ ก็ยังไม่รู้ว่า เราและลูกยังมีเชื้อในร่างกายอยู่หรือเปล่า เพราะไม่เคยเข้าสู่ระบบการรักษา หรือพบแพทย์เลยสักครั้ง

    หลังจากนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อ คงยังไม่กล้าออกไปขายของอีกหลายเดือน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งตนเองก็ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน แต่เชื่อว่า ถ้าเรามีวัคซีนดีๆ มาฉีดเร็วกว่านี้ ตนกับสามีคงไม่ติดเชื้อ แล้วถ้าเราไม่ติด ลูกก็คงไม่ติดเหมือนกัน และอีกหน่อยถ้าไม่ได้ออกไปขายของจนเงินหมดจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้ที่ทำได้ คือ ประหยัด เพราะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้อยู่รอดตอนนี้ 

    บทเรียนชีวิตครั้งนี้ ทำให้มุมมองชีวิตของเรา เปลี่ยนไปตลอดกาล

    แม่น้องแสตมป์ บอกกับเราว่า สิ่งที่อยากฝาก คือไม่ว่าคุณจะวางแผนชีวิตของคุณไว้ดีแค่ไหน แต่ตราบใดที่คุณอยู่ในประเทศที่ผู้บริหารไร้ประสิทธิภาพ ความมั่นคงในชีวิตของคุณ จะไม่มีอยู่จริง ประกันชีวิตที่คุณเพียรพยายามหาเงินส่งมาหลายปี ไร้ค่าเพราะไม่มีโรงพยาบาลไหน มีที่สำหรับรับคุณเข้าไปรักษา

    การเจ็บป่วยทั้งครอบครัวในครั้งนี้ คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เราได้รู้ว่าเงินไม่มีค่าเท่าชีวิตคนในครอบครัว เราได้รู้ว่าความทุกข์ทรมานที่สุดไม่ใช่การเป็นหนี้ ไม่ใช่การไม่มีเงิน ไม่ใช่การสูญเสียลูกค้าคนสำคัญ แต่คือการทนเห็นคนที่เรารักเจ็บป่วยโดยมองไม่เห็นหนทางการรักษา และเลวร้ายที่สุด คือ กลัวการพลัดพราก

    เมื่อถึงจุดนี้ สิ่งเดียวที่เราคิดคือ แลกด้วยเงินที่สะสมมาทั้งชีวิตเพื่อรักษาชีวิตคนในครอบครัวไว้ แต่ในความท้าทายครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า ความดีที่ตั้งใจทำมาตลอด น้ำใจของเรา คุณธรรมที่เรามี และเคยทำมา ทำให้เราตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้อย่างแท้จริง ทำให้เห็นว่า พ่อแม่ พี่น้อง รัก เป็นห่วง และพร้อมจะสู้ไปด้วยกันกับเราแค่ไหน มันคือพลังแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่มากๆ

    สุดท้าย หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองชีวิตไปจากเดิม และตั้งใจว่า นับจากนี้จะแบ่งปันให้มากที่สุด สิ่งใดที่จะทำเพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อคนที่ลำบากกว่า หากทำได้จะทำ เช่นเดียวกับ การต้องจากคนในครอบครัว ไม่เจอหน้าเป็นเวลาครึ่งเดือน ทำให้เรารู้ว่าเงินทองเป็นของนอกกาย การได้ตื่นมาเห็นหน้าคนที่เรารักทุกวัน คือสิ่งที่ดีที่สุด มีคุณค่ามากกว่าสิ่งใดในชีวิต.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19special contentโควิดวันนี้ไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าสถานการณ์โควิดโควิด 19 ล่าสุดผู้ติดเชื้อโควิด

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 10:29 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์