ไลฟ์สไตล์
100 year

วัคซีน กับประสิทธิภาพรับมือโควิดกลายพันธุ์ ติดเกราะป้องกันการป่วยรุนแรง

ไทยรัฐออนไลน์
6 มิ.ย. 2564 13:26 น.
SHARE
  • เราฉีด "วัคซีนโควิด" เพื่ออะไร? ประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีอยู่ กับการรับมือไวรัสโควิดกลายพันธุ์
  • การเสียชีวิตจากโควิด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยง ป่วยด้วยโรครุนแรง ควรเข้ารับวัคซีนเร่งด่วน 
  • "วัคซีน" ยากระตุ้น ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน 

เพราะ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หรือ “โรคโควิด-19” เป็นภาวะที่คุกคามคนไทย รวมถึงประชากรทั่วโลก ส่งผลกระทบทั้งในเรื่องของสังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากอาวุธที่เราสร้างขึ้นเองได้อย่าง การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง กินร้อนช้อนตัวเองแล้ว “วัคซีน” ก็เป็นอาวุธอีกชิ้นหนึ่งที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับคนในสังคม เพื่อลดความรุนแรงของโรค รวมถึงลดการแพร่ระบาดในประเทศ

แต่ก็ต้องยอมรับว่า จากข่าวสารในโลกโซเชียล มีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และข้อมูลที่ทำให้หลายคนคลางแคลงใจกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีใช้อยู่ในประเทศเราขณะนี้ สามารถป้องกัน “โควิด” ได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงที่อันตรายหรือไม่ และสามารถป้องกันโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้หรือเปล่า



ฉีดวัคซีน เพื่ออะไร

ในการเสวนาเรื่อง “วิทยาศาสตร์เปลี่ยนชีวิต พิชิตโควิดด้วยวัคซีน” The Science Behind Success: Vaccine Confidence นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ อธิบายการทำงานของวัคซีนว่า ต้องถามก่อนว่า เราฉีดวัคซีนไปเพื่ออะไร ฉีดไปเพื่อฝึกซ้อมให้ร่างกายของเรารับมือกับโควิด-19 ได้ หลายคนคงได้ยินว่า เราพยายามที่จะสร้างแอนติบอดีให้สกัดตัวหนามไม่ให้เข้าไปเกาะกับเซลล์ของเรา เพราะถ้าหนามเข้าไปเกาะกับผิวเซลล์ของเราได้ ไวรัสก็จะเข้าไปขยายพันธุ์ในเซลล์ของเราได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ ต้องการสร้างให้เกิดความพร้อมในร่างกายที่จะผลิตแอนติบอดีให้ได้ระดับหนึ่ง และสอนให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของเราให้สามารถเข้าใจและเห็นหนามในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำการสกัดไม่ให้เข้าไปในเซลล์ของเราได้ นี่คือหลักเบื้องต้นง่ายๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของวัคซีน

และเมื่อฉีดเข้าไปแล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนถามว่าจะเป็นอะไรหรือไม่ มันก็มีกลไก และเทคนิคหลายอย่าง เทคนิคที่เก่าที่สุดคือ การเอาไวรัสมาทำให้ตาย และฉีดเข้าไป มีใช้มานาน ซึ่งนอกจากร่างกายเราจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านหนามแล้ว ก็อาจจะสร้างภูมิคุ้มกันในส่วนอื่นๆ ต่อไวรัสด้วย ซึ่งส่วนนี้อยู่ระหว่างการศึกษา

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วง 10-20 ปีนี้ แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการผลิตวัคซีนอย่างกว้างขวาง อย่างหนึ่งคือ mRNA ที่หลายคนพูดถึง mRNA คือ สารพันธุกรรมที่ถูกตัดต่อมาระดับหนึ่ง แล้วถูกใส่เข้าไปในตัวเคลือบซึ่งเป็นไขมันขนาดนาโน เพื่อที่จะให้เข้าไปอยู่ในเซลล์ ป้อนข้อมูลให้กับจักรกลของเซลล์ผลิตตัวหนามที่เราได้โปรแกรมเข้าไปแล้ว พอเซลล์ผลิตหนามออกมา ระบบก็จะเข้าใจแล้วว่านี่คือหนามที่จะต้องสร้างแอนติบอดีมาป้องกัน

อีกประเภทหนึ่งที่จะทำให้เกิดการสร้างหนาม และทำให้กลไลของเซลล์ผลิตหนามขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องเอาไวรัสเข้าไปในร่างกายเรา คือ แพลตฟอร์มที่เรียกว่า Adenovirus vector คือ การนำสารพันธุกรรม หรือชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัสที่ทำให้เกิดโควิด-19 มาห่อหุ้มด้วยไวรัสอีกตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า อะดิโนไวรัส เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกาย จะถอดรหัสออกมาเป็นโปรตีนส่วนหนาม และเมื่อร่างกายเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็จะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ประเด็นที่สำคัญคือ การที่จะขยายปริมาณของพาหะที่จะนำเอาสารพันธุกรรมนี้ไปสอนร่างกายเราให้ผลิตแอนติบอดีที่จะฝึกซ้อมเซลล์เพื่อไปต่อต้านเชื้อโรคนี้ เราต้องผลิตโดยใช้สิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งต้องมีการตรวจทานให้ได้มาตรฐาน ก่อนที่จะนำมาบรรจุขวด และฉีดให้กับประชาชน ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ก็จะถูกตรวจทานด้วยองค์การอนามัยโลกของแต่ละประเทศ ถ้าไม่ผ่าน คงนำมาใช้ไม่ได้ ซึ่งเราเองก็มีกระบวนการตรวจสอบเหล่านี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ปกติในการผลิตวัคซีนจะใช้เวลานานเป็นปี แต่ด้วยสถานการณ์โควิด บวกกับเทคโนโลยีในการผลิต ทำให้เราสามารถผลิตวัคซีนออกมาในระยะเวลาอันสั้น จะมีความเสี่ยงหรือไม่ นพ.ทวิราป ระบุว่า ทุกอย่างมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลานาน หรือระยะเวลาสั้น แต่กระบวนการในการบริหารจัดการความเสี่ยง คือ การติดตามผล ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น หลังจากฉีดวัคซีนแล้วต้องสังเกตอาการ 30 นาที หลังจากนั้นหากมีอาการข้างเคียงก็ให้รายงานเข้ามาเพื่อเก็บข้อมูล เพราะวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2019 แต่มีมานานแล้ว และทุกวัคซีนที่ใช้กันอยู่ แม้กระทั่งวัคซีนที่ใช้ในเด็กก็ต้องถูกตรวจทานโดยตลอด กระบวนการเหล่านี้จะอยู่กับเราไปตลอด

รับมือการกลายพันธุ์ของไวรัส

นพ.ทวิราป อธิบายว่า ไวรัสจะกลายพันธุ์ได้ต้องมีการขยายพันธุ์หรือแบ่งตัว โดยอาศัยกลไกของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเรา เพื่อผลิตสารพันธุกรรมลอกเลียนแบบ ซึ่งทุกครั้งที่มีการขยายพันธุ์ อาจเกิดการผิดพลาด หรือการกลายพันธุ์ได้ 

แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้ไวรัสขยายพันธุ์ในตัวเราได้ ก็ต้องลดการแพร่ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง ดูแลตัวเอง ซึ่งถือเป็นวัคซีนด้านพฤติกรรม เมื่อลดการแพร่ได้ก็จะลดการกลายพันธุ์ได้เช่นกัน รวมถึงการรับวัคซีน ขณะที่เรายังมีการแชร์ข้อมูลการกลายพันธุ์ของไวรัสกันในระดับโลก เพื่อดูว่าสายพันธุ์ไหนที่น่าติดตาม หรือต้องจัดการเร่งด่วน


ความรุนแรงของ "โควิด" กลายพันธุ์

เมื่อถามถึงความรุนแรงของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ที่ถูกพบในประเทศไทย ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดมาก ไวรัสก็จะแบ่งตัวได้ง่าย และเมื่อไหร่ที่ไวรัสแบ่งตัว ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ ถ้าแจ็กพอตไปเจอการกลายพันธุ์ที่ทำให้ไวรัสเก่งขึ้น แกร่งขึ้น ระบาดเร็วขึ้น สายพันธุ์นั้นก็จะกลายเป็นสายพันธุ์ที่เด่นขึ้นมา และจะกำราบสายพันธุ์อื่น จนทำให้ทั้งชุมชนนั้นกลายเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ซึ่งสายพันธุ์ที่ด้อยกว่าในการแบ่งตัว ก็จะไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสำคัญ อยู่ 4 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ B1.1.7 ซึ่งพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร, สายพันธุ์ P.1 พบครั้งแรกที่บราซิล, สายพันธุ์ B.1.351 พบการระบาดในแอฟริกาใต้ และ สายพันธุ์ B.1.617 พบการระบาดในอินเดีย

ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เตือนว่า อย่าเรียกสายพันธุ์ตามชื่อประเทศ เนื่องจากจะสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อประเทศนั้นๆ เพราะไวรัสไม่ได้เลือกประเทศ การแพร่กระจายก็เป็นไปตามธรรมชาติของไวรัส ขณะที่เราเองก็ไม่อยากให้มีสายพันธุ์ไทยแลนด์ ดังนั้นเราจึงต้องกำราบไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศไทย ต้องเหยียบเบรกให้เกิดการระบาดน้อยที่สุด เปิดโอกาสให้ไวรัสแบ่งตัวน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ไวรัสได้กลายพันธุ์ได้

สายพันธุ์กลายพันธุ์ กับวัคซีนที่มีอยู่

สำหรับโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่ต้องกังวลนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ แพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น, ทำให้เกิดความรุนแรงที่มากขึ้น, ชุดตรวจที่ใช้วินิจฉัยในปัจจุบันอาจตรวจไม่เจอ, การใช้ยาที่มีในปัจจุบันไม่ได้ผล และฉีดวัคซีนแล้วดื้อ ซึ่งถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะเข้าข่ายสายพันธุ์ที่ต้องกังวลขององค์การอนามัยโลก และสิ่งที่เรากลัวสำหรับสายพันธุ์กลายพันธุ์คือ จะดื้อวัคซีนหรือไม่ เพราะนี่คือความพยายามของโลกที่จะเบรก หรือยุติโรคโควิด-19 ที่เป็นโรคร้าย ให้เป็นเหมือนโรคหวัดธรรมดา ถ้าหากทุกคนมีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง เมื่อติดโควิด ไม่น่ากลัว ติดแล้วก็เหมือนหวัดธรรมดา หรือหวัดกระจอก ซึ่งเราก็ขอให้วัคซีนสามารถกันเชื้อโควิดกลายพันธุ์ได้ทุกสายพันธุ์ ติดเชื้อก็ไม่รุนแรง

เมื่อถามว่า แล้วเราควรที่จะรับวัคซีนแบบไหน หรือตัวไหนดี ศ.พญ.กุลกัญญา ระบุว่า ตอนนี้วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีทาร์เก็ตตัวเดียวกัน คือ “โปรตีนหนาม” (spike protein) ของเชื้อไวรัส ซึ่งไม่ว่าจะสร้างด้วยแพลตฟอร์มอะไร เป้าหมายคือการให้ร่างกายเป็นเหยื่อล่อในการสร้างแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกัน ซึ่งประสิทธิภาพเราวัดจากแอนติบอดีต่อโปรตีนหนาม ว่าดี หรือสูงแค่ไหน แต่สายพันธุ์กลายพันธุ์อาจจะทำให้ดื้อวัคซีนได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ดื้อทั้งหมด เพราะการศึกษาที่ออกมายังพบว่า วัคซีนที่มีในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสกลายพันธุ์ลดลง แต่ยังจัดการได้ในระดับป้องกันโรครุนแรง (ป่วยหนัก, เสียชีวิต) ได้ดี

อย่างแอสตราเซเนกา ถ้าเป็นสายพันธุ์อังกฤษ ป่วยหนัก และเสียชีวิต สามารถกันได้ 100% แต่ป่วยปกติ อาจจะกันได้ 80% ขณะที่ซิโนแวค สายพันธุ์กลายพันธุ์ประเภท P1, P2 ที่ระบาดในบราซิล ชิลี พบว่า ที่ชิลีสามารถป้องกันการเข้า ICU ได้ 89% ที่บราซิลป้องกันป่วยปกติได้ 84% และป้องกันการตายได้ 100% แต่ถามว่า ถ้าเป็นสายพันธุ์อินเดีย พบว่า ของไฟเซอร์ และแอสตราเซเนกา ทำตัวเหมือนกันคือ ป้องกันสายพันธุ์อินเดียได้แผ่วลงประมาณ 10% แต่ยังกันได้เป็นส่วนใหญ่ ป้องกันการเสียชีวิตได้ดีเช่นเดิม ขณะที่ซิโนแวคกับสายพันธุ์อินเดีย ยังไม่มีข้อมูล แต่เราคาดว่าน่าจะใกล้เคียงกัน เนื่องจากสายพันธุ์อินเดียและอังกฤษมีความใกล้เคียงกันพอสมควร

หายจากโควิดแล้ว ยังต้องรับวัคซีน

เรื่องของการแพร่เชื้อในผู้ที่ติดโควิด แต่รักษาหายแล้วนั้น ศ.พญ.กุลกัญญา อธิบายว่า ไวรัสในตระกูลระบบทางเดินหายใจทุกตัว เมื่อป่วยแล้วสามารถเกิดซ้ำได้อีก เพราะภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นชั่วคราว 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้นระดับภูมิคุ้มกันก็จะตกลงตามธรรมชาติ พอเจอไวรัสครั้งใหม่ ก็อาจป่วยซ้ำได้ และเพื่อให้คนที่หายแล้วจากโควิด สามารถมีภูมิคุ้มกันที่จะไม่ติดเชื้อซ้ำ เราแนะนำว่าให้ฉีดวัคซีนโควิดอย่างน้อยอีก 1 เข็ม เว้นระยะห่างจากการป่วยโควิดอย่างน้อย 3 เดือน โดยนับจากวันแรกที่เริ่มป่วยโควิด-19 ขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า สามารถเว้นระยะได้ถึง 6 เดือน แล้วเข้ารับวัคซีนก็ได้

ทั้งนี้ จากการศึกษาของศิริราชเอง พบว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด ทั้งของซิโนแวค และแอสตราเซเนกาครบทั้ง 2 เข็มแล้ว จะมีภูมิต้านทานเหมือนผู้ป่วยโควิดที่รักษาหายแล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเสี่ยงกับโรค แต่หลังจากนั้นอาจจะต้องฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่จะสามารถป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้ดีขึ้นด้วย

“มีตัวไหนฉีดตัวนั้น ก่อนที่เราจะไปเผชิญโรคดีกว่า และวัคซีนที่เรามีทั้ง 2 ตัว มีการทดสอบประสิทธิภาพแล้ว พบการคุ้มกันขึ้นดีมาก ดังนั้นขอให้มั่นใจ และฉีดก่อนสำคัญที่สุด มากกว่าจะเป็นวัคซีนตัวไหน” ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าว

วัคซีนโควิด ยากระตุ้นภาคเศรษฐกิจ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนเข้ารับวัคซีน ก็ไม่มีอาการรุนแรงอะไร โดยก่อนที่จะรับวัคซีนได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ วันนี้ต้องบอกว่า โควิด-19 ถือเป็นวิบากกรรมของประชากรโลก ของคนไทย ทุกคนเท่าเทียมกันหมด วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันมีผลกระทบหนักมากทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และสังคม การร่วมกันทุกฝ่ายของภาคประชาชนในการสร้างความตระหนัก ระวัง ป้องกัน ฉีดวัคซีน ก็จะช่วยได้ แต่หลายครั้งที่มีการเถียงกันว่าอะไรดีกว่ากัน ซึ่งสุดท้ายมันคงทำให้เกิดความวุ่นวาย ดังนั้นอยากให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อยับยั้งโควิด และช่วยภาคเศรษฐกิจด้วย มันคือวงเวียน ถ้าแก้สังคมไม่ได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้าไม่ได้ ถ้าแก้เศรษฐกิจไม่ได้ สังคมก็วุ่นวาย วันนี้รัฐต้องรีบสร้างความชัดเจน ให้ข่าวสารในลักษณะ single window เพื่อสร้างความชัดเจนให้ประชาชน และต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ ซึ่งในระยะแรกเราต้องฉีดให้ครอบคลุมมากที่สุด

ตอนนี้ภาคเศรษฐกิจกระทบหนักมาก ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหลือแค่การส่งออกเป็นหลัก ทั้งที่การท่องเที่ยว และการจับจ่ายภายในประเทศ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราไม่สามารถฉีดวัคซีนให้มากเพื่อลดการระบาด นานเข้าภาวะเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้นภาคประชาชน และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ขณะที่รัฐเองต้องควบคุมไม่ให้มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็ควรต้องได้รับวัคซีนด้วยเช่นกัน



โควิด น่ากลัวกว่า วัคซีน


ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าวเสริมว่า นอกจากการที่เราจะรับผิดชอบสังคมด้วยการลดการติดเชื้อ ลดการแพร่ระบาดแล้ว อย่างที่สองคือ ความสามารถในการรองรับผู้ป่วยหนัก ตอนนี้จำนวนเตียงใน ICU รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มีอยู่อย่างจำกัด เราไม่อยากให้ใครเสียชีวิต คนที่เสียชีวิตจากโควิดถือเป็นสิ่งที่น่าเศร้าที่สุด เป็นการจากไปที่โดดเดี่ยวที่สุด เพราะฉะนั้นคนที่มีความเสี่ยงเป็นโรครุนแรง ควรได้รับวัคซีนก่อน พร้อมยืนยันว่า ในประเทศไทยยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากวัคซีน รวมถึงทั่วโลกด้วย ฉะนั้นอย่าไปกลัว แต่อยากให้กลัว “โควิด” มากกว่า.

ผู้เขียน : ไอลดา ธนะไพรินทร์
กราฟิก : Varanya Phae-araya


อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19special contentไวรัสโควิดสายพันธุ์กลายพันธุ์วัคซีนโควิดวัคซีนผู้เชี่ยวชาญข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 17 มิถุนายน 2564 เวลา 18:45 น.