ไลฟ์สไตล์
100 year

มรสุม 3 ไวรัสร้ายเข้าไทย ถอดรหัสกลายพันธุ์ใหม่?

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
3 มิ.ย. 2564 05:05 น.
SHARE

“ประเทศไทย” ต้องเผชิญหน้ากับโควิด-19 ที่ได้ชื่อว่าร้ายสุดครบ 4 สายพันธุ์ ตามที่องค์การอนามัยโลกมีการจัดอันดับให้เป็นไวรัสน่ากังวลระดับโลกทั้งสายพันธุ์อังกฤษ อินเดีย แอฟริกาใต้ และยังมีสายพันธุ์บราซิล ที่พบในสถานกักกันจากความสามารถติดต่อง่ายแพร่กระจายรวดเร็ว

เรื่องนี้ “วงการแพทย์ไทย” ต่างเป็นห่วงกับ “การพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่” เพราะอาจทำให้การระบาดเป็นวงกว้างรวดเร็ว โดยเฉพาะ “สายพันธุ์แอฟริกาใต้” ที่มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เก่งกว่าสายพันธุ์อื่น ส่งผลให้ “คนไทย” กำลังต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่าเดิม

เหตุนี้จำเป็นต้องเร่งเฝ้าติดตามควบคุมสกัดกั้นโรคกันอย่างใกล้ชิด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า

การระบาดโควิด-19 โดยรวมทั่วโลกยังมี “ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นในหลายประเทศ” ยกเว้น “สหรัฐอเมริกา อังกฤษ” ที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนครอบคลุมค่อนข้างมาก แต่เร็วๆนี้กลับปรากฏ “การระบาดสายพันธุ์แอฟริกาใต้และอินเดีย” อันเกิดจากวัคซีนฉีดไปแล้วป้องกันไม่ได้เต็มที่บางส่วน

ก่อนที่ “รัฐบาลอังกฤษ” เรียกประชุมหน่วยงานสาธารณสุขอย่างเร่งด่วนเคร่งเครียด

แต่สิ่งที่ต้องจับตาพิเศษ “อิสราเอล” ที่มีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ โมเดอร์นา กระจายครอบคลุมประชากรมากที่สุดในโลก แต่ก็มีรายงานของทีมแพทย์ Tel Aviv University และ Clalit พบว่า ในจำนวนผู้ฉีดวัคซีนแล้วมีการหลุดรอดติดเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาใต้ขึ้นบางส่วน สะท้อนว่าวัคซีนป้องกันได้ไม่เต็มที่กับสายพันธุ์นี้

ตามปกติ “ผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อโควิด-19” ส่วนใหญ่มีอัตรากระจายเชื้อสู่คนอื่นต่อ 1 คน แต่ว่า “ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์แอฟริกาในอิสราเอล” กลับสามารถติดต่อได้ 8 คน สูงกว่าปกติ 7 เท่า อย่างไรก็ดีบริษัทไฟเซอร์ โมเดอร์นา ต่างเร่งพัฒนาวัคซีนรุ่น 2 เพื่อป้องกันสายพันธุ์แอฟริกาใต้และสายพันธุ์อินเดียแล้ว

ลักษณะนี้ “ไม่ใช่ระบาดซ้ำ” แต่หลุดรอดจาก “ผู้ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่” แสดงให้เห็นว่าวัคซีนสามารถป้องกันได้ไม่เท่าตามที่ทุกคนคาดหวังไว้ ในคำว่าความหวังที่นี้คือ “ประสิทธิภาพวัคซีนไม่เต็มร้อยแต่ก็ยังป้องกันให้ได้เยอะที่สุด” แต่มีรายงานประสิทธิภาพป้องกันได้ไม่เต็มที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ

ทว่าสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้มีการระบาด “สายพันธุ์อังกฤษ” เข้ามาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และในเดือน พ.ค.เป็นต้นมาก็ปรากฏการตรวจพบ “สายพันธุ์อินเดีย” ตามแคมป์ก่อสร้างหลักสี่ โดยเฉพาะ “สายพันธุ์แอฟริกาใต้” จากพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มีความรุนแรงโรคมากกว่าสายพันธุ์อื่น

เท่าที่มีการถอดรหัสพันธุกรรม 3 สายพันธุ์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือ ติดง่ายแพร่กระจายรวดเร็ว...หลบหลีกภูมิคุ้มกันผู้ที่เคยติดเชื้อหายดีแล้ว หรือภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ทั้งผลในห้องทดลองและสถานการณ์จริง

สิ่งน่าจับตาต่ออีก “สายพันธุ์อังกฤษ อินเดียและแอฟริกาใต้” มีความสามารถทำให้โรครุนแรงขึ้นหรือไม่ เบื้องต้นทราบกันดีอยู่ว่า “โควิด-19 อยู่ในตระกูลโคโรนาไวรัส” ลักษณะสามารถเจริญเติบโตในเซลล์ของมนุษย์ได้ดี ด้วยอาศัยอาหารและพลังงานจากเซลล์ ทำให้มีผลต่อเซลล์บริเวณนั้นตายลงได้

ดังนั้น “ตัวไวรัสโควิด-19” ถูกออกแบบให้มีความรุนแรงอยู่แล้ว แต่ว่า “ผู้ป่วยอาการหนัก” มักต้องมีองค์ประกอบอื่นจาก “อายุ โรคประจำตัว และการตรวจวินิจฉัยรักษาล่าช้า” เข้ามาร่วมด้วยที่ส่งผลให้ “ภูมิคุ้มกันวิปริต” ทำให้อวัยวะร่างกายเกิดการอักเสบเกินพอดี กลายเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามมา

ส่วน “ผู้ติดเชื้อหายดี” ไปแล้วก็ยังต้องมี “พังผืดแผลเป็น” ตามจุดบริเวณเชื้อไวรัสอาศัยอยู่เช่นเดิม ดังนั้น “ความน่ากลัวของสายพันธุ์อินเดีย แอฟริกาใต้” มักประกอบด้วย “ติดง่าย แพร่ง่าย และดื้อต่อวัคซีน” ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง อันมีผลต่ออัตราผู้ป่วยหนักถึงเสียชีวิตมากเพิ่มขึ้นก็ได้

ประการต่อมาข้อมูล “องค์กรระหว่างประเทศ” ศึกษาติดตามพัฒนาการกลายพันธุ์เชื้อไวรัสแต่ละชนิดนำชุดตรวจหลากหลายบริษัทมาทดลองเป็นระยะ ก็พบว่า “รูปรหัสพันธุกรรมโครงสร้างไวรัสผิดเพี้ยนหลายตำแหน่งเช่นกัน” มีรายงานเตือนระวังชุดตรวจจับไวรัสอาจจับไม่หมด ลดความแม่นยำลงอยู่ตลอด

เสมือนนำ “ลูกกุญแจสอดใส่แม่กุญแจ” ถ้ามีสิ่งผิดแปลกจากเดิม มักไขกุญแจเปิดไม่ได้ เช่นเดียวกับ “ชุดตรวจจับไวรัสหากมีจุดผิดเพี้ยนย่อมตรวจไม่ได้” จึงต้องหมั่นประเมินชุดตรวจเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมการแปรปรวนของรหัสพันธุกรรมไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“ย้ำว่าข้อมูลออกมานี้ไม่ว่าจะเป็นรูปรหัสพันธุกรรมโครงสร้างไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ การทำนายล่วงหน้าผลกระทบจากการทดสอบในหลอดทดลองน้ำเหลืองของคนได้รับวัคซีนชนิดต่างๆที่มีต่อเชื้อไวรัส ทั้งข้อมูลการระบาดในต่างประเทศล้วนเป็นข้อมูลนำมาใช้เตรียมตัวรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายที่สุดได้”

การคัดกรองแนะนำเจาะเลือดตรวจด้วย “วิธีอีไลซ่าว่าติดเชื้อหรือไม่” ทราบผล 3 ชม. ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อเฝ้าระวังควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่วงจำกัดรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพต้องยอมรับว่า “มาตรการสกัดตามแนวชายแดนเข้มข้น” เป็นเพียงการซื้อเวลาให้ไวรัสทะลักเข้ามาน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็มีบางส่วนหลุดรอดเข้ามาในไทยได้เสมอ เช่น สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ตรวจพบในภาคใต้จากคนพื้นที่เดินไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านกันเป็นประจำอยู่ตลอด

เรื่องนี้มีความสำคัญว่า “เมื่อใดพบสายพันธุ์ผิดเพี้ยนในไทย” ที่ไม่ใช่ในสถานกักกันของรัฐ นั่นหมายความว่า “ไวรัส” ลุกลามเข้าชุมชนแล้ว แม้ว่าตรวจเจอ 3 คนก็ตาม ย่อมทำให้คนไทยไม่สบายใจทั้งสิ้น เพราะ “ค่าระบาด R 0” ผู้ติดเชื้อ 1 คน อาศัยในพื้นที่ชุมชนแออัดก็มีโอกาสแพร่สู่คนอื่น 5-10 คนก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ “ไวรัสมีโอกาสกลายพันธุ์ใหม่ในไทย” ได้แน่นอน หากไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดเชื้อที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้ สาเหตุเพราะไวรัสมักปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้มีระดับความเก่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ในการติดง่ายแพร่กระจายรวดเร็ว เพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป จนกลายร่างปรับหน้าตาแปลกใหม่เฉพาะเกิดขึ้นก็ได้

วิธีหยุดไวรัสนี้ “ทุกคนต้องเข้าใจสถานการณ์ในไทย” มีการแพร่ระบาดรุนแรงทุกพื้นที่ที่ไม่ใช่แบ่งสีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพราะ “พื้นที่สีเขียวพบผู้ป่วยน้อย” อาจมีผู้ติดเชื้อไม่มีอาการแล้วไม่ตรวจค้นหาปล่อยให้ขยายเพิ่มขึ้น มักกลายเป็นพื้นที่สีเหลือง และสีแดงตามลำดับ ทำให้ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดิม

ตอกย้ำว่า “วัคซีนในไทย” มีประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจ ในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ปกติ เหตุนี้จำเป็นต้อง “ฉีดวัคซีนครอบคลุมร้อยละ 70 ของประชากรใน 2 เดือน” ล่าสุด “ศบค.” ประกาศแล้วตั้งแต่ 7 มิ.ย.เป็นต้นไป ต้องฉีดวันละ 8 แสนคน จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

มิเช่นนั้นผลตามมาสัดส่วนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องมี “ผู้ป่วยหนัก” ในโรงพยาบาลสูงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สายพันธุ์ใหม่” กำลังเข้ามาแล้วย่อมทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากกว่าเดิมก็ได้

ไม่นานนี้เคยเสนอ “ประชาชน” รับฉีดวัคซีนด้วยยื่นบัตรประชาชนใบเดียว ส่วน “ความกลัวแพ้วัคซีน” สร้างความมั่นใจโดยให้มี “แพทย์ประจำทุกจุด” กรณีฉุกเฉินต้องมีหน่วยเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลได้ทันที

สรุปตอนนี้อย่าเชื่อว่าเอาโควิด-19 อยู่ได้ แต่ควรเชื่อตัวเอง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ใครว่าอย่างไรก็ตาม “ต้องฉีดวัคซีนอะไรก็ได้ที่มี” เพราะมีแค่ “การ์ดไม่ตก” ไม่พอต่อ “สายพันธุ์ใหม่” กำลังเข้ามาในอนาคต

ศึกนี้ไม่จบง่ายๆ เราต้องร่วมแรงร่วมใจ ในการป้องกันตัวเอง ครอบครัว และสังคมประคับประคองให้อยู่รอดไปด้วยกัน.

ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19สถานการณ์โควิดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19โควิดสายพันธุ์อังกฤษโควิดสายพันธุ์อินเดียโควิดสายพันธุ์แอฟริกาสกู๊ปหน้า 1ฝ่าวิกฤติโควิด

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 22:43 น.