"จิโร่ ชาน" ยูทูบเบอร์ไทย กับการเดินทางในสหรัฐฯ ปลายทางความฝันทราเวลบล็อกเกอร์

ข่าว

    "จิโร่ ชาน" ยูทูบเบอร์ไทย กับการเดินทางในสหรัฐฯ ปลายทางความฝันทราเวลบล็อกเกอร์

    ไทยรัฐออนไลน์

    6 พ.ค. 2564 08:00 น.

    • พาไปรู้จัก "คุณจิโร่ ชาน" หนุ่มไทย เจ้าของช่องยูทูบ "MrJiroChan"
    • จุดเริ่มต้นของการย้ายมาอยู่ที่สหรัฐฯ แม้ตัวเองจะไม่เก่งภาษา พร้อมเคล็ดลับในการพัฒนาตัวเอง จนสามารถสื่อสารได้
    • อย่าคิดว่า การทำ V-log เพื่ออวดรวย แต่อยากให้เห็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ ในมุมอื่นๆ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ กับความฝัน คนไทยคนแรก ที่เป็นทราเวลบล็อกเกอร์ เต็มตัว 

    เมื่อพูดถึงคนไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ แล้วมีชื่อเสียงโด่งดัง หลายคนคงรู้จัก "คุณจิโร่ ชาน" หรือ "นายประสงค์ จันทร์ประทีปฉาย" เจ้าของช่องยูทูบ "MrJiroChan" ยูทูบเบอร์หนุ่มไทยชื่อดัง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดตามกว่า 7 แสนคน ซึ่งคลิปของ จิโร่ จะมีการนำเสนอในหลากหลายเรื่อง ทำให้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตในต่างประเทศ พร้อมเปิดเผยเรื่องราวต่างๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้มาก่อน


    คุณจิโร่ ชาน
    เริ่มพูดถึงที่มาของชื่อว่า มาจากภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า ลูกชายคนที่ 2 ตั้งใจเลือกชื่อนี้มาเอง เพราะชอบอะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น ซึ่งชื่อนี้มีความหมายตรงกับตัวเรา และเรียกง่าย จึงใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่อยู่เมืองไทย โดยใช้เป็นนามแฝงในโลกโซเชียล แต่ไม่ค่อยได้มีใครเรียก กระทั่งย้ายมาอยู่ต่างประเทศ จึงใช้ชื่อนี้เต็มตัว

    จุดเริ่มต้นของการย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

    คุณจิโร่ เล่าว่า เริ่มจากครอบครัวทำร้านอาหารอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้ได้ Green Card (บัตรประจำตัวที่รัฐบาลสหรัฐฯออกให้สำหรับบุคคลที่ได้รับการอนุญาตให้เข้ามาอยู่อาศัย รวมถึงทำงานอย่างถาวรในสหรัฐฯ โดยสามารถเข้า-ออกอเมริกาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า) ตั้งแต่อายุก่อน 18 ปี กระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย อายุ 22 ปี ก็ย้ายไปอยู่อเมริกา แต่ก็ยังเดินทางไป-กลับทุกปี เพราะช่วงนั้นติดเพื่อน และรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะย้ายไปอยู่เมืองนอก จนผ่านไป 1 ปี เริ่มอยู่ที่อเมริกาจริงจัง เพราะซื้อบ้าน แต่พอมีเวลาว่างจะกลับมาเที่ยวเล่นเมืองไทย แต่หลังจากแต่งงาน ก็ไม่ได้กลับมาประเทศไทยอีกเลย ประมาณ 10 ปีแล้ว

    ส่วนเรื่องการปรับตัวนั้น สำหรับตนไม่ยาก เพราะว่าที่บ้านปูพื้นฐานมาให้เรียบร้อยแล้ว คือเตรียมทุกอย่างไว้ให้ แต่จะมีเรื่องที่ตัวเองจะต้องปรับ คือเรื่องของ "ภาษา" ผมตอบแบบไม่อายเลยว่า ไม่เก่งเลย ที่ผ่านมารู้แต่คำเบสิกง่ายๆ Yes No Ok แต่พอมาฟังเจ้าของภาษาพูดจริงๆ คือไม่เข้าใจ แม้แต่คำง่ายๆ ที่เคยรู้จักในห้องเรียน เพราะพวกเขาพูดเร็วมาก แต่มีเคล็ดลับที่ครอบครัวสอนว่า ถ้าฟังไม่ทัน ให้บอกเขาไปเลย

    ช่วงที่ย้ายมาอยู่อเมริกา ผมก็เริ่มเรียนภาษาทันที ซึ่งเขาจะสอนโดยใช้มือและภาพ มันทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น รวมทั้งต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมเองนอกห้องเรียนด้วย ไม่ใช่เรียนแค่ในห้อง เช่น ปกติผมจะชอบดูหนัง ก็จะดูเรื่องที่ชอบซ้ำๆ โดยฟังเสียงภาษาอังกฤษ แล้วอ่านซับภาษาไทย ฟังเพลงภาษาอังกฤษง่ายๆ หัดร้องเนื้อเพลง เป็นการช่วยฝึกออกเสียง เรียกว่าเทคนิคที่แต่ละคนใช้จะไม่เหมือนกัน เช่น แฟนผมไม่ชอบดูหนัง ก็จะใช้อีกวิธีหนึ่ง แต่สำหรับเราคิดว่าวิธีนี้มันดีและไม่น่าเบื่อ


    "ที่ผ่านมามีคนทักมาถามเยอะมาก ว่าถ้าอยากมาอยู่ที่อเมริกา แต่ไม่เก่งภาษาจะมาได้ไหม ตนจะบอกเสมอว่ามาได้ ไม่เกี่ยวกัน เพราะเดี๋ยวสักพักก็เป็นเอง เนื่องจากสังคม สภาพแวดล้อมเรามันใช้ภาษาอังกฤษตลอด ยังไงก็ต้องเป็น สรุปคือไม่เก่งภาษา ก็สามารถไปอยู่ที่อเมริกาได้"

    นอกจากภาษาแล้ว เรื่อง "การขับรถ" ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องมาปรับกันใหม่ เนื่องจากพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับบ้านเรา ช่วงแรกๆ จะเป๋หน่อยในเรื่องการเลี้ยวรถ และกฎหมายจราจร แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ 

    รวมทั้งเรื่อง "วัฒนธรรม" ที่ได้ประสบการณ์มาจากการไปทำงานกับบริษัทฝรั่ง พวกเขาจะประชุมกันบ่อยมาก โดยหนึ่งในเรื่องที่ประชุมกันบ่อยคือ เรื่องการแตะเนื้อต้องตัวคนอื่น พวกเขาจะเน้นมาก แม้จะรู้จักกัน แต่ไม่ได้สนิทกันจริงๆ หากไปเจอกันที่ไหน ก็ห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเด็ดขาด ห้ามเดินไปกอดคอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้ชายกับผู้หญิง เขาจะถือเรื่องพวกนี้มาก รวมทั้งเรื่องการให้เกียรติคนทุกตำแหน่ง ไม่ว่าคุณจะทำงานตำแหน่งไหน เจอกันต้องทักทาย ต้องให้เกียรติกัน อย่าถือว่าเป็นตำแหน่งใหญ่ แล้วจะดูถูกคนตำแหน่งเล็กกว่าได้

    อีกเรื่องที่สำคัญสำหรับคนที่นี่คือ พวกเขาจะไม่ "บูลลี่" พูดเรื่องปมด้อยของกันและกัน ถ้าเป็นคนไทย เวลาเห็นอะไรแปลกตาจากเพื่อนเราก็จะทักทันที เช่น แกผอมไปไหม, อ้วนไปหรือเปล่า, ดำขึ้นเหรอ ประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นคนอเมริกัน เขาจะไม่พูดถึงปมด้อย เขาจะหาเรื่องดีๆ ในการพูดทักทาย เช่น พูดชมเพื่อเป็นการพูดคุย จากประสบการณ์โดยตรงของผม เมื่อก่อนตอนอยู่เมืองไทย จะไม่กล้าใส่กางเกงขาสั้น เพราะเป็นคนขาเล็ก แต่พอมาอยู่ที่นี่ สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ทำให้ไม่แปลกใจว่า ทำไมเด็กที่มาอยู่อเมริกาถึงมีความเป็นตัวเองสูง

    กระแสเหยียดคนเอเชีย เคยโดนกับตัวเองไหม

    คุณจิโร่ เล่าว่า ตั้งแต่มาอยู่อเมริกา ไม่เคยโดนเหยียดเลย แต่เรื่องนี้มีมานานแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เป็นข่าว ซึ่งตัวเราอาจจะโชคดีที่ไม่เคยเจอ อาจเพราะเราอาศัยอยู่ในเท็กซัส และคนที่นี่ค่อนข้างจะเฟรนลี่

    ซึ่งเรื่องการเหยียดคนเอเชีย ส่วนใหญ่จะเกิดแถวแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ซึ่งถ้าใครมาอยู่ จะรู้ว่าเป็นเมืองที่มีอาชญากรรมเยอะ และไม่ได้สวยหรูอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ แต่โดยรวมแล้วคนดีๆ ก็ยังมีเยอะ

    แต่ก็เคยมีพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง เป็นผู้จัดการร้านอาหาร เคยมาเล่าให้ฟังว่า เคยถูกเหยียดด้วยคำพูด ลักษณะไล่กลับประเทศไปซะ โชคดีไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย

    โควิดกระทบจิตใจ มากกว่าการทำงาน

    ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา คุณจิโร่ บอกว่า อาจเป็นความโชคดีของตัวเองที่ออกจากงานประจำ แล้วมาทำช่องยูทูบเต็มตัว ซึ่งในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา มีรายได้สูงที่สุดตั้งแต่อยู่ที่อเมริกามา เนื่องจากคนอยู่บ้านกันเยอะ ทำให้มีคนดูยูทูบช่องเราเยอะขึ้น

    แต่ก็มีผลกระทบในเรื่องของการเดินทาง คือเราไม่สามารถออกไปถ่ายคลิปที่ไหนได้ รวมทั้งผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะในช่วงแรกหลายคนระแวง ว่าติดหรือยัง มีอารมณ์หงุดหงิด เพราะใช้ชีวิตปกติไม่ได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วเพราะได้ฉีดวัคซีน

    สวัสดิการกับคุณภาพชีวิตที่ประเทศอเมริกาเป็นยังไงบ้าง


    ถ้าพูดถึงเรื่องคุณภาพชีวิต ผมมองว่ามันดี การช่วยเหลือเยียวยาเข้าถึงประชาชน รวมถึงเรื่องสวัสดิการ เช่น ชีวิตหลังเกษียณ หากช่วงวัยรุ่นทำงานแล้วเสียภาษีตามกฎหมาย ยิ่งเสียเยอะ หลังเกษียณก็ยิ่งสบาย เช่น คุณป้าแท้ๆ ของผม เกษียณแล้วตอนอายุ 60 ปี ได้เงินเดือน เดือนละ 5,000 เหรียญ ซึ่งแต่ละคนจะได้เงินไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ที่ว่าตอนทำงานเสียภาษีเท่าไร

    ส่วนเรื่องการเยียวยาช่วงโควิดระบาด ตนได้เงินชดเชยมา 3 รอบ ซึ่งก็ไม่ได้แจกทุกคน แต่ใช้วิธีคัดเลือกจากคุณสมบัติ คือ ต้องเป็นพลเมืองของประเทศ และผู้ที่มีชื่ออยู่ในใบ IRS คือ เคยเสียภาษีให้กับประเทศ และต้องทำงานถูกต้องตามกฎหมายแล้วเสียภาษี รวมทั้งจะดูเรื่องรายได้ เช่น ไม่เกิน 8 หมื่นเหรียญต่อปี โดยแจกเงินให้เป็น 2 แบบ คือ เป็นเช็ค กับโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งผมก็ได้รับมา

    • รอบแรก ได้เงินมา 1,200 เหรียญ (ประมาณ 37,000 บาท)
    • รอบที่สอง ได้มาวันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นของขวัญวันปีใหม่ 600 เหรียญ (ประมาณ 18,000 บาท)
    • รอบที่สาม ได้เงินมา 1,400 เหรียญ (ประมาณ 43,000 บาท)

    คนไทยส่วนใหญ่ ทำงานอะไร

    อันดับแรกคือ ร้านอาหาร คนมาทำเยอะมาก อาจเป็นเพราะหลายคนมาแบบไม่ได้เรียน ส่วนใหญ่จึงเลือกเปิดร้านอาหาร ทำธุรกิจอะไรที่มันง่ายๆ แต่ถ้าคนที่มีโอกาสเรียน ก็จะไปเป็นหมอ พยาบาล ตำรวจ ทหาร ซึ่งก็มีเกือบทุกอาชีพ

    สาวไทยขับรถบรรทุกในอเมริกา
    สาวไทยขับรถบรรทุกในอเมริกา


    อยากไปทำงานที่สหรัฐฯ ต้องเริ่มจากอะไร

    สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ มา "เรียน" ซึ่งเป็นการลงทุนที่เห็นผลในระยะยาว ได้งานดีๆ ไม่รวมวิธีการหาสามีที่นี่แล้วแต่งงานเอาใบเขียว การมาเรียนดีที่สุด เนื่องจากช่วงใกล้เรียนจบ จะมีบริษัทมาให้เลือกฝึกงาน ถ้าเลือกบริษัทใหญ่ จะมีโอกาสได้เข้าทำงานสูง เนื่องจากสามารถจ้างงานคนต่างชาติได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ เงื่อนไขที่จะให้ใบเขียวกับพนักงานมีน้อยกว่า เพราะมีกฎเกณฑ์กำหนด และส่วนใหญ่เด็กที่มาเรียน ก็จะมาเรียนสายวิศวะ คอมพิวเตอร์ ซึ่งโอกาสได้งานก็จะมีสูง

    ออกจากงานประจำมาทำยูทูบเบอร์เต็มตัว

    จุดเริ่มต้นของการเปิดช่องทำคลิป มาจากไอเดียตั้งแต่เริ่มมาอยู่อเมริกา ตอนนั้นอยากทำเว็บไซต์ แล้วรวบรวมภาพถ่ายเป็นหนังสั้นของตัวเองให้คนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของโลก หลังจากเราก้าวออกมาจากบ้าน ให้เห็นอีกมุมของชีวิต เห็นประสบการณ์ใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนบ้านเรา และอยากจะแชร์ให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสมาได้รู้ด้วย แต่ด้วยความที่มันมีขีดจำกัดหลายๆ อย่างในตอนนั้น รวมทั้งเรายังคิดเยอะ ว่าการทำรายการจะต้องมีตากล้อง มีผู้ดำเนินรายการหน้าตาดี พูดเก่ง มันถึงจะน่าดู ผมเลยไม่กล้าที่จะทำสักที

    กระทั่งมีช่วงที่ยูทูบเริ่มเป็นที่นิยม ประกอบกับผมชอบดูงานของฝรั่ง การถ่าย V-log ถือกล้องถ่ายกันเอง พอได้ดูไปเรื่อยๆ ทำให้คิดว่า ไม่จำเป็นต้องมีตากล้องก็ได้ จนตัดสินใจเริ่มทำคลิปในช่วงปี 2017 ช่วงแรกที่เริ่มทำ เงินที่ได้มาเหมือนเป็นค่ากับข้าว ค่าไปเที่ยว ค่าน้ำมัน ดังนั้นจึงยังต้องทำงานประจำควบคู่ไปด้วย แต่ผ่านมาได้สักพัก เริ่มเป็นที่รู้จัก และโตขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี กระทั่งเข้าสู่ปีที่ 3 ของการทำยูทูบ จึงเริ่มคิดว่าจะออกมาทำเป็นงานหลัก เพราะรายได้มันเยอะ จนบางทีแซงรายได้ประจำ กระทั่งลาออกจากงานปลายปี 2019 เพื่อออกมาทำคลิปเต็มตัว

    สำหรับช่อง MrJiroChan ตั้งใจทำเป็น Daily Vlog เล่าไลฟ์สไตล์ของตัวเองในแต่ละวัน เพื่อแชร์มุมมองการใช้ชีวิตในประเทศอเมริกาว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งทำคอนเทนต์เอาใจคนไทย ด้วยการไปถ่ายอาชีพต่างๆ ที่คนไทยทำในอเมริกา อาทิ ร้านอาหาร รถบรรทุก ช่างไฟ เป็นต้น ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนสนใจคลิปของเราเยอะ เพราะเรานำเสนอในมุมใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน

    อะไรในคลิปของ MrJiroChan ที่คนชอบ

    ผมคิดว่า คงเป็นความเป็นตัวของตัวเอง การที่เราเป็นแบบนี้ คนที่ติดตามส่วนใหญ่จะชอบในไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของเรา ดูแล้วเหมือนผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา ไม่มีดราม่า ดูแล้วเพลิน มีความสุข ไม่เครียด อีกอย่างผมเป็นคนไม่พูดคำหยาบ ทุกเพศทุกวัยก็ดูคลิปผมได้

    ส่วนคอมเมนต์ที่ไม่ดี ก็มีนะ แต่ไม่เยอะ อาจจะเพราะว่าผมไม่ใช่คนเกรียน เป็นคนไม่มีพิษมีภัยกับใคร ขี้เล่น ไม่เสแสร้ง หัวใจยังเด็กอยู่ ทุกอย่างที่ทำหรือถ่ายทอดออกไป ไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดไลฟ์สไตล์ว่ารวย แต่เจตนาคือ ต้องการแชร์ให้คนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของการใช้ชีวิตในต่างประเทศเท่านั้นเอง

    บางทีอย่าเพิ่งตัดสินในคำพูดเพียงไม่กี่คำตอนต้นคลิป แต่อยากให้ดูจนจบแล้วค่อยตัดสิน เพราะผมอาจจะสื่อสารผิดไปบ้าง ซึ่งก็มีที่จะต้องอธิบาย แต่ถ้าด่าถูกจุด ผมก็พร้อมที่จะรับฟัง

    สุดท้ายต้องขอขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่ติดตามมาจนถึงวันนี้ ขอบคุณความรู้สึกอบอุ่น ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้ และจะพยายามทำคลิปให้ดี ไม่ให้ทุกคนผิดหวังแน่นอน จะต้องพัฒนาจนเป็นคนไทยคนแรก ที่เป็นทราเวลบล็อกเกอร์จริงๆ เต็มตัวให้ได้.

    ผู้เขียน : กนก ถกคนดัง

    กราฟิก : Sriwon singha

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    จิโร่ ชานspecial contentMrJiroChanยูทูบเบอร์ยูทูบเบอร์ไทยในอเมริกาประสงค์ จันทร์ประทีปฉายกนก ถกคนดัง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 02:46 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์