พล.อ.ประวิตร นำประชุมบริหารจัดการน้ำรับมือฤดูแล้งที่เหลืออีก 2 เดือน และเตรียมพร้อมฤดูฝน พบมีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเกินโควตา
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า เนื่องจากยังเหลือช่วงฤดูแล้งอีก 2 เดือน คือ มี.ค.และ เม.ย.2564 ก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝน การประชุมวันนี้ จึงได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำและการดำเนินงานตามมาตรการรองรับขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ควบคู่กับการพิจารณามาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564
ทั้งนี้ ได้กำชับทุกหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการรองรับการขาดแคลนน้ำฤดูแล้งปี 2563/2564 อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบประชาชน นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้ตามที่กอนช.ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องกำหนด 9 มาตรการ ประกอบด้วย 1. คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และฝนทิ้งช่วง 2. บริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก 3. ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กลางและเขื่อน 4. ซ่อม ปรับปรุง อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 5. ปรับปรุง แก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6. ขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวา 7. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้ความช่วยเหลือ 8. สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ และ 9. ติดตามประเมินผล โดยมอบหน่วยงานผู้รับผิดชอบนำมาตรการไปจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะรัฐมนตรีต่อไป
...
นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า จากการติดตามสภาพอากาศในช่วงต่อจากนี้ พบว่า เดือน มี.ค.นี้ ปริมาณฝนรวมบริเวณประเทศไทยส่วนใหญ่จะใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นบริเวณภาคเหนือจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 10 ส่วนเดือน เม.ย. คาดว่าปริมาณฝนรวมจะสูงกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20
นอกจากนั้น ที่ประชุมวันนี้ ยังติดตามการดำเนินงานตามมาตรการรองรับขาดแคลนน้ำฤดูแล้งของปี
2563/2564 โดยมีผลการดำเนินการสำคัญ เช่น เร่งเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ พบว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2563-28 ก.พ.2564 กักเก็บได้เพิ่มขึ้น 2,947 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 2. การจัดหาแหล่งสำรองน้ำดิบ เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พบว่า เขตการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยังไม่มีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ นอกเขต กปภ. มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ 42 จังหวัด 22 อำเภอ 41 ตำบล นอกจากนั้นยังพบว่า มีพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์และลำปาง
สำหรับการจัดสรรน้ำฤดูแล้งจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นั้น จัดสรรน้ำไปแล้วทั้งสิ้น 8,269 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 71% ตลอดทั้งฤดูแล้ง จัดสรรน้ำเป็นไปตามแผน 15 แห่ง จัดสรรน้ำเกินแผน 16 แห่ง ทั้งนี้ แผนงานโดยส่วนใหญ่หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้ตามแผน
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมห่วงใยเรื่องแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งพบว่า มีการปลูกทั้งในเขตและนอกเขตมากกว่าแผน 2.97 ล้านไร่ จากเป้าหมายทั้งประเทศ 8.88 ล้านไร่ ซึ่งได้เน้นย้ำหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการให้ชัดเจน การจัดสรรน้ำต้องควบคุมอย่างเคร่งครัดไม่ให้ส่งผลกระทบต่อน้ำต้นทุนฤดูฝน รวมถึงมาตรการเสริมไม่ให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำนั้น ที่ผ่านมา มีการติดตามทั้ง 4 แม่น้ำสายหลักลุ่มเจ้าพระยาเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเค็มไม่ให้ส่งผลกระทบตลอดฤดูแล้งนี้ รวมทั้งพิจารณาเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะบริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหายั่งยืน พร้อมติดตามเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ โดยมอบหมายหน่วยงานจัดทำแผนการปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ และรายงานให้ สทนช. ทราบเป็นระยะ.