ฝ่าทางตันทารุณขยี้กาม ปวีณาฯเพื่อเด็กและสตรี

ข่าว

    ฝ่าทางตันทารุณขยี้กาม ปวีณาฯเพื่อเด็กและสตรี

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      18 ก.พ. 2564 05:04 น.

      สัญญาณเหตุความรุนแรงใน “เด็กและสตรี” นับวันยิ่งมีแนวโน้มเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการถูกทารุณกรรม และล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนแล้วมักเกิดจากการกระทำของคนใกล้ตัวเกือบทั้งสิ้น

      สะท้อนถึง “สังคมไทยเสื่อมถอย” จนความบอบชํ้า “ตกกับผู้ถูกกระทำ” ผลกระทบต่อ “กายและจิตใจ” เพราะไร้ที่พึ่งพิงต้องทนอยู่กับ “ความโหดร้ายและความกลัว” ไม่กล้าบอกคนรอบข้าง หรือแจ้งความดำเนินคดี

      เมื่อไม่มีผู้รู้เห็น...“ปราศจากความช่วยเหลือ” ยิ่งถูกทารุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ตกอยู่ในสภาวะอันโหดร้ายไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็น” กระทั่งมี “แสงสว่างปลายอุโมงค์” ได้เกิดขึ้นจากความเมตตา ปวีณา หงสกุล อดีต รมว.พม. เห็นความสำคัญเรื่องนี้ตั้ง มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อช่วยผู้ประสบเคราะห์กรรม

      เหยื่อของความโหดร้ายทารุณทุกรูปแบบนี้ “ทีมสกู๊ปหน้า 1” ได้สังเกตการณ์การทำงานช่วยเหลือสังคมของ “มูลนิธิปวีณาฯ” ตั้งอยู่ ถ.รังสิต-นครนายก คลอง 7 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในบริเวณพื้นที่ราว 5 ไร่

      แบ่งเป็น “บ้านพักดูแล 2 หลัง” และ “สำนักงาน 1 หลัง” มีเจ้าหน้าที่ 6-8 คน ขะมักเขม้นอยู่กับสายโทรศัพท์ร้องทุกข์ ในบางส่วนก็มี “ผู้ถูกกระทำความรุนแรง” เข้ามาขอความช่วยเหลือด้วยตนเองไม่ขาดสายเช่นกัน

      อีกฟากฝั่ง “ปวีณา” ประธานมูลนิธิฯ กำลังประสานหน่วยงานช่วยเหลือให้ผู้ถูกกระทำอยู่นั้น เล่าให้ฟังว่าในปี 2518-2528 สมัยทำงาน “ผู้จัดการธนาคาร” ย่านลาดพร้าว กทม. มีโอกาสได้เห็นสัมผัสผู้คนหลายอาชีพ

      คราวนั้น...“ถนนหนทางไฟฟ้า” ไม่สะดวกแบบนี้ “ชาวบ้าน” ใช้น้ำลำคลอง ทั้งอาบ และซักผ้า แต่การเป็น “ผู้จัดการธนาคาร” มักรับรู้ ความเดือดร้อนของชาวบ้านเสมอ จากการเข้ามาขอความช่วยเหลืออยู่ประจำ

      ในปี 2531 “ผู้ใหญ่ใจดี” ทาบทามให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 13 กทม.พรรคประชากรไทย ก่อนได้รับเลือก “สมาชิก ส.ส.” สมัยแรก ในการทำหน้าที่ “นิติบัญญัติ” แก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างตัวบทกฎหมายใหม่ทันยุคสมัย

      จุดพลิกผันเริ่มจากเยี่ยม “บ้านเกร็ดตระการ” สถานดูแลผู้ถูกหลอกบังคับค้าประเวณี เพื่อฟื้นฟูจิตใจ ที่จำได้ “เด็กอายุ 11 ปี” นั่งถักนิตติ้งอยู่เลยเข้าพูดคุยทราบว่า “เธอถูกพ่อเลี้ยงขายซ่อง” ก่อนตำรวจช่วยออกมาได้

      “ไม่คิดว่า “โลกจะเลวร้ายแบบนี้” เพราะเราถูกเลี้ยงมาในสภาพอบอุ่นตลอด น้ำตามันก็ไหลออกมาด้วย “ความเสียใจ” ก่อนเรียก “เด็กถูกกระทำ” เข้ามานั่งคุยปัญหาต้องเผชิญยิ่งตอกย้ำ “ความโหดร้ายในสังคมเสื่อมโทรม” นับแต่นั้นตั้งปณิธานว่า จะมุ่งทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม”

      ต่อมาก็มีเหตุการณ์สำคัญ “เด็กหญิงอายุ 15 ปี” หนีจากซ่องขอความช่วยเหลือ “ตำรวจ” ก่อนกินยาฆ่าตัวตายในโรงพัก ถัดมาก็มี “เด็กหญิงหนีจากซ่อง” ขอความช่วยเหลือศาลากลางจังหวัด แต่มีชายฉกรรจ์บุกไป “จับตัวเด็กหญิงโยนลงจากชั้น 4” เหตุการณ์นี้ได้ยืนญัตติอภิปรายในสภาฯ จนตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากัน

      ยุคนั้น...“เด็ก และสตรี” ต้องเผชิญความโหดร้ายมาก เพราะ “กฎหมาย” เกี่ยวกับคุ้มครองค่อนข้างไม่ทันเหตุการณ์ “ค้ามนุษย์ หรือค้าประเวณี” ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศอย่างรุนแรง และมี “ผู้หญิง” ตกเป็นเหยื่อของการบังคับค้าประเวณีทุกวัน ทำให้มีการแก้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้า ประเวณี พ.ศ.2539

      อีกทั้งการต่อสู้ “เพื่อเด็ก และสตรีในสภาฯ” ก็ค่อนข้างลำบากเพราะมี “ส.ส.หญิง 10 คน” ฉะนั้นต้องรวมกลุ่มกันด้วยการเชิญ “ส.ส. ส.ว.หญิงในทุกพรรค” ปรึกษาหารือกัน ก่อนเป็น “ชมรมรัฐสภาสตรีไทย” ในการผลักดันแก้ไขเพิ่มกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก และสตรี และช่วยกันเข้าพรรคแต่ละคนด้วย

      และเริ่มให้ความสำคัญ...“การช่วยเหลือผู้ถูกละเมิดสิทธิ ถูกทารุณกรรม” ทั้งเป็นกรรมาธิการคณะต่างๆ ประสานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนพลเมือง ในการช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรม ในปี 2538 ถูกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการเร่งรัดและประสานการปฏิบัติงานเยาวชน และภาครัฐและเอกชน สำนักนายกฯ

      แต่ด้วยหน้าที่ของข้าราชการ และฝ่ายการเมือง มักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้งานการช่วยเหลือสังคมนี้ไม่ต่อเนื่อง ในปี 2542 จึงได้ตั้ง “มูลนิธิปวีณาหงสกุลฯ” เพื่อให้ความเป็นธรรม “เด็ก และสตรี” ที่ถูกทารุณกรรม และละเมิดสิทธิทางเพศ ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นปกติสุขสืบไปจนมาถึงทุกวันนี้

      ประเด็น...“การทำงาน” เน้นช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นหลัก ส่วนใหญ่มักเกิดจากการแจ้งความดำเนินคดีไม่ได้ ทำให้กลายเป็นทางเลือกให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรง เข้ามาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ อีกทั้งยังมีการเปิดสายด่วน 1134 ในการแจ้งเบาะแสการทารุณกรรม และการล่วงละเมิดทางเพศด้วย

      เพื่อให้ “พลเมืองดี” ที่ไม่อยากเห็น “ความรุนแรง” แจ้งเบาะแสได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดี

      ต่างจากเมื่อราว 20 ปีก่อนนี้ “ผู้ถูกกระทำ” ต้องเข้ามาร้องทุกข์ด้วยตัวเองไม่ต่ำกว่า 50 คนต่อวัน ปัจจุบันได้เพิ่มความสะดวกอีก ด้วยการเปิด “เฟซบุ๊กเพจมูลนิธิปวีณาฯ” รับแจ้งเบาะแสในการช่วยเหลือ “เคสเร่งด่วน 24 ชม.” เพราะช่วยเหลือล่าช้า “ผู้ตกอยู่ในเหตุคับขัน” อาจเกิดอันตรายร้ายแรง ที่เป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดในสังคม

      ข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2542-2563 มีเรื่องร้องทุกข์ 1.4 แสนราย เจาะเฉพาะปี 2563 รับเรื่อง 1.1 หมื่นราย แยกเรื่องร้องสูงสุด คือ ปัญหาครอบครัว 1,927 ราย ทารุณกรรมทำร้ายร่างกาย 1,091 ราย ข่มขืนอนาจาร 871 ราย ค้ามนุษย์ค้าประเวณี 83 ราย ล่าสุดเปิดรับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 3,088 ราย

      เน้นทำงานแบบ “วันสต็อปเซอร์วิส” ตั้งแต่รับเรื่องสอบถามเบื้องต้นนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ และพาผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย รพ.ตำรวจ กรณี “เหยื่อไม่พร้อมกลับบ้าน” อาจเกิดจาก “ผู้ก่อเหตุมีอิทธิพลต่อครอบครัวเหยื่อ” มูลนิธิปวีณาหงสกุลฯก็ต้องให้อยู่ในการดูแลชั่วคราว

      จนกว่า “อัยการ” จะมีการส่ง “คดีฟ้องศาล” และมั่นใจว่า “ผู้เสียหาย” มีความปลอดภัยจริงๆ จึงให้กลับสู่ชุมชนปกติได้ กรณี “ผู้กระทำความผิด” ได้รับการประกันตัว เหตุนี้ต้องนำ “ตัวเด็กมาดูแลคุ้มครอง” ต่ออีกเช่นการกระทำเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่ใช้เวลาสืบสวนนาน ต้องส่งให้ “กระทรวงยุติธรรม” ในการคุ้มครองพยาน

      แน่นอนว่า... “ปัญหาเด็กถูกข่มขืน” อายุต่ำสุด 3 เดือน จนถึงอายุมากสุด 90 ปี มักเกิดจากคนใกล้ชิด แต่เรื่องข่มขืนไม่มีวัยสามารถเกิดขึ้นได้โดยโอกาสของผู้กระทำความผิด “สังคม” ต้องระวังเรื่องนี้ด้วย

      ทว่า...“คดีทำงานยากที่สุด” คือ “ค้ามนุษย์” ส่วนใหญ่มักเป็น “ผู้ชาย” แจ้งเบาะแสจากการเที่ยวเห็น “เด็กต่ำกว่า 15 ปีถูกนำมาขายบริการ” รู้สึกรับไม่ได้ จึงแจ้ง “มูลนิธิปวีณาฯ” ตรวจสอบมูลเหตุจนมั่นใจมีการกระทำผิดจริงจึงได้ประสานตำรวจแบบลับๆ “เข้าช่วยเหลือ” และในแต่ละเคสกว่า “ปิดจ๊อบ” ต้องใช้เวลานับเดือนด้วยซ้ำ

      แม้แต่ “การถูกหลอกค้าประเวณีต่างแดน” ก็ไม่ใช่ช่วยเหลือได้ง่ายๆ ค่อนข้างซับซ้อน เพราะใช้วิธีการประสาน “สถานทูตไทย” ในการตรวจสอบให้แน่ชัด ก่อนแจ้งตำรวจพื้นที่ หรือตำรวจสากล เข้าช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์คนไทย แต่ปัจจุบันมีการใช้การแจ้ง “พิกัดจีพีเอส” ก็สามารถเข้าช่วยเหลือได้ไม่ยุ่งยากนักบ้างแล้ว

      หนำซ้ำ...ประเทศคนไทยถูกหลอกค้าประเวณีมากสุด คือ 1.บาห์เรน 2.มาเลเซีย 3.โอมาน 4.สาธารณรัฐสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5.สาธารณรัฐเกาหลี “ภูมิลำเนาหญิง” ถูกหลอกมากสุด เช่น ภาคอีสาน กลาง กรุงเทพฯ ลักษณะ “นายหน้าหญิงไทย” จัดหาชักชวนผ่านเฟซบุ๊ก ไลน์ หลอกไปทำงานนวดแผนไทย อ้างมีรายได้ดี

      ส่วนการค้าประเวณีในประเทศไทยมักเกิดขึ้นในจังหวัดท่องเที่ยวที่แฝงรูปแบบ “ร้านคาราโอเกะ” ในช่วงอายุระหว่าง 13 ปีเป็นต้นไป ส่วนใหญ่เป็นหญิงคนไทย รองลงมา สาว สปป.ลาว และชาวจีน...

      จริงๆแล้ว...ทุกกรณีรู้สึก “สะเทือนใจ” เพราะการนำ “ชีวิตเด็ก และผู้หญิง” เข้ามาเป็น “เหยื่อ” เครื่องมือหาผลประโยชน์เสมือน “คนคือสิ่งของ” เรื่องนี้ไม่ควรมีบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ แต่ทุกครั้งสามารถช่วยให้ “คนพ้นทุกข์ได้” มักมีความสุขเสมอ และต้องขอบคุณ “ทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ” ในการช่วยเหลือสังคมร่วมกับเรา...

      เหตุนี้...“หน้าที่เรา...ยังไม่จบ” ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป “มูลนิธิปวีณาฯ” เป็นเพียง “จุดเล็กๆ” เพื่อช่วยเรียกร้องให้ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่มีความหวังอยากเห็นความเสมอภาคเท่าเทียมกันในสังคมจริงๆ และยัง ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญบริจาคได้ที่ ธ.ไทยพาณิชย์ 076-2-76401-3 ธ.กรุงศรีอยุธยา 381-1-22311-0

      “เด็กและสตรี” มีสิทธิได้รับการปกป้องคุ้มครอง “ไม่ควรมีใครต้องถูกทำร้าย หรือถูกล่วงละเมิด” ด้วยมือทุกคนต้องช่วยกันมีส่วน “ยุติความรุนแรงในสังคม” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      สกู๊ปหน้า 1ปวีณา หงสกุลความรุนแรงมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีปวีณาเด็กและสตรีความรุนแรงในสังคมไทย

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 03:23 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์