• "ไทยชนะ-หมอชนะ" แอปพลิเคชันควรมีติดมือถือ ในช่วงโควิด-19
  • ข้อแตกต่างระหว่างแอปฯ "ไทยชนะ-หมอชนะ"
  • สรุปแล้ว ใครไม่โหลด "หมอชนะ" จะมีความผิดหรือไม่


กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #หมอชนะ ในโลกออนไลน์ เมื่อ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศ วันนี้ (6 ม.ค.) เกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 17) ซึ่งมีสาระสำคัญ 4 ข้อ ประกอบด้วย

  • ยกระดับการบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค ให้ประชาชนในพื้นที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" ควบคู่การใช้แอปพลิเคชัน "ไทยชนะ"

...

  • ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดที่จำเป็นต้องมีมาตรการเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางคมนาคมและยานพาหนะของประชาชนเดินทางเข้าออกเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง และสมุทรสาคร เพื่อสกัดคัดกรองคนเข้าออกพื้นที่ โดยบุคคลที่จะอออกนอกพื้นที่ ต้องแสดงเหตุผลความจำเป็น บัตรประชาชน บัตรแสดงตนอื่นๆ ควบคู่กับเอกสารรับรอง ต่อเจ้าหน้าที่

  • ปราบปรามลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด จัดการเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นให้มีบ่อนพนันในพื้นที่อันเป็นต้นตอของการระบาด รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างประเทศโดยไม่ได้มีการตรวจสอบ คัดกรองโรคตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

  • โทษของผู้ฝ่าฝืน จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยโฆษก ศบค. กล่าวย้ำในการแถลงข่าวว่า ประชาชนต้องมีแอปฯ หมอชนะ ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อการติดตามตัว เดิมมีไทยชนะอยู่ แต่ต่อไปการมี "หมอชนะ" จะต้องเกิดขึ้น ใครติดโควิด-19 แล้วพบว่าไม่มีการติดตั้งแอปฯ หมอชนะ ก็จะถือว่าละเมิดในข้อกฎหมายของข้อกำหนดฉบับที่ 17 นี้

"ทั้งนี้รัฐบาลสนับสนุนให้พนักงานทำงานที่บ้าน เพื่อลดการเดินทาง ลดโรค เน้นถ้าท่านป่วย และมีการโหลดแอปพลิเคชันไทยชนะ ก็จะไม่มีความผิด แต่ถ้าไม่มีแอปฯไทยชนะ หมอชนะ ในการตรวจหาไทม์ไลน์ของโรค ก็จะมีความผิด" โฆษก ศบค. กล่าว

ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลสงสัยว่า แล้วคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนให้โหลดและติดตั้งแอปฯ "หมอชนะ" จะต้องทำอย่างไรเมื่อติดโควิด จะมีความผิดหรือไม่ แล้วทำไมจะต้องมีหลายแอปฯ ให้คนสับสน รวมกันเป็นแอปฯ เดียวไม่ได้หรือ


แอปฯ "หมอชนะ" คือ

สำหรับแอปฯ "หมอชนะ" เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ "ทีมพัฒนาร่วมประชาชน เอกชนและภาครัฐ" โดยกรมควบคุมโรค ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

จุดเด่นคือ เป็นแอปพลิเคชันที่บันทึกข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้ ด้วยเทคโนโลยี GPS และ Bluetooth ร่วมกับการสแกน QR Code เช่น ไทยชนะ เพื่อเช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ช่วยในการบันทึกข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องการสอบสวนโรค (โควิด-19) ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตรวจสอบได้ว่าผู้ใช้ได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงในช่วงระยะเวลา 14 วันหรือไม่ อีกทั้งแอปฯ "หมอชนะ" จะมีการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานที่มีประวัติสัมผัส หรือเข้าใกล้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ถึงวิธีการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง



ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ แอปฯ "หมอชนะ" ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยง สามารถคัดกรองโรคได้ทันที รวมถึงดูไทม์ไลน์ของผู้ใช้ได้ว่าเดินทางไปที่ไหนมาบ้าง โดย QR Code ที่อยู่ในแอปฯ นั้นจะถูกใช้งานกรณีที่คุณป่วย และต้องไปโรงพยาบาล เพียงแค่เปิด QR Code ให้แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่จุดคัดกรองสแกนก่อนเข้ารับการรักษา จะให้ทำทราบได้ทันทีว่าตอนนี้เราเป็นผู้เสี่ยงโควิด-19 ระดับไหน

ทั้งนี้ มีการเคลมว่า แอปพลิเคชันถูกออกแบบมาไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพของผู้ใช้งาน และระมัดระวังการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่กระนั้นก็ยังมีคำถามว่า แอปฯ หมอชนะ มีการเก็บข้อมูลบุคคลหรือไม่ ซึ่งในเว็บไซต์สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อธิบายว่า แอปฯ หมอชนะ เก็บข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น เกี่ยวข้อง และพอเพียงต่อขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับคำแนะนำวิธีการปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 โดยจะมีการเก็บข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังโทรศัพท์มือถือ และบันทึกการเดินทางของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนและคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหากพบว่าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยง

ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งาน แอปฯ "หมอชนะ"

  • ดาวน์โหลดแอปฯ "หมอชนะ" ได้ทั้งระบบ iOSAndroidHUAWEI AppGallery
  • เข้าแอปฯ กดลงทะเบียน
  • อ่านข้อตกลง และเงื่อนไข ก่อนกดยอมรับ
  • กดอนุญาตเปิด GPS ขอสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ตำแหน่ง และการเคลื่อนที่ของผู้ใช้ เพื่อให้หมอประเมินความเสี่ยงได้
  • กดอนุญาตเข้าถึงเปิด Bluetooth ในกรณีที่มีคนเสี่ยงอยู่ใกล้ๆ หมอจะตรวจสอบได้ด้วย Bluetooth ซึ่งเป็นการใช้พลังงานต่ำ คอยสแกนคนใกล้ตัว และแจ้งเตือนทันทีหากผู้ใช้ไปใกล้ชิดกับผู้ที่มีความเสี่ยง
  • กดเปิดการแจ้งเตือน
  • ทำแบบประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
  • จอภาพแสดง QR code อัปเดตตามช่วงเวลา

"หมอชนะ" ต่างจาก "ไทยชนะ" อย่างไร


ขณะที่แอปฯ ไทยชนะ แอปพลิเคชันที่หลายคนเริ่มคุ้นเคย เพราะอยู่กับแอปพลิเคชันนี้มาตั้งแต่กลางปี 2563 หลังรัฐบาลเริ่มผ่อนปรน คลายล็อกให้ร้านค้าต่างๆ ภายในห้างสรรพสินค้ากลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังจากต้องปิดกิจการชั่วคราวจากการระบาดของโควิด-19 รอบแรก ประมาณ 2 เดือน

โดยประชาชนทั่วไปต้องใช้แอปฯ "ไทยชนะ" สแกน QR code หน้าร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่นั้นๆ ก่อนเข้าใช้บริการ เพื่อ "เช็กอิน" เปรียบเหมือนการลงบันทึกประวัติออนไลน์ว่าได้มาเข้าใช้บริการ ณ ช่วงเวลาใด วันที่เท่าไร และหลังจากการใช้บริการเสร็จเรียบร้อยก็ต้องทำการกด "เช็กเอาต์" ออกจากร้านค้า

ในช่วงแรกของการใช้งาน ซึ่งจำกัดผู้เข้าใช้บริการในแต่ละพื้นที่ แอปฯ ไทยชนะ จะช่วยประเมินความหนาแน่นของสถานประกอบการนั้นๆ ว่า ในช่วงเวลาที่ต้องการเช็กอินนั้นมีผู้เข้าใช้บริการเกินกำหนด หรือหนาแน่นเกินไปหรือไม่ และเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของสอบสวนโรคช่วยติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดจากการลงทะเบียนเข้าใช้บริการในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

ซึ่งข้อมูลผู้เข้าใช้บริการที่ถูกเก็บ จะเป็นข้อมูลแบบมีรหัส ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานและผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น ถึงจะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ อีกทั้งได้กำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลไว้เพียง 60 วันเท่านั้น



ไม่โหลดแอปฯ "ไทยชนะ-หมอชนะ" มีความผิด?


อย่างที่หลายคนทราบว่า สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถจะโหลดแอปฯ "ไทยชนะ" เพื่อทำการเช็กอิน เช็กเอาต์ เข้าไปยังพื้นที่ให้บริการต่างๆ ได้นั้น ทาง ศบค.มีข้อกำหนดว่า ให้ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือส่วนให้บริการต่างๆ จัดให้มีสมุดลงทะเบียนเข้าใช้บริการ โดยต้องลงชื่อ นามสกุล, เวลาที่เข้าใช้บริการ, เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และเมื่อต้องการเช็กเอาต์ก็ให้มาลงชื่อ พร้อมกับเวลาสิ้นสุดการใช้บริการอีกครั้งหนึ่ง

แต่ในส่วนของ "หมอชนะ" เอง ทาง ศบค.ยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำอย่างไรสำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นว่า นโยบายของรัฐไม่เอื้อต่อประชาชนทั้งประเทศ

กระทั่ง นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่า "แอปฯ หมอชนะ ใช้เข้มข้นใน 28 จังหวัด แต่ไม่มีช่วงแรก ก็ใช้บันทึกแทนได้"

ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แอปพลิเคชัน "หมอชนะ" จะมีส่วนช่วยดูการเคลื่อนที่ของประชาชน แต่หากไม่สะดวกที่จะโหลดแอปฯ ดังกล่าวก็สามารถใช้การบันทึกหรือการแจ้งแผนการเดินทางที่ด่านหรือจุดตรวจได้ เพื่อช่วยกันลดการระบาดของโควิด-19 ไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้น ควบคุมได้โดยเร็ว แต่ถ้าพบว่ามีการปกปิดข้อมูลโดยเจตนาจนนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากไม่มีแอปฯ หมอชนะ อาจจะต้องเสียเวลาในการสอบสวนโรคมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางระหว่างจังหวัด เพื่อให้ง่ายต่อการผ่านด่านคัดกรอง

เมื่อโควิด-19 กลับมาระบาดอีกระลอก ทางภาครัฐ โดย ศบค. ได้รณรงค์ให้ประชาชนโหลดแอปพลิเคชันหมอชนะ และ ไทยชนะ ลงในโทรศัพท์มือถือ และเริ่มใช้งานได้ทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อให้ง่ายต่อการสืบสวนโรค และการแจ้งเตือนประชาชน หากพบว่าอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงโควิด-19

อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะรวมแอปฯ "ไทยชนะ" และ "หมอชนะ" ให้เป็นแอปฯ เดียวกัน เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน ตรงนี้คงต้องฝากผู้เกี่ยวข้องไปพิจารณา.



ผู้เขียน : เจ๊ดา วิภาวดี
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun