"ศักดิ์สยาม" เดินหน้า แบริเออร์ยาง-เสาหลักนำทาง เพื่อความปลอดภัยทางถนนต่อเนื่อง ขณะที่ คมนาคม-ทล.-ทช. ประสานเสียงเตรียมสรุปภาพรวมโครงการ ก่อนเสนอ ครม. สิ้นเดือน ม.ค. 2564
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier: RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post RGP) ว่า จากที่ได้มีการประชุมร่วมกับ กรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นได้ให้แต่ละหน่วยงานสรุปประเด็นความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยในการนำโครงการมาปฏิบัติ และความต่อเนื่องของโครงการ ก่อนที่จะมีการเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ม.ค. 2564 เพื่อเตรียมที่จะดำเนินการในปีงบประมาณต่อไป
ขณะที่ นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) กล่าวว่า จากที่มีการประชุมร่วมกันในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ทาง ทล. จะต้องเร่งสรุปในเรื่องของราคากลางของยางที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการในโครงการต่อเนื่องต่อไป มั่นใจว่าการดำเนินการในโครงการจะต่อเนื่องไม่มีปัญหาในการปฏิบัติแต่อย่างใด
โดยในปัจจุบันในส่วนของความรับผิดชอบถนนของ ทล.ติดตั้งแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ในปีงบ 63 ดำเนินการไปแล้วกว่า 157 กม. ส่วนปี 64 จะดำเนินการเพิ่มเติมอีก 70-80 กม. ส่วนเสาหลักนำทางยางธรรมชาตินั้น ในปี 63 ดำเนินการติดตั้งไปแล้วในวงเงินกว่า 200 ล้านบาท ส่วนปี 64 จะมีการดำเนินการของบกลาง รวม 300 ล้านบาท เพื่อมาติดตั้ง จากทั้งหมดต้องมีการติดตั้งกว่า 200,000 ต้น
ทางด้าน นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่าในส่วนของการ ก่อสร้าง แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier: RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post RGP) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทช.นั้น งานในเฟสที่ 1 ที่จะมีการดำเนินการ ทั่วประเทศคิดเป็นระยะทาง 344 กิโลเมตรนั้น ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคมนี้
...
ทั้งนี้ ทช. คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย เพื่อให้กระทรวงคมนาคมนำรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ และเตรียมดำเนินการขอจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลดำเนินการในเฟสต่อไป โดยเชื่อว่าโครงการหลังจากนี้จะสามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น หลังมีการแก้ไขกฎหมายให้ ทช. สามารถซื้อยางพาราได้โดยตรงจากสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ทั่วประเทศไปแล้ว
ส่วนภารกิจที่ ทช. ได้รับมอบหมายให้มีการตรวจมาตรฐานของโรงงานผลิตแผ่นยางพาราของกลุ่มการเกษตรต่างๆ นั้น ขณะนี้จากทั่วประเทศ จำนวน 10 โรงงาน สามารถตรวจผ่านมาตรฐานแล้ว 5 โรงงาน และคาดว่าจะครบทั้งหมดในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ ถือเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยพยุงราคารับซื้อยางพาราของเกษตรกรได้ตลอดปี 2563 เนื่องจากถือเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าจะมีการนำวัตถุดิบจากยางพารามาใช้ประโยชน์ในประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง.