“โรคระบาดปี 2564”...สงครามระหว่าง “มนุษย์” และ “เชื้อโรค” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฟันธงว่า ยุทธศาสตร์การจัดการและยุทธวิธีต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ
นั่นเป็นเพราะว่า...ความสามารถในการผันแปรของเชื้อ และการวิวัฒน์ข้ามจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ จากสัตว์ป่า...จากค้างคาวไปยังสัตว์ชนิดอื่น จนกระทั่งมีความสามารถที่จะเข้าสู่มนุษย์ และแพร่จากคนสู่คน
และ...จากคนสู่สัตว์ จนในที่สุด “เชื้อจากสัตว์” ย้อนกลับเข้าหา “คน”
วงจรวัฏจักรทั้งหมดนี้เป็นความสำเร็จอย่างงดงามของ “ไวรัสโควิด-19” ในการพัฒนาตนของสายพันธุ์ “โคโรนาไวรัสพื้นบ้าน” ที่อาการไม่รุนแรงจนกลายเป็น ซาร์ส เมอร์ส และใช้เวลาอาจจะตั้งแต่ปี 2003 แยกสายออกมาเป็นโควิด-19 และ...มิหนำซ้ำเกิดอาการได้ทุกระบบ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นระบบทางเดินหายใจเท่านั้น
...
โดยแสดงอาการทางสมอง ทางหัวใจ ทางผิวหนัง ช็อก เป็นอาการนำได้ทั้งหมด
ประเด็นสำคัญ...ต้องไม่ลืมว่าไวรัสในครอบครัวอื่นๆต่างพร้อมเพรียง ในการพัฒนาตนเอง ควบรวม ผันแปรหน้าตา รวมสายพันธุ์หมู นก คน เข้ากลายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ G1-6 และ G4 ที่ก้าวหน้าในการระบาดในหมู และเริ่มเข้าสู่คน อีกทั้งไข้หวัดนกที่ระบาดในสัตว์ปีกและติดในคน
...รอเวลาที่จะมีการแพร่จาก “คนสู่คน” ในที่สุด
“ไวรัสในครอบครัวมือเท้าปากก็เช่นกัน มีความสามารถในการสร้างรูปแบบของการเกิดโรคจากปอดบวม ควบรวมกับเส้นประสาทอักเสบ แขนขาอัมพาตอ่อนแรงและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ พัฒนาเป็นสมองและก้านสมองอักเสบ น้ำท่วมปอด...ไวรัสในครอบครัวไข้เลือดออก ไม่ได้มีแต่เดงกี ยังมีสายพันธุ์ที่หลากหลาย อีกหลายครอบครัวที่ให้อาการเลือดออกได้เช่นอีโบลา มาร์เบิร์ค ลาสสา อารีนา และอื่นๆ”
ในไวรัสสมองอักเสบ มีครอบครัวสายพันธุ์อีกมากมาย...ติดแล้วตายหรือพิการ และเมื่อหายกลับเป็นซ้ำได้ ใน 2 ปีต่อมาจากไวรัสที่ยังซ่อนอยู่ในตัว เช่น นิปาห์ไวรัส และไวรัสเดิมที่เกิดเฉพาะระบบทางเดินหายใจ กลับมาเกิดอาการทางสมองแทนได้
ตัวอย่างทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงความแยบยลซับซ้อนของไวรัสในแต่ละครอบครัวหรือตระกูลที่แสดงอาการหลากหลายและทำให้ยากต่อการวินิจฉัยแบบดั้งเดิม ซึ่งยึดถือรายการของเชื้อโรคที่ประกาศในโรคติดต่ออันตราย และโรคที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ต้องตรวจคัดกรองก่อน
การตรวจในลักษณะเช่นนี้ในระยะที่ผ่านมา พบว่าเมื่อตรวจตามรายการเสร็จสิ้นไปแล้ว ยังหาคำตอบไม่ได้ โดยผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ แม้มีอาการหนัก เสียชีวิตและเริ่มมีการแพร่เป็นกระจุก หย่อม
...กว่าครึ่งยังคงไม่สามารถตอบได้ว่าเกิดจากอะไร?
ความซับซ้อนของการติดเชื้อยังอยู่ที่การแสดงอาการไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นระบบใดระบบหนึ่ง จากมีไข้ลามไปทุกระบบอวัยวะในร่างกาย ทำให้ช็อก ตับวาย ไตวาย หรือออกมาในรูปของที่มีอาการไข้และตามด้วยการแสดงอาการจำเพาะเป็นอวัยวะ เช่นสมองหรือปอด เป็นต้น
หมอดื้อ มองว่า ยุทธวิธีในการทำสงครามต่อจากนี้ อาจจะไม่ใช่การตั้งต้นดูจากสัตว์ป่าหรือค้างคาว ว่ามีไวรัสอะไรบ้างอย่างที่ทำมาตลอด 20 ปี เพราะที่ผ่านมาพบไวรัสหลาย 100 ตัวที่ไม่มีชื่อในครอบครัวไวรัสโคโรนา และครอบครัวอื่น ทั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าตัวใดที่จะเก่งที่จะเข้ามนุษย์เป็นตัวต่อไป
การจัดการปัญหารีบด่วนเช่นนี้ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดในคน ในทุกพื้นที่และทุกฤดูกาล ที่แสดงอาการเช่น ไข้ ผื่น ท้องเสีย อาการทางสมอง อาการทางระบบทางเดินหายใจ ปอดบวม เป็นต้น และต้องสามารถทำการเชื่อมโยงพื้นที่ที่ปรากฏอาการเช่นนี้...
จากอาการเบาที่เกิดเป็นกระจุกกลุ่มก้อนในระดับชุมชน หมู่บ้าน จนเริ่มมีอาการปานกลาง ต้องเข้าโรงพยาบาลและอาการหนักวิกฤติที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่
โดยที่สถานพยาบาลระดับย่อยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาการเล็กน้อย ในขณะที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีเครื่องไม้ เครื่องมือพร้อม ให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิต ดังนั้นการเชื่อมโยงข้อมูลทางระบาดวิทยาจะเป็นสัญญาณอันตราย โดยเมื่อมี “คนไข้วิกฤติ” ไม่สามารถระบุสาเหตุหรือระบุสาเหตุได้ แต่รูปแบบความรุนแรงไม่ปกติ ต้องส่งสัญญาณกลับลงไปยังพื้นที่เพื่อจับตามองกลุ่มคนที่แม้ดูอาการไม่หนักก็ตาม
ทั้งนี้ถ้าปล่อยให้มีการกระจาย โรคจะมีการพัฒนาทำให้เกิดมีอาการหนักเพิ่มขึ้นตามลำดับ...ในขณะเดียวกันในพื้นที่ต้องจับตามอง กลุ่มอาการที่เกิดผิดฤดูกาลที่ควรจะเป็น...มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผิดปกติ
“ในขณะที่ทำการวินิจฉัย ตรวจหาเชื้อต้องมีการสืบค้นว่ามีตัวกลางในการแพร่จากต้นตอสู่คนอะไรบ้าง รวมทั้งยุง เห็บ ไร ริ้น แมลง การวินิจฉัยในการเพาะเชื้อไวรัสยังคงเป็นสิ่งจำเป็นแต่กระบวนการอาจมีความยุ่งยากและใช้เวลารวมทั้งต้องมีมาตรการป้องกันเชื้อแพร่ออกจากห้องปฏิบัติการ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่า
“การวินิจฉัยโดยการใช้การตรวจขยายท่อนพันธุกรรมของเชื้อโรค ด้วยวิธีพีซีอาร์ แม้จะมีความไว แต่เมื่อไวรัสเริ่มมีการผิดเพี้ยนหน้าตาออกไป จะตรวจจับไม่ได้เหมือนอย่างที่ไวรัสโควิด-19 ณ ขณะนี้ เริ่มมีปัญหาในการวินิจฉัย และการที่ไวรัสเข้าไปในหมา แมว ลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมกระทั่งตัวมิ้งค์...”
“ไวรัส” จะมีหน้าตาผิดเพี้ยนไปมากกว่าเดิมจากที่เป็นไวรัส “โควิด-19” ในคนอย่างเดียว
การตรวจจับเชื้อในห้องปฏิบัติการต้องควบรวมวิธีทั้งหมดที่ใช้โดยไม่หวังพึ่งพีซีอาร์อย่างเดียว แต่ต้องใช้การตรวจน้ำเหลืองหาแอนติบอดีเพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ โดยที่เชื้อดังกล่าวอาจระบุได้เป็นตัว เช่น โควิด-19 เลย โดยการผันแปรของรหัสพันธุกรรมจะไม่กระทบหรือกระทบไม่มากต่อผลการตรวจ
หรือ...อาจจะไม่สามารถระบุชื่อเป็นตัวได้ แต่บอกได้ว่าเป็นครอบครัวไหน แต่เป็นข้อมูลที่จะขุดค้นว่าเป็นไวรัสชนิดใด สายพันธุ์ใดและสามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้ทั้งตัว เพื่อพัฒนายาต้านไวรัส...วัคซีนได้ทันทีทันใด
การตรวจในระดับนี้ยังควบรวมกับการตรวจหาชิ้นส่วนของไวรัสที่ออกมาเป็นเปปไทด์ หรือโปรตีนชิ้นเล็กๆเพื่อสามารถใช้เป็นเบาะแสในการค้นหาเฉพาะเจาะจงต่อไป
“สงครามครั้งนี้และต่อจากนี้จะเข้มข้นรุนแรงขึ้นตามลำดับและการป้องกันตนในระดับบุคคลในระดับชุมชนยังคงต้องเคร่งครัด ป้องกันเชื้อเข้าจมูก ตา ปาก และล้างมือ ร่วมกับป้องกันเชื้อที่จะเข้าทางอาหารน้ำดื่ม กินอาหารสุก น้ำสะอาด...แต่สภาวะที่บั่นทอน สุขภาพทำให้เปราะบางและไม่สามารถต้านทานโรคได้ดี
มิหนำซ้ำทำให้โรคลุกลามและยกระดับความรุนแรงจนเสียชีวิตได้ง่ายนั่นคือ มลพิษในอากาศฝุ่นจิ๋วพีเอ็ม 2.5 สารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร พืช ผัก ผลไม้ เหล่านี้ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ทุกระบบ”
รวมกระทั่งถึง “ระบบภูมิคุ้มกัน” ต่อสู้กับเชื้อโรค ทั้งนี้เชื้อโรคอาจไม่ได้รุนแรงนัก แต่กลับทำให้คนเสียชีวิตได้
สงครามระหว่าง “มนุษย์” และ “เชื้อโรค” จากนี้ไป ต้องคิดนอกกรอบ ทำใหม่ เชื่อมโยงทุกระบบ จากนิเวศวิทยา จากวิทยาศาสตร์ขั้นลึกทุกแขนง และถ้ายังทำไม่ได้ “การป้องกันตนเอง” ยังคงเป็นวิธีมาตรฐานที่ทำให้เราทุกคน “รอดชีวิต” ได้.