ปี 2507 ผมเป็นลูกเรืออวนสตูล หาปลาอยู่แถวเกาะตะรุเตา ได้ข่าวกุ้งใหญ่ขึ้นที่เกาะลันตา กระบี่ ก็ล่องเรือไป ได้กุ้งวันเดียว จอดเรือพักแรมคืนที่เกาะกวงเกาะเล็กๆ ตำรวจก็บุกจับเอาไปไว้ที่เกาะลันตาใหญ่
ระหว่างพิมพ์ลายนิ้วมือรับข้อหา ตำรวจก็ถาม บอกชื่อเพื่อนสนิทมาสองคน
“ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ” ผมบอกเสียงดัง “อีกคน ศักดิ์เกษม หุตาคม”
ตำรวจก็ก้มหน้าจดไป เขาไม่รู้ว่า สองชื่อนั้น เป็นนักเขียนนิยาย ชื่อแรก พนมเทียน ชื่อสอง “อิงอร” ที่ผมอ่านติดงอมแงมจากบางกอกรายสัปดาห์
อายุ 30 ปี ขึ้นฝั่งมาเป็นนักข่าว ตอนอยู่กรมตำรวจ พี่โกวิทอุปโลกน์ให้เป็น บก.หนังสือสองเล่ม เวรกรรม เล่มหนึ่งขัดตาตำรวจสันติบาล ถูกแจ้งข้อหา...ตำรวจถามว่าเคยต้องคดีอะไรหรือไม่ ผมว่าไม่
รุ่งขึ้นตำรวจก็บอกว่า เคยถูกจับที่เกาะลันตา เอาละวา...เมื่อตัวเองมีคดีที่เกาะเป็นคนผิด ชื่อเพื่อนที่ผมอ้าง ก็เป็นเรื่องผิดไปด้วย
จนถึงวันนั้น หลายปีเต็มที ในงานเลี้ยงศิลปินแห่งชาติ “ท่านดุล” (อดุล จันทรศักดิ์) ชวนเข้าโต๊ะใหญ่ มองซ้าย โอ้ว...กฤษณา อโศกสิน มองขวา ผมต้องร้องสองโอ้ว! “พนมเทียน”
โอกาสมาถึงแล้ว ผมสารภาพผิดเสียงดังๆ แต่ผลที่รับกลับไม่ใช่
“เอานามบัตรมาให้สักใบ” น้ำเสียงและแววตา “พนมเทียน” ปรี่ไปด้วยความเมตตา
ผมอึ้ง...พักใหญ่ เจอนักเขียนผู้ใหญ่ระดับเทพ...แค่นามบัตรที่ด้วยมารยาทต้องรีบกราบ ยื่นให้...แต่ไม่มี
นี่เป็นเรื่องที่ผิดทั้งมารยาท และพลาดทั้งเรื่องหัวใจที่นับถือถวิลหาไขว่คว้ามาแสนนาน
บางสถานการณ์การเมือง ที่แยกคนเป็นขวาเป็นซ้าย แหล่งข่าวมักถามสังกัด ไม่แน่ใจก็ขอบัตรประจำตัวนักข่าว ซึ่งตอนนั้นกรมประชาสัมพันธ์ออกให้
...
“กูเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์” ผมรำคาญ “ทำไมต้องไปขอบัตรจากกรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล”
นี่คือความโอหังบังอาจ เป็นเหตุไม่เอาบัตร...ประการแรก
แต่ก็นั่นแหละ การใช้นามบัตร ก็จะช่วยให้งานข่าวลื่นไหล...ผมมีเหตุผลต้องใช้นามบัตรครั้งเดียว ในม็อบชาวนา ราวปี 2518 จำได้ว่า ที่หนอง-วัวซอ อุดรธานี ม็อบนี้มีเหตุปะทะถึงเลือดเนื้อ ต่อมาอีกไม่ถึงชั่วโมง
เรื่องก็เข้าทำนอง...ทีวีช่องเนชั่น ช่วงที่คุณสนธิญาณ ผู้ชูธงรักสถาบันยังอยู่ นักข่าวเข้าม็อบคณะราษฎรไม่ได้ละกระมัง ตอนนั้นนักข่าวหนังสือฝ่ายขวา ขอเอ่ยชื่อ“ดาวสยาม” ถึงประตูม็อบก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกับการ์ด
ผมขอเข้าม็อบมั่ง ควักนามบัตรให้ ไม่ช้าก็เข้าไปได้
นี่เป็นการใช้นามบัตรเป็นทางผ่านครั้งเดียว ส่วนที่อื่นไม่ว่าเจ้าเมือง เจ้ากรม รัฐมนตรี กระทั่งกำนันที่ถูกเรียกขานเจ้าพ่อ...ท่าทีกิริยา และภาษา ก็บอกสกุลว่าเป็นตัวจริง ทำข่าวกันได้เรื่อยมา
สรุปบทเรียน นามบัตรไม่มีความจำเป็นกับชีวิตเลย ผมก็เลิกพกไว้ในกระเป๋า
เพิ่งมารู้สึกผิด เอาเมื่อ “พนมเทียน” ออกมาขอ นี่ล่ะ
ผู้ใหญ่ด้วยวุฒิด้วยวัยด้วยฐานะระดับภูเขาพระสุเมรุ อย่างพนมเทียน แค่นามบัตรในอารมณ์ที่อยากสื่อสาร ไม่ควรอย่างยิ่ง ที่ใครจะทำให้ท่านสะดุดใจ
ความผิดที่อ้างชื่อ“พนมเทียน” เป็นเพื่อนผู้ต้องหาคดีลักลอบจับสัตว์น้ำ ผมสารภาพและได้รับอโหสิแล้ว
แต่ความผิดที่ไม่มีนามบัตรที่ท่านออกปากขอ...สำหรับผมให้อภัยตัวเองไม่ได้
ในงาน พระราชทานเพลิงศพ คุณฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ที่วัดธาตุทอง บ่ายวันอาทิตย์ที่จะถึงคือพรุ่งนี้ ผมตั้งใจจะซ่อนนามบัตรไว้ในช่อไม้จันทน์ ถือโอกาสนี้ ขออโหสิกรรมเป็นครั้งสุดท้าย จากพนมเทียน
ถ้าสรวงสวรรค์ชั้นกวี...มีจริง...ผมจะพยายามฝึกอินทรี ตามไปสวรรค์ชั้นนี้ให้ได้ คงอีกไม่นาน.
กิเลน ประลองเชิง