ถามตรงๆ กับจอมขวัญ พูดคุยนักเรียน เตรียมแต่งไปรเวตไปโรงเรียน 1 ธ.ค. เปิดมุมมอง การแต่งเครื่องแบบ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่
จากกรณี เครือข่ายนักเรียน นัดแต่งชุดไปรเวตไปโรงเรียน รับเปิดเทอม 1 ธันวาคม 2563 อ้างเป็นการจำกัดเสรีภาพ และเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ
วันนี้ (30 พ.ย.) ในรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ พูดคุยกับตัวแทนนักเรียน ถึงระเบียบการแต่งกายในโรงเรียน ว่า ชุดไปรเวต จะสามารถลด หรือชุดนักเรียน เป็นสิ่งที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่
เมื่อถาม น้องภัสส์ ว่า ทำไมวันนี้ถึงแต่งชุดนักเรียนมาออกรายการ น้องภัสส์ ระบุว่า วันนี้เปิดเทอมวันแรก ก็ใส่ชุดนักเรียนไปเตรียมการที่โรงเรียนก่อน แล้วจะเริ่มใส่ชุดไปรเวตพร้อมกันในวันพรุ่งนี้ วันนี้ไปนั่งคุยกับครู ก็โดนกดดันบ้าง ว่าอย่าทำเลย หรืออย่าชวนเพื่อนเลย มันไม่ดี เราก็บอกว่า ไม่เกี่ยว ไม่เคยชวน
น้องโอปอลล์ เผยว่า วันนี้มีตรวจระเบียบที่โรงเรียน ทำให้ต้องใส่ชุดนักเรียนไปเรียน ซึ่งตนก็ได้เข้าไปคุยกับ รอง ผอ.ฝ่ายปกครองของโรงเรียนเลยว่าทำได้หรือไม่ หากจะแต่งไปรเวต ทางอาจารย์บอกทำได้ นอกจากนี้ กลุ่มตนยังได้ทำแบบฟอร์มถามความเห็นของนักเรียนในโรงเรียนว่า ถ้าแต่งชุดไปรเวต หรือชุดนักเรียนบางวัน โอเคหรือไม่ ถ้าโอเค จะลองทำวิจัยกับทางโรงเรียน ก่อนจะยื่นให้ผู้บริหาร แล้วมาหาตรงกลางร่วมกัน อาจจะทดลองสัก 2 เดือน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็อาจจะให้แต่งไปรเวต ซึ่งตอนนี้จบที่ผู้บริหาร จบที่นักเรียน แต่ก็ต้องไปที่ผู้ปกครองอีก ว่าเห็นด้วยหรือไม่
น้องเอเชีย เผยว่า แนวคิดตนคือ การสนับสนุนการแต่งกายเสรี ที่จะเข้าไปเรียนในโรงเรียน เลือกแต่งแบบไหน ก็สามารถมีพื้นที่ปลอดภัยในการเข้าไปเรียนได้ โดยไม่มีการบังคับว่า จะแต่งชุดไปรเวต หรือนักเรียน ทุกคนสามารถเลือกได้ และไม่ถูกลงโทษเพราะแต่งชุดไปรเวต ซึ่งในกลุ่มยังไม่มีการทดลองแต่งไปรเวต แต่ได้มีการโปรโมตออกไปก่อนหน้านี้ จะเป็นแฮชแท็กที่มีชื่อโรงเรียนอยู่ จะเริ่มจากการรณรงค์ โดยโรงเรียนจะมีสภานักเรียน ที่ทำหน้าที่หารือในการร่างกฎระเบียบ กิจกรรมที่เกิดขึ้นยังอยู่ในขั้นตอนการรณรงค์ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ ก่อนจะส่งเรื่องไปยังสภานักเรียน เพื่อให้เกิดการลงมติต่อไป
น้องกวางตุ้ง เผยว่า ตนรู้สึกว่า เสื้อนักเรียน เป็นการบังคับ ในเตรียมอุดมฯ มีหลายกลุ่มมากๆ เด็กมาจากหลายที่ ก็มีความหลากหลายพอสมควร บางคนก็ออกมาเคลื่อนไหว บางคนก็ตั้งใจเรียน
...
เมื่อถามว่า การใส่ชุดนักเรียนมันควรจะทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ทั้งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นระเบียบ ฯลฯ และสิ่งที่คิดตอนนี้ ว่าการใส่ไปรเวตจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงๆ น้องบอส ตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว บอกว่า ก็เป็นชุดที่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปโรงรับจำนำเพื่อไปซื้อชุดแล้วมาใส่ ถ้าถามว่า ใส่ชุดนักเรียนแล้ว เห็นเพื่อนถือกระเป๋ายี่ห้อนี้ ใช้ปากกาแบบนี้ดีจัง รองเท้าแบบนี้ นุ่มกว่า สบายกว่า มันก็คือความเหลื่อมล้ำเหมือนกัน ซึ่งปัญหาคือ เด็กอยากเป็นเหมือนเพื่อน ดังนั้น จึงต้องลดความอยากตรงนั้นลง เพราะสุดท้ายแล้ว เราไปขวนขวายตามใครไม่ได้ตลอด ซึ่งมันน่าจะเป็นปัญหาระยะยาว ที่เราจะสอนให้เด็กคนนึงโตขึ้นไปโดยรู้ว่า อะไรเกินตัวหรือไม่ ซึ่งมันก็อยู่ที่วิธีคิด และความเข้าใจด้วย
เมื่อถามว่า เป้าของการใส่ไปรเวตไปโรงเรียนคืออะไร น้องภัสส์ ระบุว่า ถ้าบ้านมีฐานะไม่ดี ก็จะต้องเอาของที่บ้านไปขาย เพื่อซื้อชุดนักเรียน ปีนึงต้องเสียประมาณ 5,000-7,000 บาท ซึ่งเรามองว่า ถ้าเอาเงินตรงนี้ ไปซื้อชุดไปรเวต ที่ใส่ในวันเสาร์ อาทิตย์ได้ และยังสามารถใส่มาเรียนวันธรรมดาได้ด้วย ซึ่งการใส่ชุดซ้ำไม่ใช่เรื่องที่ผิด ขนาดตนก็ยังเคยรู้สึกว่า ไม่อยากใส่ชุดนักเรียน เพราะชุดนักเรียนเหลืองมาก สุดท้ายก็ต้องซื้อใหม่
ขณะที่ตัวแทนภาคีนักเรียนขอนแก่น น้องขวัญข้าว กับน้องอ๋า เปิดเผยว่า เราต้องการเปิดพื้นที่ให้ได้ถกเถียงกันในสังคม ว่าสุดท้ายแล้วแบบไหนดีกว่า หรือแม้กระทั่งนำปัญหาชุดนักเรียนที่เกิดขึ้นออกมาสื่อสาร เมื่อถามว่า ใส่ชุดนักเรียนมีปัญหาอะไร น้องอ๋า บอกว่า สำหรับตนไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับเพื่อนผู้หญิง อย่างเวลาฝนตก ชุดเปียก มันทำให้เห็นสรีระ ที่รู้สึกว่าไม่ดี ขณะที่น้องขวัญข้าว เสริมว่า ในต่างจังหวัด ยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนชุดนักเรียน
เมื่อถามว่า การใส่ไปรเวต มันสบายใจกว่า การใช้ชุดนักเรียนรับบริจาค จริงๆ หรือไม่ เพราะมันอาจจะกลายเป็นอีกปัญหาหรือไม่ ในเรื่องของการเปรียบเทียบ น้องขวัญข้าว บอกว่า ตนมองว่า อย่าเเพิ่งกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ ถ้าเรายังไม่ได้ลองทำ เราควรทดลองก่อน ว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่
เมื่อถามว่า ทำกิจกรรมแบบนี้ จะส่งผลอะไรกับโรงเรียนบ้าง น้องอ๋า ระบุว่า ตนเชื่อว่าจะคุยกับทางโรงเรียนรู้เรื่อง ก็พยายามเจรจา ซึ่งตอนนี้ทางโรงเรียนยังไม่ได้ติดต่อมาพูดคุยสำหรับกิจกรรมที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้
อะไรเป็นตัววัดความสำเร็จ ว่าการใส่ชุดไปรเวตไปโรงเรียน สำเร็จแล้ว น้องโอปอลล์ บอกว่า จริงๆ เราแทบไม่ต้องพิสูจน์ เพราะการที่บอกว่า ชุดไปรเวตผิดระเบียบ คือสิ่งที่ผู้ใหญ่มาถกเถียงกันว่า อันไหนดี ไม่ดี แล้วมาให้เด็กปฏิบัติ ไม่มีโรงเรียนไหนออกกฎ ที่ให้เด็กเข้าไปเขียนด้วย ผู้ปฏิบัติควรจะมีสิทธิ์ได้เลือกเหมือนกัน
ต่อข้อถาม จะกลายเป็นความแตกต่าง แตกแยกหรือไม่ ถ้ามีเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนต่อไป น้องกวางตุ้ง ระบุว่า คิดว่าไม่ เพราะเป็นเสรีในเรื่องการแต่งกาย ถ้าอยากใส่อะไรก็ใส่ ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกในเรื่องพวกนี้
เมื่อถามว่า มีใครคิดหรือไม่ว่า คนที่แต่งชุดไปรเวต จะมองคนที่แต่งชุดนักเรียนยังไง และคนใส่ชุดนักเรียน จะมองคนแต่งชุดไปรเวตยังไง น้องเอเชีย บอกว่า เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เราจะรู้สึกคุ้นชินไปเอง ดีกว่าจะมาบอกให้ทุกคนแต่งชุดเหมือนกัน เพื่อไม่ให้แตกแยก เพราะจริงๆ แล้ว ประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ความแตกต่างที่หลากหลาย เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย
หมายความว่า มีการพยายามทำให้ชุดนักเรียนเป็นหนึ่งทางเลือก ที่จะหยิบใส่ หรือไม่ใส่ก็ได้ น้องบอส ระบุว่า ใช่ เราไม่ได้บอกว่า ห้ามมีชุดนักเรียนเลย มันยังคงอยู่ได้ แต่นักเรียนควรมีสิทธิ์ได้เลือกใส่ ซึ่งก็อาจจะมีชุดทางการสักชุด เป็นชุดนักเรียน เพื่อทำกิจกรรมที่เป็นทางการนิดหนึ่ง
เมื่อถามว่า จะเกิดการบูลลี่กันหรือไม่ น้องอ๋า บอกว่า ตนเชื่อว่าไม่ เพราะเหมือนเป็นการทำให้คนคิดว่า สิ่งที่เราทำถูกหรือไม่ ขณะที่น้องขวัญข้าว เชื่อว่า น่าจะเกิดปัญหากับคนที่ยึดโยงกับกฎมากกว่า ในเมื่อโลกมันเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนกฎตามโลก ตนก็มองว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะนำกฎข้อนี้มาถกเถียงกันในสังคม
น้องอ๋า เสริมเรื่องการบูลลี่ว่า ตนว่าเป็นเรื่องของนิสัยของบุคคลมากกว่า จึงไม่คิดว่าน่าจะสร้างปัญหาให้คนที่เป็นวัยนักเรียน
เมื่อถาม ดร.สมศักดิ์ ทองเนียม ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมัธยมศึกษาตอนปลาย เกี่ยวกับนโยบายที่ชัดเจนสำหรับเด็กที่จัดกิจกรรมแต่งชุดไปรเวตไปโรงเรียน ดร.สมศักดิ์ เปิดเผยว่า เรามีมาตรการให้สถานศึกษาปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน ปี 2551 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน ปี 2551 ทีนี้เราคงต้องใช้เหตุผลซึ่งกันและกัน เพราะเป็นเหตุผลของนักเรียน ซึ่งเราก็เปิดให้นักเรียนได้แสดงความเห็นภายใต้กฎ ระเบียบ และกฎหมาย
ถ้าในโรงเรียนไม่ยอมให้ทำกิจกรรม อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษา ครู ของโรงเรียนนั้นๆ ว่าจะเลือกกระทำกับนักเรียนที่แต่งไปรเวตอย่างไรใช่หรือไม่ ดร.สมศักดิ์ ระบุว่า เรามีแนวทางให้ เช่น เชิญภาคี 4 ฝ่ายของโรงเรียนมาประชุม เพื่อหารือและทำความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนับสนุน แต่เป็นการทำความเข้าใจกันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ชี้แจงเหตุและผล เพื่อจะได้ช่วยกันคิด
เมื่อถามว่า ถ้าจะยังคงขับเคลื่อนต่อไป เป็นไปได้หรือไม่ว่า แม้จะมีมติออกมาจากกระทรวงแล้ว อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้จากกิจกรรมที่เด็กๆ จะทำในครั้งนี้ หรือมีวงใหม่ขึ้นมา ดร.สมศักดิ์ ระบุว่า แนวทางนั้น เราได้สั่งการลงไป ให้เว้นการเผชิญหน้า หรือโต้เถียงกับนักเรียน และห้ามใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นมาตรการของกระทรวง โดยเปิดให้นักเรียนได้บอกเหตุและผลอย่างอิสระ และไม่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อมาประมวลว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า สถานศึกษาในระบบ อยู่ภายใต้ข้อกฎหมาย และมีระเบียบอยู่ ถ้าในตัวระเบียบ นักเรียนเห็นว่าเป็นอุปสรรคก็ให้แสดงความคิดเห็นมาได้ และเราก็จะประมวล ซึ่งใช้เฉพาะในโรงเรียนสังกัด สพฐ.